ครึ่งศตวรรษผ่านพ้น จากภาพจำเฮลิคอปเตอร์ลำสุดท้ายอพยพชาวอเมริกันออกจากไซ่ง่อน สู่แรงสั่นสะเทือนระลอกใหม่ในเอเชีย เมื่อบทบาทของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ สหรัฐฯ ค่อยๆ ลดอิทธิพลที่เคยมีมายาวนาน เปิดทางให้จีนก้าวเข้ามาเติมเต็มช่องว่างอย่างเต็มตัว สถานการณ์นี้สร้างทั้งความหวังและความไม่แน่นอนให้หลายชาติในเอเชีย ความเปลี่ยนแปลงนี้ยังจุดประกายคำถามสำคัญถึงอนาคตความมั่นคงในภูมิภาค บทบาทของมหาอำนาจโลก รวมถึงอิทธิพลทางความคิดแบบอเมริกันที่ยังหลงเหลืออยู่ ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อนักวางนโยบาย ภาคประชาสังคม และคนไทยโดยรวม
ปี ๑๙๗๕ ทั่วโลกจับตามองการถอนทัพของสหรัฐฯ จากเวียดนาม ซึ่งไม่เพียงเป็นหมุดหมายการสิ้นสุดสงครามอันขมขื่น แต่ยังสั่นคลอนความเชื่อมั่นต่ออเมริกาในอุษาคเนย์อย่างรุนแรง (nytimes.com) หลายทศวรรษที่ผ่านมา การปรากฏตัวของสหรัฐฯ ทั้งทางทหาร การทูต เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม เปรียบเสมือนปราการต้านการแผ่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสต์ และในหลายมิติ ก็เป็นดั่งสถาปนิกผู้ร่างแบบโครงสร้างเอเชียยุคใหม่ วันนี้ เมื่อภูมิรัฐศาสตร์โลกเปลี่ยนอีกครา เสียงสะท้อนจากอดีตยังคงก้องอยู่ในวงสนทนาทางการเมืองและในหมู่สาธารณชน
ชนวนที่จุดให้เกิดการเปรียบเทียบกับยุคเวียดนาม ไม่ใช่แค่การถอนทหารราบเท่านั้น แต่ยังรวมถึงท่าทีรีรอและความอุ้ยอ้ายของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการรับมือวิกฤตการณ์ยุคปัจจุบันด้วย อย่างเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเมียนมาร์เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปกว่า ๓,๗๐๐ ราย ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากอเมริกาก็ไปถึงช้ากว่าจีนอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ทีมกู้ภัยจากจีนเข้าถึงพื้นที่อย่างรวดเร็ว สหรัฐฯ กลับเผชิญเสียงวิจารณ์ถึงความเชื่องช้าและการละเลยเจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์ชาวอเมริกันในพื้นที่ที่ต้องทำงานท่ามกลางอันตรายหลังเหตุแผ่นดินไหว “อเมริกาเคยเป็นแสงแห่งความหวังและประชาธิปไตย แต่ตอนนี้พวกเขากลับหายหน้าไปในยามที่เราต้องการที่สุด” ชาวบ้านคนหนึ่งในเขตซะไกง์ ศูนย์กลางภัยพิบัติ กล่าว (nytimes.com)
ผู้เชี่ยวชาญและนักสังเกตการณ์ทั้งในไทยและระดับภูมิภาคชี้ว่า นี่คืออาการหนึ่งของการลดบทบาทโดยรวมของสหรัฐฯ ในยุครัฐบาลชุดหลังๆ การตัดลดงบประมาณของหน่วยงานการทูตและการพัฒนา นโยบายการค้าที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ และการหันไปให้ความสำคัญกับปัญหาในประเทศ ล้วนบั่นทอนศักยภาพของสหรัฐฯ ในการแผ่อิทธิพล สำหรับนักวางนโยบายไทย ประเด็นนี้ส่งผลกระทบโดยตรงและในเชิงปฏิบัติการ เครือข่ายรับมือภัยพิบัติของไทย ความเชื่อมโยงด้านการลงทุน และข้อตกลงความมั่นคง ต่างเคยพึ่งพาการสนับสนุนจากสหรัฐฯ มายาวนาน แม้รัฐบาลไทยจะพยายามประคับประคองความสัมพันธ์กับรัฐบาลจีนอย่างระแวดระวังก็ตาม (bangkokpost.com)
ชาติอาเซียนรวมถึงไทย จำต้องปรับสมดุลทางยุทธศาสตร์อย่างระมัดระวัง การผงาดของจีนไม่ได้เด่นชัดแค่เรื่องความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม แต่ยังรวมถึงโครงสร้างพื้นฐาน กลาโหม และพันธมิตรทางการเมืองด้วย ตัวอย่างเช่น กัมพูชาเพื่อนบ้าน ที่เพิ่งหันไปให้จีนช่วยปรับปรุงฐานทัพเรือเรียมให้ทันสมัยเต็มรูปแบบ แทนที่โครงการเดิมซึ่งสหรัฐฯ เคยให้ทุนสนับสนุน เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ฐานทัพแห่งนี้เปิดตัวโดยมีนายทหารระดับสูงของจีนร่วมพิธี และมีการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเดิมที่สหรัฐฯ เคยสร้างไว้เพื่อเปิดทาง (nytimes.com) ดังที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชากล่าวอย่างเปิดอกว่า “เรากำลังพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของเรา เช่นเดียวกับอเมริกา แต่สิ่งที่เราต้องการก่อนคือสันติภาพและเสถียรภาพ” ถ้อยแถลงนี้สะท้อนแนวคิดสัจนิยมที่กำลังเบ่งบานในเมืองหลวงทั่วภูมิภาค นั่นคือ อุดมการณ์เป็นเรื่องรอง เมื่อเทียบกับผลประโยชน์รูปธรรมด้านสันติภาพและการเติบโต
ถึงกระนั้น ความหวาดระแวงก็ยังคุกรุ่นอยู่ แม้หลายประเทศจะหันไปใกล้ชิดรัฐบาลจีนมากขึ้นด้วยเหตุผลเชิงปฏิบัติก็ตาม ตัวอย่างเช่น ในเมียนมาร์ ชาวบ้านยังคงเคลือบแคลงในเจตนาของจีน ความกังวลเรื่องบริษัทจีนเข้ามา “ตักตวง” ทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนเงื่อนไขที่มักผูกติดมากับการลงทุนภาครัฐ ล้วนส่งผลต่อมุมมองของคนทั่วไป (bbc.com) ความรู้สึกสองจิตสองใจนี้สะท้อนผ่านทัศนคติของคนไทยเช่นกัน ผลสำรวจหลายชิ้นชี้ว่าประชาชนเปิดรับความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับจีน แต่ก็ยังระวังภัยจากการพึ่งพิงมากเกินไปหรือการถูกแทรกแซงอธิปไตย (asiafoundation.org)
ประวัติศาสตร์บทบาทของอเมริกาในภูมิภาคนี้ยังคงสลับซับซ้อนและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ ชาวกัมพูชาจำนวนไม่น้อยยังจดจำเหตุการณ์ทิ้งระเบิดของสหรัฐฯ สมัยสงครามเวียดนามว่าเป็นชนวนที่นำไปสู่การขึ้นสู่อำนาจของเขมรแดง ซึ่งเป็นบทเรียนราคาแพงว่าการแทรกแซงของมหาอำนาจอาจนำไปสู่ผลลัพธ์อันเลวร้ายเกินคาดคิด (history.com) ขณะที่ในไทย การเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ ยุคสงครามเย็นได้วางรากฐานความร่วมมือสำคัญทั้งด้านการทหาร การศึกษา และการค้า นำมาซึ่งเสถียรภาพและความรุ่งเรืองยาวนานหลายทศวรรษ (thaiembdc.org)
แม้บทบาททางกายภาพจะลดลง แต่อำนาจอ่อน (soft power) ของสหรัฐฯ หรืออิทธิพลทางวัฒนธรรมและความคิดยังคงแข็งแกร่ง เห็นได้จากการส่งออกวัฒนธรรม การศึกษาระดับอุดมศึกษา และมนต์เสน่ห์ของค่านิยมประชาธิปไตยที่ยังคงดึงดูดใจ นักศึกษาไทยยังคงมุ่งหน้าไปเรียนต่อที่สหรัฐฯ ผู้นำภาคประชาสังคมหลายคนได้รับแรงบันดาลใจจากครรลองประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญของอเมริกา และวัฒนธรรมป๊อปก็ยังเต็มไปด้วยการอ้างอิงถึงฮอลลีวูดและสินค้าอเมริกัน สิ่งนี้แตกต่างชัดเจนกับการรับรู้อิทธิพลของจีน ซึ่งมักถูกมองว่ามุ่งเน้นผลประโยชน์ทางธุรกิจเป็นหลัก และไม่ค่อยใส่ใจสิทธิพลเมืองหรือมาตรฐานสิ่งแวดล้อม (csis.org)
สถานการณ์ปัจจุบันจึงไม่ใช่การหวนคืนของสงครามเย็น และไม่ใช่การผลัดเปลี่ยน “เจ้าภาพ” ในภูมิภาคจากสหรัฐฯ สู่จีนแบบง่ายๆ ทว่าอุษาคเนย์กำลังก้าวสู่ยุคใหม่ ที่ซึ่งประเทศขนาดกลางและเล็ก รวมถึงไทย กำลังหันมากระจายความร่วมมืออย่างกระตือรือร้น ลงทุนกับการพึ่งพาตนเอง และปรับความคาดหวังเสียใหม่ บทเรียนจากเวียดนาม ดังที่ผู้เชี่ยวชาญเวียดนามท่านหนึ่งกล่าวไว้ คือ “เอกราชที่แท้จริง” นั่นคือความมุ่งมั่นที่จะขีดชะตาตนเองภายใต้อิทธิพลของมหาอำนาจโลก
ท่าทีของไทยต่อภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนไปนี้เน้นแนวทางปฏิบัติจริงมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันคลังสมองชั้นนำของไทยเน้นย้ำความสำคัญของยุทธศาสตร์ “การบริหารความเสี่ยง” (hedging) คือการรักษาสัมพันธ์อันดีกับทั้งสหรัฐฯ และจีน ควบคู่กับการลงทุนในความร่วมมือระดับภูมิภาคผ่านอาเซียนและกลไกพหุภาคีที่ยืดหยุ่น (worldpoliticsreview.com) ดังที่เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศท่านหนึ่งอธิบายว่า “ผลลัพธ์ในอุดมคติของไทยคือระเบียบที่สงบสุขและอิงกฎเกณฑ์ โดยไม่มีมหาอำนาจใดเข้ามาครอบงำจนเป็นภัยต่อเรา”
เมื่อมองไปข้างหน้า ความไม่แน่นอนจากการลดบทบาทของสหรัฐฯ อาจเปิดโอกาสให้นวัตกรรมและความเป็นผู้นำผุดขึ้นจากภายในภูมิภาคเอง การลงทุนของไทยด้านการเตรียมพร้อมรับมือโรคระบาด กลไกตอบสนองภัยพิบัติ และโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจดิจิทัล สามารถเป็นต้นแบบของการพึ่งพาตนเอง ขณะเดียวกันก็ยังคงมีปฏิสัมพันธ์กับทั้งอเมริกาและจีนบนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน ในอีกด้านหนึ่ง ภาคประชาสังคมและสื่อมวลชนก็ต้องตื่นตัว ปกป้องอธิปไตย ผลักดันความรับผิดชอบ และส่งเสริมการถกเถียงอย่างรอบด้านถึงต้นทุนและผลได้ของแนวทางพันธมิตรต่างๆ
สำหรับคนไทยทั่วไป สารสำคัญที่ซ่อนเร้นคือ ยุคสมัยที่มหาอำนาจชี้นำอนาคตชาติอื่นกำลังจะผ่านพ้นไป ประชาชน นักการศึกษา และผู้นำธุรกิจ จำต้องเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจเรื่องระหว่างประเทศ เรียกร้องความรับผิดชอบจากพันธมิตรทั้งในและนอกประเทศ และสนับสนุนความเข้มแข็งเพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลงที่มิอาจเลี่ยง ไม่ว่าบทเรียนนั้นจะมาจากเงาของสงครามเวียดนามหรือความเป็นจริงของพันธมิตรที่พลิกผันในปัจจุบัน หนทางของประเทศไทยยังคงเป็นสิ่งที่ไทยต้องขีดเขียนและก้าวเดินด้วยตนเอง
สำหรับผู้อ่านชาวไทย ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติคือ การติดตามความเคลื่อนไหวในภูมิภาคจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ การสนับสนุนนโยบายรัฐที่โปร่งใสเรื่องการลงทุนจากต่างชาติ และการส่งเสริมการศึกษาด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความเป็นพลเมืองในโรงเรียน การสร้างเสริมพลังเสียงของไทยในอาเซียนและเวทีโลกจะสำคัญยิ่ง เพื่อให้มั่นใจว่าวัฒนธรรม ค่านิยม และผลประโยชน์อันเป็นเอกลักษณ์ของชาติจะไม่ถูกมองข้ามในยุคแห่งการแข่งขันของมหาอำนาจระลอกใหม่นี้
แหล่งข้อมูล:
- “๕๐ ปี หลังสหรัฐฯ ออกจากเวียดนาม การถอยทัพอีกครั้งสั่นสะเทือนเอเชีย,” The New York Times, ๑ พฤษภาคม ค.ศ. ๒๐๒๕
- Bangkok Post: ไทยอยู่ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-จีนที่ร้อนระอุ
- Asia Foundation: ความเห็นสาธารณะของคนไทย ปี ๒๐๒๓
- CSIS: การถ่วงดุลของไทย: จีนและสหรัฐฯ
- World Politics Review: อาเซียน ไทย จีน การทูตสหรัฐฯ และยุทธศาสตร์
- สถานทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.: ความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ
- BBC: อิทธิพลของจีนในเมียนมาร์
- History.com: กัมพูชาและลาวในช่วงสงครามเวียดนาม