งานวิจัยทดลองล่าสุดชี้ว่า โปรแกรมฝึกสติแบบสั้นๆ ผ่านช่องทางดิจิทัล ช่วยลดอาการซึมเศร้าได้จริงและเห็นผลนาน โดยเฉพาะเมื่อใช้ควบคู่กับวิธีอื่นและได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ ในขณะที่คนไทย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่และผู้ที่ต้องรับมือกับความเครียดจากสภาวะเศรษฐกิจ กำลังเผชิญกับภาวะซึมเศร้าและความทุกข์ทางใจเพิ่มขึ้น ข้อมูลใหม่นี้จึงสำคัญมากสำหรับการดูแลสุขภาพใจในยุคดิจิทัลของบ้านเรา งานวิจัยชิ้นนี้ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Mindfulness ย้ำว่า แม้แต่การฝึกสติผ่านแอปในช่วงสั้นๆ ก็ส่งผลดีในระยะยาวได้ จุดประกายความหวังว่าเราจะมีเครื่องมือที่ใช้ง่ายและขยายผลได้สำหรับรับมือกับภาวะซึมเศร้า (PsyPost)

โปรแกรมฝึกสติ (Mindfulness-based interventions หรือ MBIs) เป็นคอร์สระยะสั้น มีตั้งแต่แบบจบในครั้งเดียวไปจนถึงไม่กี่สัปดาห์ เน้นการอยู่กับปัจจุบัน จัดการอารมณ์ และมองความคิดความรู้สึกของตัวเองโดยไม่ตัดสิน โดยทั่วไป คอร์สเหล่านี้จะมีการฝึกสมาธิแบบมีคนนำ ฝึกหายใจ และกิจกรรมที่ช่วยให้ตระหนักรู้ในร่างกาย ที่น่าสนใจคือ โปรแกรม MBIs ในรูปแบบดิจิทัล ผ่านเว็บไซต์หรือแอปมือถือ กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น เพราะเข้าถึงง่าย ไม่ต้องเปิดเผยตัวตน และขยายวงกว้างได้ ทีมวิจัยชี้ว่า การนำเสนอในรูปแบบดิจิทัลยังช่วยให้ใช้รูปแบบที่เป็นมาตรฐานเดียวกันได้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญสำหรับโครงการด้านสาธารณสุข

งานวิจัยชิ้นใหญ่นี้ นำโดยทีมนักวิจัยจากจีน มีผู้ใหญ่ 375 คนที่มีความทุกข์ทางใจ ถูกสุ่มให้เข้าร่วมโปรแกรมบำบัดระยะสั้นกลุ่มต่างๆ หรือกลุ่มควบคุมที่รอคิว ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาว อายุเฉลี่ย 28 ปี และส่วนมากไม่ค่อยมีประสบการณ์ฝึกสติ โปรแกรมที่ใช้มีทั้งแบบฝึกสติล้วนๆ (ฝึกสติแบบมีคนนำและอ่านเนื้อหา) แบบฝึกสติร่วมกับกิจกรรมอื่นที่ไม่ใช่การฝึกสติ (เช่น เทคนิคบำบัดความคิดและพฤติกรรม) และแบบผสมผสานหลายอย่างร่วมกับการสนับสนุนผ่านแชทจากผู้เชี่ยวชาญ แต่ละโปรแกรมใช้เวลาแค่ 22 ถึง 25 วันเท่านั้น มีการติดตามผลลัพธ์หลักๆ เช่น ระดับอาการซึมเศร้าและสุขภาวะโดยรวม ทันทีหลังจบโปรแกรม และหลังจากนั้นอีก 1 เดือน และ 3 เดือน

ผลวิจัยสำคัญที่พบนั้นน่าสนใจมาก: กลุ่มที่ฝึกสติทั้งสามกลุ่มมีอาการซึมเศร้าลดลง และมี “การไม่ตอบสนองต่ออารมณ์ลบแบบทันที” (nonreactivity) ที่ดีขึ้น คือสามารถรับมือกับอารมณ์ที่หนักหนาได้โดยไม่จมดิ่งไปกับมัน เมื่อเทียบกับกลุ่มที่รอคิว แต่มีเพียงกลุ่มที่ได้โปรแกรมแบบผสมผสานหลายอย่าง โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากคนจริงๆ เพิ่มเติมเท่านั้น ที่ยังคงเห็นผลดีต่อเนื่องหลังจากผ่านไปสามเดือน ที่น่าสังเกตคือ กลุ่มที่ฝึกสติอย่างเดียว ผลดีที่ได้เริ่มลดลงเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งชี้ให้เห็นถึงพลังของการใช้เครื่องมือบำบัดและการสนับสนุนหลายๆ อย่างร่วมกัน

ประเด็นสำคัญคือ โปรแกรม MBIs ดิจิทัลระยะสั้นเหล่านี้ ดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยให้ตัวชี้วัดสุขภาวะทางใจโดยรวมดีขึ้นกว่ากลุ่มควบคุม ซึ่งบ่งชี้ว่า แม้โปรแกรมเหล่านี้อาจช่วยเรื่องซึมเศร้าได้ แต่ผลกระทบต่อสุขภาพใจในภาพรวมยังต้องศึกษาเพิ่มเติม นอกจากนี้ งานวิจัยนี้ใช้แบบสอบถามที่ผู้เข้าร่วมตอบเอง ซึ่งอาจมีความคลาดเคลื่อนจากการตอบ หรือผู้เข้าร่วมอาจตื่นตัวมากขึ้นเพราะรู้ว่าถูกสังเกตอยู่ หรือที่เรียกว่า “ปรากฏการณ์ฮอว์ธอร์น” (Hawthorne effect)

หัวหน้าทีมวิจัยให้ข้อสังเกตว่า: “โปรแกรม MBIs ดิจิทัลระยะสั้น สามารถลดภาวะซึมเศร้าได้อย่างมีประสิทธิผล โดยมี ‘การไม่ตอบสนองต่ออารมณ์ลบ’ เป็นกลไกสำคัญ ส่วนบทบาทของ ‘การสังเกต’ ที่ส่งผลต่อสุขภาวะ อาจขึ้นอยู่กับส่วนประกอบของโปรแกรม การผสมผสานการฝึกสติ กิจกรรมอื่นที่ไม่ใช่การฝึกสติ และการสนับสนุนจากคนจริงๆ อาจช่วยให้ผลลัพธ์ระยะยาวต่อภาวะซึมเศร้าดีขึ้น การเน้นที่ ‘การไม่ตอบสนองต่ออารมณ์ลบ’ และ ‘การสังเกต’ ในโปรแกรม MBIs อาจช่วยให้ภาวะซึมเศร้าและสุขภาวะดีขึ้นตามลำดับ”

มุมมองของผู้เชี่ยวชาญต่อข้อมูลนี้ก็สอดคล้องกับผลวิจัย นักจิตวิทยาในไทยหลายท่านชี้ว่า การเข้าถึงบริการช่วยเหลือด้านสุขภาพใจเป็นปัญหามานาน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลจากตัวเมือง นักจิตวิทยาคลินิกท่านหนึ่งในกรุงเทพฯ ให้สัมภาษณ์กับบางกอกโพสต์ว่า “โปรแกรมดิจิทัลช่วยให้คนจำนวนมากเข้าถึงความช่วยเหลือได้ตามสะดวกและเป็นส่วนตัว สำหรับสังคมไทยที่ยังมองการขอความช่วยเหลือด้านสุขภาพใจเป็นเรื่องน่าอาย สิ่งนี้เป็นเหมือนสะพานเชื่อมที่สำคัญ” ความเห็นนี้สอดคล้องกับความเห็นจากผู้บริหารระดับสูงจากสถาบันด้านสุขภาพจิตและการศึกษาชั้นนำหลายแห่ง ที่เน้นย้ำความสำคัญของเนื้อหาดิจิทัลที่เข้าใจบริบทวัฒนธรรม และการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตที่ได้รับใบอนุญาต

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ทั้งภาครัฐและเอกชนของไทยได้ผลักดันโครงการรณรงค์ให้คนตระหนักถึงสุขภาพใจ และส่งเสริมนวัตกรรมสุขภาพดิจิทัล (Thai PBS World) โดยเฉพาะช่วงระหว่างและหลังการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ความพยายามเหล่านี้ทำให้เกิดการพัฒนาแอปฝึกสติและส่งเสริมสุขภาวะทางใจเป็นภาษาไทย แต่เรื่องการเข้าถึงและการออกแบบที่อิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยังคงเป็นโจทย์ที่ต้องทำต่อไป โปรแกรม MBIs ดิจิทัลระยะสั้นแบบในงานวิจัยล่าสุดนี้ อาจเป็นรูปแบบที่น่าสนใจและประหยัด สำหรับหน่วยงานสุขภาพ โรงเรียน และองค์กรต่างๆ ในการนำไปปรับใช้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการส่งเสริมสุขภาวะในวงกว้าง

บริบททางประวัติศาสตร์ก็สำคัญไม่แพ้กัน แนวคิดเรื่องการฝึกสติเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับประเพณีการทำสมาธิในพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของไทยมายาวนาน ความคุ้นเคยทางวัฒนธรรมนี้อาจช่วยให้คนเปิดใจรับและลดแรงต้านได้ แต่การปฏิบัติแบบดั้งเดิมมักใช้เวลานานหลายเดือนหรือหลายปี ส่วนใหญ่ทำกันในวัดหรือมีครูบาอาจารย์แนะนำ ในขณะที่โปรแกรม MBIs ดิจิทัลนั้นเข้มข้นและให้ผู้ใช้เรียนรู้ด้วยตัวเอง สำหรับคนไทยรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อย เครื่องมือดิจิทัลอาจเป็นสะพานเชื่อมประเพณีเข้ากับความทันสมัย เป็นการผสมผสานการตระหนักรู้ในตนเองแบบดั้งเดิมเข้ากับวิถีชีวิตคนเมืองที่รีบเร่ง

ในอนาคต นักวิจัยและบุคลากรทางการแพทย์หวังว่าระบบสุขภาพของไทยจะนำร่องและประเมินผลโปรแกรมฝึกสติดิจิทัลระยะสั้นอย่างจริงจัง โดยควรมีการติดตามผลอย่างเป็นระบบเพื่อดูว่าผลลัพธ์จะยั่งยืนแค่ไหนในชีวิตจริง การผสมผสานการฝึกสติเข้ากับกิจกรรมอื่น เช่น การพูดคุยกับเพื่อน การฝึกทักษะชีวิต หรือการสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญ (เหมือนในการทดลองนี้) ดูจะมีแววดีเป็นพิเศษในการช่วยผู้ที่มีความเสี่ยงซึมเศร้าหรือหมดไฟ ซึ่งรวมถึงนักศึกษา บุคลากรทางการแพทย์ และคนทำงานในเมือง ยังต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อปรับเครื่องมือเหล่านี้ให้เหมาะกับกลุ่มเปราะบาง เช่น วัยรุ่นและผู้สูงอายุ และเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลและแรงจูงใจของผู้ใช้ในพื้นที่ห่างไกลหรือผู้ด้อยโอกาส (Bangkok Post)

สำหรับคนทั่วไปและองค์กรในไทยที่ต้องการรับมือกับภาวะซึมเศร้า ข้อความสำคัญนั้นชัดเจน: กิจกรรมฝึกสติดิจิทัลระยะสั้นสามารถช่วยบรรเทาได้จริงและมีวิทยาศาสตร์รองรับ โดยเฉพาะถ้าออกแบบโดยผสมผสานทั้งแนวทางพุทธศาสนาและแนวทางสากล และเสริมด้วยการสนับสนุนทางสังคม ผู้กำหนดนโยบายและนักการศึกษาสามารถใช้ผลวิจัยนี้เป็นแรงผลักดันในการขยายโครงการสุขภาพใจดิจิทัล และส่งเสริมบรรยากาศที่สามารถพูดคุยเรื่องสุขภาพใจได้อย่างเปิดเผยและไม่ตีตรากัน

สิ่งที่ผู้อ่านทำได้เลย คือ ลองหาแอปฝึกสติที่น่าเชื่อถือหรือโปรแกรมออนไลน์สั้นๆ เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมสุขภาวะของชุมชนหรือโรงเรียนที่มีการฝึกสติ และขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญหากความทุกข์ใจยังไม่หายไปหรือรุนแรงขึ้น เมื่อมีข้อมูลเชิงประจักษ์มากขึ้น การนำเทคโนโลยีมาผสมผสานกับมรดกการฝึกสติอันทรงคุณค่าของไทย อาจเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับสุขภาพใจของผู้คนในวงกว้าง

แหล่งข้อมูล: