ในโลกที่การทำงานหลายอย่างพร้อมกัน (multitasking) กลายเป็นเรื่องธรรมดา แถมยังถูกมองว่าเป็นทักษะจำเป็นที่ใครๆ ก็ต้องมี แต่วันนี้ มุมมองใหม่ๆ กลับกำลังตั้งคำถามกับความเชื่อเดิมๆ ทั้งเรื่องประสิทธิภาพการทำงาน สุขภาพใจที่ดี รวมถึงคุณค่าของการจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างแท้จริง บทความชิ้นล่าสุดจากนิตยสาร Psychology Today ที่อ้างอิงข้อมูลจากงานวิจัยด้านจิตวิทยาและประสบการณ์ตรงจากการบำบัด ได้ฉายภาพให้เห็นไม่เพียงแต่โทษภัยของการสลับงานไปมาไม่หยุดหย่อน แต่ยังรวมถึงมนตร์เสน่ห์ที่หลายคนอาจมองข้ามไป นั่นคือช่วงเวลาที่เราได้ปล่อยใจให้จดจ่ออยู่กับประสบการณ์ตรงหน้าอย่างเต็มเปี่ยม (Psychology Today)
สำหรับคนไทยเรา ที่ชีวิตประจำวันผันเปลี่ยนไปมากจากทั้งการขยายตัวของเมืองและความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัล ผลการศึกษาเหล่านี้จึงนับว่าทันยุคทันสมัยและสำคัญไม่น้อย ลองมองดูผู้คนบนท้องถนนในกรุงเทพฯ ที่การจราจรคับคั่ง หลายคนมักจะสลับใช้แอปพลิเคชันบนมือถือ คุยโทรศัพท์ หรือแม้แต่กินข้าวไปพร้อมๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่นหรือคนทำงาน ต่างก็เผชิญกับความเหนื่อยล้าทางใจและรู้สึกเหมือนหลุดออกจากโลกรอบข้างมากขึ้นเรื่อยๆ ประเด็นสำคัญที่นักจิตวิทยาพยายามชี้ให้เห็นคือ แม้การทำหลายสิ่งพร้อมกันจะกลายเป็นเรื่องปกติในสังคมไปแล้ว แต่การกลับมาใส่ใจจดจ่อกับปัจจุบันขณะอย่างแท้จริง อาจเป็นกุญแจดอกสำคัญที่ถูกลืมไปในการรับมือกับความเครียดและความอ่อนล้าที่ถาโถมเข้ามา
งานวิจัยหลายชิ้นชี้ตรงกันว่า การทำหลายอย่างพร้อมกันนั้นสัมพันธ์กับความเครียดที่พุ่งสูง ทำให้เข้าสู่ “สภาวะลื่นไหล” (flow state) หรือภาวะที่จดจ่อกับงานจนเพลินและทำงานได้เต็มที่ ได้ยากขึ้น แถมยังเพิ่มความเสี่ยงต่ออาการวิตกกังวลและซึมเศร้าอีกต่างหาก ตัวอย่างเช่น งานวิจัยภาคสนามเมื่อปี ๒๐๑๖ พบว่าการทำหลายอย่างพร้อมกันจะไปขัดขวางการเข้าสู่สภาวะลื่นไหล (Jeong & Hwang, 2016) ล่าสุด งานวิจัยปี ๒๐๒๓ ก็มีหลักฐานชี้ว่า การต้องแบ่งสมาธิไปจดจ่อกับสองเรื่องพร้อมกันนั้น กระตุ้นให้ร่างกายเกิดการตอบสนองต่อความเครียด (Becker et al., 2023) ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยอีกชิ้นในปี ๒๐๑๓ ยังพบว่า การใช้สื่อดิจิทัลหลายอย่างพร้อมกันอย่างหนักหน่วง มีความเชื่อมโยงกับแนวโน้มที่สูงขึ้นของภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้า (Becker et al., 2013) ทางสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (American Psychological Association) ก็ออกมาเตือนในทิศทางเดียวกันว่า เพียงแค่ความคิดสะดุดชั่วครู่จากการสลับงาน ก็อาจฉุดประสิทธิภาพการทำงานให้ลดลงได้ถึงร้อยละ ๔๐ (APA)
สถานการณ์นี้น่ากังวลเป็นพิเศษสำหรับกลุ่มเด็กและวัยรุ่น งานวิจัยชิ้นหนึ่งในปี ๒๐๒๕ พบว่า เด็กเล็กอายุต่ำกว่า ๓ ขวบ ที่ได้รับประสบการณ์การใช้สื่อหน้าจอหลายอย่างพร้อมกัน มีความเชื่อมโยงกับปัญหาด้านทักษะการบริหารจัดการของสมอง (Executive Functions หรือ EF) ซึ่งเป็นทักษะจำเป็นในการควบคุมความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมในช่วงวัยเด็กตอนปลาย (PubMed) ข้อมูลนี้ยิ่งตอกย้ำความกังวลในสังคมไทยเกี่ยวกับปริมาณการใช้สื่อดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นและสมาธิที่สั้นลงของเด็กๆ ซึ่งเป็นประเด็นที่กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงสาธารณสุขหยิบยกขึ้นมาหารือในระดับนโยบายอยู่เป็นระยะ
ถึงกระนั้น กลุ่มนักจิตวิทยาก็ไม่ได้เพียงชี้ให้เห็นปัญหา แต่ยังเสนอทางออกที่อยู่บนพื้นฐานของหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ด้วย หนึ่งในนั้นคือการนำหลักการเจริญสติมาปรับใช้ โดยเฉพาะแนวคิด “การมีใจเดียว” (one-mindedness) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการบำบัดพฤติกรรมทางความคิดแบบวิภาษวิธี (Dialectical Behavioural Therapy หรือ DBT) การเจริญสติในที่นี้ หมายถึง การจดจ่ออย่างเต็มกำลังกับงาน ผู้คน หรือประสบการณ์ตรงหน้า แม้อาจจะต้องใช้ความพยายามอยู่เนืองๆ และคอยดึงความสนใจกลับมาบ่อยครั้งก็ตาม จากการศึกษาทั้งในโลกตะวันตกและในบริบทของไทย พบว่าการฝึกฝนทักษะเหล่านี้สามารถช่วยฟื้นคืนสมาธิ เพิ่มความพึงพอใจในชีวิต และเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางอารมณ์ได้ (Linehan, 2015)
มีตัวอย่างน่าสนใจที่นักสังคมสงเคราะห์คลินิกท่านหนึ่งเล่าไว้ในบทความของ Psychology Today ถึงประสบการณ์ตอนที่ยืนอยู่บนตึกสูงใจกลางเมืองใหญ่ กำลังถ่ายภาพวิวทิวทัศน์สวยงาม แต่กลับไม่แน่ใจว่าตัวเองได้ซึมซับช่วงเวลานั้นจริงๆ หรือเปล่า อาการ “ใจลอย” หรือ “จิตไม่อยู่กับเนื้อกับตัว” แบบนี้ กลายเป็นเรื่องที่พบเห็นได้บ่อยขึ้น ในยุคที่อุปกรณ์ดิจิทัลและความคาดหวังของสังคมผลักให้เรามัวแต่เก็บภาพเหตุการณ์ จนลืมที่จะสัมผัสประสบการณ์พิเศษนั้นอย่างแท้จริง ผู้เชี่ยวชาญในบ้านเรา รวมถึงเจ้าหน้าที่จากกรมสุขภาพจิต ก็สังเกตเห็นแนวโน้มคล้ายๆ กันนี้ในสังคมเมืองของไทย ที่ซึ่งโซเชียลมีเดียและแรงกดดันจากงานการดึงความสนใจของผู้คนให้กระจัดกระจาย จนบางครั้งกระทบไปถึงการสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งหรือความสุขส่วนตัว (Ijmhs.biomedcentral.com)
แม้แต่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนก็พลอยได้รับผลกระทบจากนิสัยชอบทำหลายอย่างพร้อมกันไปด้วย มีงานวิจัยที่ชี้ว่า การเป็นผู้ฟังที่ไม่ใส่ใจ ซึ่งบ่อยครั้งเกิดจากการแบ่งสมาธิไปทำอย่างอื่นด้วย ถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ล้มเหลว (Salazar & Nguyen, 2019) ในสังคมไทยเรา ที่ให้ความสำคัญกับความผูกพันอันแน่นแฟ้นในครอบครัวและชุมชนเป็นรากฐานทางวัฒนธรรม การส่งเสริมให้สื่อสารกันอย่างมีสติจึงอาจจำเป็นอย่างยิ่งยวดเพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีเอาไว้ โดยเฉพาะในโลกยุคหลังโควิด-19 ที่หลายคนต้องเผชิญกับความโดดเดี่ยวและการสื่อสารผ่านหน้าจอมากขึ้น (Nature.com)
ถึงจะมีข้อมูลชัดเจน แต่การจะเลิกนิสัยทำหลายอย่างพร้อมกันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในสังคมที่อะไรๆ ก็ดูเร่งรีบไปหมด บทความแนะนำว่า เราสามารถค่อยๆ ฝึกทำทีละอย่างได้ทีละน้อยอย่างมีความหมาย เช่น ตั้งใจฟังเพื่อนร่วมงานอย่างแท้จริง ดื่มชาสักถ้วยโดยไม่แวบไปดูแจ้งเตือน หรือแค่ลองใส่ใจกับเสียงและความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวในขณะนั้น หากมองในมุมของพุทธศาสนาแบบไทย แนวคิดเหล่านี้ก็สอดคล้องกับการเจริญสติและวิปัสสนากัมมัฏฐาน (หรือที่เรียกกันว่า “สติ” และ “วิปัสสนา”) ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้รับการส่งเสริมมาเนิ่นนาน เพื่อเป็นเครื่องมือจัดการความวุ่นวายในใจและหนทางสู่การพัฒนาความรู้เท่าทันตนเอง (Bodhithaimassage.com; Technogym Thailand)
ทุกวันนี้ ทั้งวัดวาอาราม สถานที่พักผ่อนเชิงสุขภาพ รวมถึงโครงการทางการศึกษาต่างๆ ในไทย ได้นำการเจริญสติมาผสมผสานเข้ากับกิจกรรมในชีวิตประจำวันมากขึ้น ทั้งสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ โครงการรณรงค์ด้านสาธารณสุขหลายโครงการก็เริ่มสนับสนุนให้ผู้คนมี “ช่วงเวลาแห่งสติ” (mindful moments) แทรกอยู่ในวันทำงาน ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยลดความเครียดสะสม เพิ่มสมาธิ และพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ได้จริง (Tandfonline.com) แม้แต่หน่วยงานด้านการท่องเที่ยวก็กำลังโปรโมตให้ไทยเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกสำหรับการฝึกสติ โดยดึงเอาประเพณีปฏิบัติที่สืบทอดกันมานับศตวรรษมาช่วยส่งเสริมสุขภาพใจที่ดีทั้งต่อนักท่องเที่ยวและคนไทยเอง (WorldStrides)
อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า อย่าเพิ่งคาดหวังว่าจะทำได้คล่องแคล่วในทันที เพราะนิสัยวอกแวกนั้นหยั่งรากลึก แถมยังถูกกระตุ้นจากเทคโนโลยีและวัฒนธรรมในที่ทำงานที่มักจะยกย่องความหัวหมุนวุ่นวายเป็นเรื่องดี ทักษะการจดจ่อทำทีละอย่างก็ไม่ต่างจากการฝึกสมาธิ คือต้องอาศัยการฝึกฝน ความอดทน และความสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ได้รับการส่งเสริมอยู่แล้วทั้งในหลักธรรมคำสอนทางพุทธศาสนาและเรื่องราวที่สืบทอดกันมาในวัฒนธรรมไทย ดังที่เจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพจิตท่านหนึ่งจากมหาวิทยาลัยในประเทศไทย อธิบายไว้ว่า “ในสังคมไทย แนวคิดเรื่อง ‘จิตใจเย็น’ หรือการรักษาใจให้สงบเยือกเย็นนั้นเป็นรากฐานสำคัญของสุขภาวะที่ดีและฝังลึกอยู่ในวัฒนธรรม การเจริญสติและการทำงานทีละอย่างจึงเป็นเสมือนหนทางในยุคปัจจุบันที่จะช่วยให้เรากลับไปสู่หลักการพื้นฐานอันเป็นอมตะของพุทธศาสนาได้” (Georgemposi.com)
เมื่อมองไปในอนาคต ผลพวงจากการทำหลายอย่างพร้อมกันต่อสังคมไทยมีแนวโน้มจะยิ่งหนักหน่วงขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลของประเทศกำลังรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อมีเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) และรูปแบบการทำงานทางไกลเข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตประจำวันของเรา ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากไม่มีมาตรการที่ตั้งใจสร้างสมดุลขึ้นมา เช่น การฝึกอบรมการเจริญสติ และการปรับนโยบายเพื่อส่งเสริมสมดุลชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว (work-life balance) ที่ดีพอ อัตราความเหนื่อยล้าจากเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญหาสุขภาพจิตที่ตามมาก็อาจจะยิ่งรุนแรงขึ้น ขณะเดียวกัน การผสมผสานที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย ทั้งประเพณีทางพุทธศาสนา ค่านิยมที่ให้ความสำคัญกับครอบครัว และการเปิดรับนวัตกรรมใหม่ๆ ก็เป็นทุนเดิมที่ดีที่เอื้อให้เกิดแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ได้ ตั้งแต่กิจกรรมฝึกสติในห้องเรียนไปจนถึงโครงการส่งเสริมสุขภาวะในองค์กร และการรณรงค์สร้างความเข้าใจในวงกว้าง
แล้วคนไทยเราจะเริ่มทำอะไรได้บ้างตั้งแต่วันนี้ เพื่อกลับไปค้นพบความสุขเล็กๆ ในชีวิตประจำวันอีกครั้ง? ผู้เชี่ยวชาญแนะว่า ลองแบ่งเวลาสั้นๆ ในแต่ละวันมาจดจ่อกับกิจกรรมเพียงอย่างเดียวดู ไม่ว่าจะเป็นงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ การพูดคุย หรือแม้แต่การพักผ่อนเฉยๆ การปิดแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็นบนมือถือ กำหนดช่วงเวลาปลอดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (โดยเฉพาะตอนกินข้าวและอยู่กับครอบครัว) และการฝึกหายใจอย่างมีสติ ล้วนเป็นวิธีง่ายๆ ที่ทำได้จริงและมีงานวิจัยรองรับ สำหรับคุณพ่อคุณแม่ การจำกัดไม่ให้เด็กเล็กใช้สื่อหน้าจอหลายอย่างพร้อมกัน และส่งเสริมการเล่นที่เด็กๆ ได้มีปฏิสัมพันธ์กันจริงๆ ต่อหน้า ถือเป็นหัวใจสำคัญของพัฒนาการที่ดีของพวกเขา นอกจากนี้ หน่วยงานในชุมชนและที่ทำงานก็สามารถช่วยสร้างบรรยากาศที่เห็นคุณค่าและเป็นตัวอย่างที่ดีของการมีสมาธิจดจ่อและการอยู่กับปัจจุบันได้เช่นกัน
หัวใจสำคัญที่สุดคือ การปรับเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ว่า “การทำทีละอย่าง” ไม่ใช่การเสียเวลา แต่เป็นการลงทุนเพื่อความสุขที่ลึกซึ้งขึ้นและเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางอารมณ์ ซึ่งนี่อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทรงพลังที่สุดก็เป็นได้ ดังที่วิทยากรผู้สอนการเจริญสติจากศูนย์ปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวไว้ว่า “ทุกขณะคือโอกาสในการเริ่มต้นใหม่ เมื่อเราจดจ่อกับสิ่งตรงหน้าอย่างเต็มที่ เราจะค้นพบความพิเศษล้ำค่าในสิ่งธรรมดาสามัญรอบตัว ซึ่งเป็นบทเรียนที่อยู่คู่กับวัฒนธรรมไทยมาอย่างยาวนาน”
หากสนใจข้อมูลเพิ่มเติมและแหล่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับการเจริญสติ สุขภาพจิต และข้อดีของการทำทีละอย่าง สามารถศึกษาได้จากคู่มือของกรมสุขภาพจิต องค์กรทางพุทธศาสนาในท้องถิ่น รวมถึงโครงการด้านสุขภาพจิตต่างๆ ทั้งในสถานศึกษาและในองค์กรธุรกิจ