งานวิจัยชิ้นล่าสุดที่น่าจับตา ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการชื่อดังอย่าง Biological Psychiatry: Cognitive Neuroscience and Neuroimaging เผยให้เห็นว่า เทสโทสเตอโรนส่งผลให้ชายหนุ่มอ่อนไหวต่อเสียงตอบรับจากคนรอบข้างมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่เพียงเท่านั้น ฮอร์โมนดังกล่าวยังปรับเปลี่ยนการรับรู้คุณค่าในตัวเองที่ผันผวนไปในแต่ละวันของพวกเขาด้วย ผลการศึกษานี้นับเป็นมิติใหม่ที่ช่วยให้เราเข้าใจเรื่องคุณค่าในตนเอง สุขภาพใจ และพฤติกรรมทางสังคมได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทั้งยังมีความสำคัญต่อการพัฒนารูปแบบการรักษาที่เข้ากับบริบทสังคมไทยและประเทศอื่นๆ (psypost.org)

ทีมวิจัยนานาชาติได้ลงลึกเพื่อไขความลับบทบาทอันซับซ้อนของเทสโทสเตอโรน ที่ไม่เพียงแต่กระทบต่อความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเองแบบองค์รวม หรือที่นักจิตวิทยาเรียกว่า “ความภาคภูมิใจในตนเองเชิงลักษณะนิสัย” (trait self-esteem) แต่ยังรวมถึงความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเองที่ขึ้นๆ ลงๆ ในระยะสั้น หรือ “ความภาคภูมิใจในตนเองเชิงสภาวะ” (state self-esteem) อีกด้วย งานวิจัยชิ้นนี้มีความน่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับคนไทย เพราะค่านิยมเรื่องความเป็นชาย การได้รับการยอมรับจากสังคม รวมถึงการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิต ล้วนเกี่ยวพันกับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ ที่กำลังถูกค้นพบ ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาการเห็นคุณค่าในตัวเองต่ำ ซึ่งมักโยงใยกับปัญหาสุขภาพจิต โดยเฉพาะในกลุ่มชายหนุ่ม ก็กำลังเป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวางในสังคมไทยปัจจุบัน (WHO)

สำหรับการศึกษานี้ ทีมวิจัยได้คัดเลือกชายหนุ่มสุขภาพแข็งแรง อายุระหว่าง 18 ถึง 26 ปี จำนวน 120 ราย มาเข้าร่วมการทดลองแบบอำพรางสองฝ่ายและมีกลุ่มควบคุมที่ได้รับยาหลอก (double-blind, placebo-controlled design) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล อาสาสมัครถูกแบ่งกลุ่มแบบสุ่มเพื่อรับเจลเทสโทสเตอโรนหรือเจลยาหลอก โดยทั้งตัวอาสาสมัครเองและทีมผู้วิจัยต่างก็ไม่ทราบว่าใครได้รับอะไรระหว่างการทดลอง หลังจากรอประมาณสามชั่วโมงเพื่อให้ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในร่างกายของผู้ที่ได้รับเจลจริงขึ้นสู่ระดับสูงสุด อาสาสมัครทุกคนจะต้องทำกิจกรรมที่เรียกว่า “การประเมินทางสังคม” ซึ่งจำลองสถานการณ์ในชีวิตจริงขึ้นมา โดยแต่ละคนจะต้องสร้างโปรไฟล์ส่วนตัวขึ้นเพื่อให้กลุ่มคนที่ไม่รู้จัก (ตามที่อาสาสมัครเข้าใจ) จำนวน 184 คน ดูและประเมินว่าชอบหรือไม่ชอบโปรไฟล์นั้น แต่แท้จริงแล้ว เสียงตอบรับเหล่านั้นถูกโปรแกรมไว้ล่วงหน้าอย่างแยบยล เพื่อเลียนแบบปฏิกิริยาจากสังคมที่หลากหลาย ทั้งในแง่บวก แง่ลบ และแบบกลางๆ

ทีมวิจัยพบว่า เทสโทสเตอโรนไม่ได้แค่ทำให้ความภูมิใจในตัวเองเพิ่มขึ้นหรือลดลงแบบตรงไปตรงมา แต่กลับทำให้อาสาสมัครอ่อนไหวต่อสัญญาณจากสังคมมากขึ้นอย่างชัดเจน กล่าวคือ เมื่อได้รับฟีดแบ็กเชิงบวก กลุ่มชายหนุ่มที่ได้รับเทสโทสเตอโรนจะรู้สึกภูมิใจในตัวเองพุ่งสูงขึ้นมากกว่ากลุ่มที่ได้รับยาหลอกอย่างเห็นได้ชัด ในทางตรงกันข้าม เมื่อเจอฟีดแบ็กเชิงลบ ความภูมิใจในตัวเองของพวกเขาก็ดิ่งลงเร็วกว่าเช่นกัน พูดง่ายๆ ก็คือ ฮอร์โมนนี้ขยายผลกระทบทางอารมณ์จากการยอมรับหรือการถูกปฏิเสธจากสังคมให้รุนแรงขึ้น ผลวิเคราะห์จากแบบจำลองคอมพิวเตอร์ก็ยิ่งตอกย้ำข้อค้นพบนี้ โดยชี้ว่าเทสโทสเตอโรนทำให้ผู้เข้าร่วมให้ความสำคัญกับทั้งความคาดหวังว่าจะได้รับการยอมรับและฟีดแบ็กที่ได้รับจริงมากขึ้น หรือถ้าพูดในภาษาจิตวิทยาก็คือ มันไปขยาย “ความคลาดเคลื่อนจากการคาดการณ์” (prediction error) ให้กว้างขึ้น ซึ่งก็คือช่องว่างระหว่างสิ่งที่คิดว่าจะได้รับกับสิ่งที่สังคมตอบกลับมาจริงๆ นั่นเอง

ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยท่านหนึ่งให้ทัศนะว่า “ผลวิจัยนี้สอดคล้องกับสิ่งที่เราเห็นจากประสบการณ์จริงมาหลายปี นั่นคือ เวลาที่ชายหนุ่มรู้สึกว่าถูกปฏิเสธหรือได้รับการยอมรับ คนที่มีระดับเทสโทสเตอโรนสูงอาจจะรู้สึกว่าความมั่นใจในตัวเองมันแกว่งขึ้นลงรุนแรงกว่าคนอื่น เรื่องนี้ช่วยให้เราเข้าใจความเชื่อมโยงที่ซับซ้อนระหว่างปัจจัยทางชีววิทยากับบริบททางสังคมที่มีผลต่อการปรับตัวของผู้ชาย โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่ต้องแข่งขันกันสูงๆ ไม่ว่าจะเป็นในโรงเรียน ที่ทำงาน หรือแม้แต่ในโลกโซเชียลของไทยเรา”

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ผลของเทสโทสเตอโรนไม่ได้อยู่ที่การเร่งให้เรียนรู้เร็วขึ้น หรือทำให้คนเปลี่ยนความคิดไวขึ้น แต่ฮอร์โมนนี้ไปปรับเปลี่ยน ‘น้ำหนัก’ หรือคุณค่าทางอารมณ์ที่แต่ละคนให้กับฟีดแบ็กจากสังคม ข้อมูลจากการศึกษานี้ยังไปกันได้ดีกับ “ทฤษฎีมาตรวัดสังคม” (sociometer theory) ที่ว่าด้วยความภาคภูมิใจในตนเอง ซึ่งมองว่าคุณค่าในตนเองก็เหมือนกับเครื่องวัดระดับการยอมรับหรือปฏิเสธจากสังคมแบบเรียลไทม์ นับเป็นคำเปรียบเทียบที่เห็นภาพชัดเจนมากในสังคมไทย ที่เรื่อง “หน้าตา” และการเป็นที่ยอมรับของคนรอบข้างถือเป็นเรื่องใหญ่ ดูเหมือนว่าเทสโทสเตอโรนจะทำให้เรดาร์จับสัญญาณสังคมในตัวเรามันไวขึ้น ทำให้แค่การพยักหน้าเห็นด้วยหรือขมวดคิ้วไม่พอใจก็ส่งผลกระทบต่อใจได้ลึกซึ้งกว่าเดิม

สำหรับประเทศไทย เรื่องนี้ยิ่งมีความสำคัญ เพราะปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งบ่อยครั้งเกี่ยวพันกับความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเองที่ไม่มั่นคง กำลังเป็นปัญหาที่น่ากังวลมากขึ้นในกลุ่มเยาวชน ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ชี้ว่า ปัญหาความผิดปกติทางอารมณ์ ความวิตกกังวล หรือแม้แต่พฤติกรรมก้าวร้าว กำลังมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อโซเชียลมีเดียเข้ามาเป็นตัวเร่งให้ผลกระทบจากเสียงตอบรับทางสังคมมันรุนแรงยิ่งกว่าเดิม นักจิตวิทยา สังกัดกระทรวงสาธารณสุขท่านหนึ่ง ให้ข้อสังเกตว่า “การที่เราเข้าใจว่าปัจจัยทางชีววิทยาอย่างเทสโทสเตอโรนมันมีผลต่อประสบการณ์ทางสังคมโดยรวมของเราอย่างไร จะช่วยให้ทั้งโรงเรียนและครอบครัวสามารถดูแลและสนับสนุนเด็กผู้ชายและชายหนุ่มได้ตรงจุดมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่อาจจะกำลังเจอปัญหาอยู่”

ถึงกระนั้น งานวิจัยนี้ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่บ้างเหมือนกัน เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดเป็นชายหนุ่ม ทำให้ยังไม่แน่ใจว่าผลลัพธ์นี้จะใช้ได้กับผู้หญิงหรือผู้สูงอายุด้วยหรือเปล่า เพราะงานวิจัยก่อนๆ ก็เคยชี้ว่า เทสโทสเตอโรนออกฤทธิ์แตกต่างกันในแต่ละเพศ (Nature Reviews Endocrinology) โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาว ซึ่งเป็นช่วงที่อารมณ์และสังคมรอบตัวเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น งานวิจัยในอนาคตจึงตั้งเป้าที่จะศึกษาในกลุ่มตัวอย่างที่หลากหลายกว่านี้

อีกประเด็นคือ ทีมวิจัยก็ยอมรับว่ากิจกรรม “เสียงตอบรับทางสังคม” ที่ใช้ในการทดลอง แม้จะพยายามออกแบบให้เหมือนจริงแค่ไหน ก็ยังเป็นแค่สถานการณ์จำลองอยู่ดี อาสาสมัครเองก็รู้ตัวว่ากำลังอยู่ในงานวิจัย และปฏิสัมพันธ์ทางสังคมในชีวิตจริงของคนไทย ซึ่งมักจะมีเรื่องของความเกรงใจ การรักษาน้ำใจ และการสื่อสารแบบอ้อมๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง อาจจะให้ผลลัพธ์ที่ต่างออกไปก็ได้ ทีมวิจัยยังไม่ได้วัดระดับเทสโทสเตอโรนตั้งต้นของอาสาสมัครก่อนที่จะทาเจล ซึ่งนี่ก็เป็นอีกปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการตอบสนองของแต่ละคนได้ โดยเฉพาะถ้าในอนาคตต้องการจะปรับวิธีการช่วยเหลือให้เข้ากับแต่ละบุคคลจริงๆ

เมื่อมองจากข้อจำกัดเหล่านี้ อาจารย์ด้านจิตเวชศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมหิดลท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า “การจะนำผลวิจัยนี้ไปใช้จริงในคลินิกหรือในโรงเรียนของไทย คงต้องมีการปรับให้เข้ากับบริบทของเรามากๆ โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงเรื่องระบบอาวุโส และการรักษาความสามัคคีในกลุ่ม ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญในวัฒนธรรมไทย” ปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญกำลังมองหาความเป็นไปได้ที่จะผสมผสานการบำบัดด้วยฮอร์โมนเข้ากับการบำบัดพฤติกรรม โดยเฉพาะสำหรับคนที่ถูกวินิจฉัยว่ามีระดับเทสโทสเตอโรนต่ำและมีปัญหาเรื่องอารมณ์หรือความมั่นใจร่วมด้วย ที่ผ่านมา ก็มีการใช้ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนเพื่อรักษาอาการซึมเศร้าในผู้ชายอยู่บ้างเหมือนกัน แต่ก็ต้องทำด้วยความระมัดระวัง เพราะมีความเสี่ยงเรื่องผลข้างเคียง และต้องไม่ลืมปัจจัยทางวัฒนธรรมที่หยั่งรากลึกด้วย

ในเวทีโลกเองก็เห็นความสำคัญของงานวิจัยชิ้นนี้เช่นกัน ในโลกตะวันตก เรื่องความเชื่อมโยงระหว่างเทสโทสเตอโรน ความก้าวร้าว และการแสดงพลังทางสังคม ก็เป็นที่ถกเถียงกันมานาน (Scientific American) แต่สำหรับบริบทไทย กลับมีมิติที่น่าสนใจเพิ่มเข้ามา โดยเฉพาะเรื่องการได้รับการยอมรับจากพวกพ้อง ชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล หรือแม้แต่ “ยอดไลค์” บนโซเชียลมีเดีย ล้วนส่งผลต่อสภาพจิตใจของคนเราได้ทั้งนั้น นักสังคมวิทยาในกรุงเทพฯ ท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า “ในโลกออนไลน์ของไทย แค่คอมเมนต์ลบๆ คอมเมนต์เดียวก็อาจลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตความมั่นใจได้เลย โดยเฉพาะกับชายหนุ่มที่กำลังพยายามสร้างตัวตนให้เป็นที่ยอมรับนับถือ”

สำหรับก้าวต่อไป ทีมผู้วิจัยเองก็สนับสนุนให้ออกแบบการศึกษาที่ใกล้เคียงกับชีวิตจริงมากขึ้น และใช้กลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่และหลากหลายกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ (non-binary) เพื่อให้สอดคล้องกับความเข้าใจเรื่องเพศสภาพที่เปิดกว้างขึ้นในสังคมไทย นอกจากนี้ ยังมีคำถามที่น่าสนใจว่า ฮอร์โมนตัวอื่นๆ นอกเหนือจากเทสโทสเตอโรน เช่น คอร์ติซอล (ที่เกี่ยวกับความเครียด) มันจะส่งผลต่อการรับรู้ฟีดแบ็กจากสังคมอย่างไรบ้าง งานวิจัยเหล่านี้อาจเป็นข้อมูลสำคัญในการพัฒนาเครื่องมือใหม่ๆ ทั้งในโรงเรียน หรือในรูปแบบดิจิทัล เพื่อช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานทางใจให้แข็งแกร่งขึ้น

สำหรับคนไทยเรา ข้อคิดสำคัญที่นำไปปรับใช้ได้เลยก็คือ ความภูมิใจในตัวเองไม่ใช่สิ่งที่ตายตัว มันเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา มันถูกปั้นแต่งจากปฏิสัมพันธ์ที่เรามีกับคนรอบข้าง และอย่างที่งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็น ปัจจัยทางชีววิทยาก็มีส่วนสำคัญไม่น้อย แม้ว่าการไปเพิ่มระดับเทสโทสเตอโรนอาจจะไม่ใช่ทางออกสำหรับทุกคน (เพราะมีความเสี่ยงและต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์) แต่การสร้างบรรยากาศที่ดีและให้กำลังใจกัน ทั้งในห้องเรียน ที่บ้าน หรือแม้แต่ในโลกออนไลน์ ก็สามารถช่วยปกป้องชายหนุ่มจากผลกระทบของการถูกปฏิเสธและความรู้สึกดีๆ ที่อาจจะแกว่งไปมาได้

ทั้งนักการศึกษา ครอบครัว และคนที่มีส่วนในการกำหนดนโยบาย ควรหันมาใส่ใจเรื่องเสียงตอบรับจากสังคมให้มากขึ้น เพราะมันเป็นเหมือนดาบสองคม โดยเฉพาะในยุคที่เยาวชนไทยต้องเผชิญกับแรงกดดันรอบด้าน สำหรับใครที่อยากจะสร้างความภูมิใจในตัวเองให้แข็งแรงขึ้น การรู้เท่าทันว่าคำชมหรือคำติมันส่งผลต่ออารมณ์เราอย่างไร รวมถึงการเรียนรู้วิธีสร้างเกราะป้องกันทางใจ ก็ยังเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า เราควรส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนไทยกล้าที่จะพูดถึงความรู้สึกของตัวเองอย่างเปิดอก เรียนรู้วิธีรับมือกับคำวิจารณ์แบบเห็นอกเห็นใจตัวเอง และกล้าขอความช่วยเหลือเมื่อรู้สึกว่าความมั่นใจมันดิ่งลง ส่วนใครที่มีปัญหาเรื่องอารมณ์หรือความมั่นใจแบบเรื้อรัง การลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินทั้งเรื่องฮอร์โมนและสภาพจิตใจไปพร้อมๆ กัน อาจจะนำไปสู่ทางออกที่ใช่และได้ผลดีกว่าสำหรับแต่ละคน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง: