งานวิจัยระดับโลกชิ้นสำคัญเผยให้เห็นว่า การออกกำลังกายเป็นประจำช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อย่างมาก โดยผู้ป่วยที่เข้าร่วมโปรแกรมออกกำลังกายอย่างเป็นระบบ พบว่ามีความเสี่ยงเสียชีวิตลดลงถึง 37% แถมอัตราการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งยังลดลงอย่างเห็นได้ชัด ผลการศึกษาล่าสุดนี้ ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ชื่อดังอย่าง New England Journal of Medicine อาจพลิกโฉมแนวทางการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ทั่วโลก รวมถึงในบ้านเราด้วย

จากการศึกษาอย่างละเอียดในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ 889 คน ทีมวิจัยได้ประเมินผลลัพธ์ของการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอหลังการทำเคมีบำบัด ผู้ป่วยครึ่งหนึ่งเข้าร่วมโปรแกรมออกกำลังกายที่มีผู้เชี่ยวชาญดูแลอย่างใกล้ชิด ส่วนอีกครึ่งหนึ่งได้รับคำแนะนำด้านสุขภาพตามมาตรฐานทั่วไป หลังติดตามผลนาน 5 ปี พบผลลัพธ์ที่ชัดเจนมาก โดย 80% ของกลุ่มที่ออกกำลังกายยังคงปลอดจากมะเร็ง เทียบกับกลุ่มควบคุมที่ปลอดมะเร็งเพียง 74% ตัวเลขนี้ชี้ว่าโอกาสที่มะเร็งจะกลับมาเป็นซ้ำหรือเกิดมะเร็งชนิดใหม่ลดลงถึง 28% (ข่าวจาก BBC)

งานวิจัยชิ้นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับคนไทย เพราะมะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเสียชีวิตจากมะเร็งในบ้านเรา แม้ว่าสถิติผู้ป่วยรายปีจะยังน้อยกว่าชาติตะวันตก แต่จำนวนผู้ป่วยก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงสิบปีที่ผ่านมา สาเหตุหลักมาจากสังคมผู้สูงอายุและการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต (ข้อมูลมะเร็งประเทศไทย จาก WHO) ปัจจุบัน การรักษามักเน้นไปที่การผ่าตัดและเคมีบำบัดเป็นหลัก ทว่า งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า การนำการออกกำลังกายเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลหลังการรักษา อาจเป็นวิธีที่ทำได้ง่ายและประหยัดค่าใช้จ่าย เพื่อช่วยให้ผลการรักษาผู้ป่วยในไทยดีขึ้น

รายละเอียดของการทดลองนี้ถือเป็นข่าวดีอย่างยิ่งสำหรับใครที่อาจรู้สึกท้อแท้หรือกลัวการออกกำลังกายหนักๆ ผู้เข้าร่วมโครงการถูกกระตุ้นให้ออกกำลังกายมากกว่าปริมาณที่แนะนำสำหรับคนทั่วไปถึงสองเท่า หรือเทียบเท่ากับการเดินเร็วสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ครั้งละ 45-60 นาที ที่สำคัญคือ งานวิจัยนี้เปิดกว้างสำหรับกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ว่ายน้ำไปจนถึงคลาสเต้นกลุ่ม เช่น แอโรบิก หรือการเต้นอื่นๆ ในช่วงหกเดือนแรก ผู้ป่วยจะได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทุกสัปดาห์ เพื่อช่วยให้พวกเขานำการออกกำลังกายไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ หลังจากนั้น การดูแลจะค่อยๆ ลดลงเหลือเพียงเดือนละครั้ง

แปดปีหลังการรักษาโรคมะเร็งครั้งแรก มีผู้ป่วยเพียง 10% ในกลุ่มที่ออกกำลังกายเท่านั้นที่เสียชีวิต เทียบกับ 17% ในกลุ่มที่ไม่ได้ออกกำลังกาย ศาสตราจารย์ผู้เป็นหนึ่งในหัวหน้าทีมวิจัยโครงการนี้ เน้นย้ำว่าปริมาณการออกกำลังกายนั้น “ไม่ได้มากมายอะไรเลย” ทำให้โปรแกรมนี้ทำได้จริงและเข้าถึงผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้ นักวิจัยอีกท่านจากมหาวิทยาลัยเลสเตอร์ชี้ว่า ไม่เพียงแต่อัตราการรอดชีวิตที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ผู้เข้าร่วมโครงการยังได้รับประโยชน์ในวงกว้าง เช่น ความเหนื่อยล้าลดลง อารมณ์ดีขึ้น และสุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์คาดว่าผลดีของการออกกำลังกายอาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนการเจริญเติบโต การลดลงของการอักเสบในร่างกาย และการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันในการเฝ้าระวัง ซึ่งเป็นกระบวนการที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายตรวจจับและกำจัดเซลล์มะเร็ง สมมติฐานเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากงานวิจัยนานาชาติหลายชิ้นที่ศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยด้านวิถีชีวิตและความก้าวหน้าของโรคมะเร็ง (ฐานข้อมูล PubMed)

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์รักษามะเร็งชั้นนำในไทย เช่น โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ต่างยอมรับถึงความสำคัญของปัจจัยด้านวิถีชีวิตต่อการฟื้นตัวของผู้ป่วย ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยาจากโรงพยาบาลขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ให้สัมภาษณ์ว่า “ที่ผ่านมา การออกกำลังกายมักถูกแนะนำเพื่อช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิตหลังการรักษามะเร็ง แต่ด้วยหลักฐานใหม่ชิ้นนี้ ทำให้เราต้องหันมาให้ความสำคัญอย่างจริงจัง กับการนำโปรแกรมออกกำลังกายที่มีโครงสร้างชัดเจนมาเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ทุกคนเป็นประจำ”

อย่างไรก็ดี การนำการเปลี่ยนแปลงนี้มาปรับใช้ในประเทศไทยก็มีความท้าทายเฉพาะตัว ระบบสาธารณสุขไทย โดยเฉพาะนอกเขตเมือง ยังมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและขาดแคลนบุคลากรที่เชี่ยวชาญและผ่านการฝึกอบรมในการให้คำแนะนำด้านการออกกำลังกายแก่ผู้ป่วยมะเร็งที่กำลังพักฟื้น เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานด้านโรคมะเร็งของกระทรวงสาธารณสุขท่านหนึ่ง ให้ความเห็นว่า “เราตระหนักถึงความสำคัญของผลวิจัยนี้ แต่การนำมาปรับใช้จำเป็นต้องอาศัยความมุ่งมั่นทั้งด้านงบประมาณ การฝึกอบรมบุคลากร และการรณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชน โดยเฉพาะเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้สูงอายุและประชากรในชนบท”

ปัจจุบัน มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับสี่ทั้งในชายและหญิงไทย โดยมีผู้ป่วยรายใหม่กว่า 17,000 คนต่อปี จากข้อมูลของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ปัจจัยเสี่ยงรวมถึงการกินอาหารกากใยน้อย ขาดการออกกำลังกาย และโรคอ้วน ซึ่งเป็นปัญหาด้านวิถีชีวิตที่พบมากขึ้นในไทยช่วงหลายสิบปีมานี้ แนวโน้มนี้เห็นได้ชัดโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่อื่นๆ ซึ่งสะท้อนรูปแบบการเกิดโรคคล้ายกับชาติตะวันตก อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของไทย (ข้อมูลจาก WHO)

ในเชิงวัฒนธรรม การนำการออกกำลังกายมาผสมผสานกับการดูแลหลังรักษามะเร็งนั้นสอดคล้องกับความสนใจของคนไทยที่มีมานานในเรื่องสุขภาวะและการเคลื่อนไหวร่างกายแบบดั้งเดิม กิจกรรมกลุ่ม เช่น เต้นแอโรบิกในชุมชน รำไทย และมวยไทย เป็นที่นิยมอยู่แล้ว และสามารถนำมาปรับใช้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการบำบัดที่เข้ากับความชอบของคนในพื้นที่ได้ โรงพยาบาลชุมชนหลายแห่งมีประสบการณ์ในการจัดชมรมเดินออกกำลังกายและอบรมให้ความรู้ด้านการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ซึ่งสามารถนำผลวิจัยใหม่นี้มาต่อยอดได้ อย่างไรก็ตาม การเอาชนะอคติและความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการออกกำลังกายหลังรักษามะเร็งยังเป็นสิ่งสำคัญ เพราะผู้ป่วยบางรายอาจกลัวว่าการออกกำลังกายจะทำให้ “พลังงานหมด” หรือทำให้ฟื้นตัวช้าลง

ในอนาคต นักวิจัยกำลังศึกษาว่าการออกกำลังกายในลักษณะเดียวกันนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้รอดชีวิตจากมะเร็งชนิดอื่นที่พบบ่อย เช่น มะเร็งเต้านม ได้หรือไม่ เมื่อพิจารณาถึงอัตราการเกิดมะเร็งที่เพิ่มสูงขึ้นในไทยและทรัพยากรที่จำกัดสำหรับยาใหม่ๆ การให้ความสำคัญกับกลยุทธ์เชิงบูรณาการอย่างการออกกำลังกาย จึงเป็นแนวทางที่มีอนาคตสดใส ผู้เชี่ยวชาญเรียกร้องให้มีโครงการนำร่องและความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และองค์กรภาคประชาสังคมมากขึ้น เพื่อพัฒนาระบบสนับสนุนการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับวัฒนธรรมและมีค่าใช้จ่ายที่ผู้ป่วยเข้าถึงได้

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขชี้ว่าประโยชน์ของการออกกำลังกายไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเพิ่มอัตราการรอดชีวิตจากมะเร็งเท่านั้น แต่การเคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจำยังช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ เบาหวาน และโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่นๆ ซึ่งเป็นผลดีอย่างยิ่งต่อประชากรไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว หากมีการนำโปรแกรมออกกำลังกายที่เป็นระบบมาใช้อย่างกว้างขวาง ก็จะมีบทบาทสำคัญไม่เพียงแต่ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่ยังช่วยลดภาระโดยรวมจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอีกด้วย

สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่ได้รับผลกระทบจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ งานวิจัยนี้นำข่าวที่สร้างกำลังใจมาให้ว่า แม้แต่การออกกำลังกายระดับปานกลางเป็นประจำภายใต้การดูแลของแพทย์ ก็สามารถสร้างความแตกต่างอย่างมีความหมายต่อการรอดชีวิตและคุณภาพชีวิตได้ โรงพยาบาลและหน่วยงานสาธารณสุขจำเป็นต้องทำงานร่วมกันเพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญและพื้นที่ปลอดภัยในชุมชนสำหรับกิจกรรมทางกายได้ ผู้ป่วยควรปรึกษาทีมแพทย์ผู้รักษาก่อนเริ่มโปรแกรมออกกำลังกายใหม่ๆ โดยเฉพาะหลังการรักษาที่หนักหน่วง

โดยสรุป สิ่งที่งานวิจัยนี้ต้องการสื่อนั้นชัดเจน การนำการออกกำลังกายมาเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นตัวจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ ไม่ใช่ทางเลือกที่ฟุ่มเฟือยหรือเรื่องรองอีกต่อไป แต่เป็นความจำเป็นที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุน ขณะที่สถาบันทางการแพทย์ของไทยกำลังพิจารณาขั้นตอนต่อไป ก็หวังว่าผลวิจัยเหล่านี้จะไม่เพียงสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย แต่ยังรวมถึงการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมไปสู่การยอมรับว่าการเคลื่อนไหวร่างกายเปรียบเสมือนยาอีกขนานหนึ่ง

สำหรับผู้อ่านชาวไทยและครอบครัว ข้อคิดที่นำไปปฏิบัติได้คือปรึกษาหารือเกี่ยวกับทางเลือกในการออกกำลังกายกับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งของท่าน ลองมองหาการสนับสนุนจากชุมชนเพื่อการออกกำลังกายเป็นประจำ และจำไว้ว่าแม้แต่การเริ่มต้นเล็กๆ น้อยๆ เช่น การเดินเร็ว ก็สามารถให้ผลลัพธ์ที่พลิกชีวิตได้