ผลการศึกษาระดับนานาชาติครั้งใหญ่ที่ใช้เวลายาวนานถึง 17 ปี เผยว่าโปรแกรมการออกกำลังกายอย่างเป็นระบบ ซึ่งออกแบบและติดตามผลอย่างใกล้ชิดสำหรับผู้ที่กำลังพักฟื้นจากมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง สามารถลดความเสี่ยงเสียชีวิตได้มากถึง 37% และลดโอกาสที่โรคจะกลับมาเป็นซ้ำได้ถึง 28% งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ (New England Journal of Medicine) และได้รับการยกย่องว่าเป็นการพลิกโฉมมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยมะเร็งชนิดนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในมะเร็งที่คร่าชีวิตผู้คนและพบบ่อยที่สุดในโลก การค้นพบครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ในประเทศไทย ซึ่งกำลังเผชิญกับจำนวนผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

งานวิจัยชิ้นนี้ นำทีมโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ในออสเตรเลีย มหาวิทยาลัยควีนส์ในแคนาดา และมหาวิทยาลัยอัลเบอร์ตา ได้ติดตามผู้ป่วยจำนวน 889 รายอย่างใกล้ชิดใน 6 ประเทศ ผู้ป่วยกลุ่มนี้ล้วนเพิ่งผ่านการผ่าตัดและเคมีบำบัดเพื่อรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ ผู้เข้าร่วมวิจัยถูกสุ่มแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่ม “ให้ความรู้ด้านสุขภาพ” ซึ่งได้รับคำแนะนำมาตรฐานหลังการรักษาเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั่วไป ส่วนอีกกลุ่มได้รับโปรแกรมการออกกำลังกายที่ออกแบบมาเฉพาะบุคคลและมีแบบแผน ตลอดระยะเวลาสามปี กลุ่มหลังนี้ได้ออกกำลังกายแบบแอโรบิกสัปดาห์ละ 250 นาที เช่น การเดินเร็ว โดยมีการติดตามและปรับโปรแกรมให้เหมาะสม คล้ายกับการสั่งจ่ายยาเลยทีเดียว

มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงเป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับสามทั่วโลก และครองอันดับสองของสาเหตุการตายจากมะเร็งทั่วโลก (กองทุนวิจัยมะเร็งโลก) การทดลองนี้ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Challenge study” ได้เจาะลึกประเด็นสำคัญ นั่นคือ ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 3 ประมาณ 30% มักกลับมาเป็นซ้ำ แม้จะผ่านการรักษาอย่างครบถ้วนแล้วก็ตาม (newatlas.com) คณะนักวิจัยจึงมุ่งพิสูจน์ว่าการออกกำลังกายจะให้ผลลัพธ์ได้มากกว่าแค่การพัฒนาคุณภาพชีวิตหลังการรักษามะเร็งหรือไม่ และจะมีบทบาทเชิงรุกในการป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของโรคและช่วยยืดอายุผู้ป่วยได้จริงหรือเปล่า

ศาสตราจารย์ด้านการแพทย์จากคณะแพทยศาสตร์และสุขภาพ มหาวิทยาลัยซิดนีย์ หนึ่งในประธานร่วมของงานวิจัยนี้ เน้นย้ำว่า “ผลการศึกษาครั้งนี้ควรจะเปลี่ยนมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ทั่วโลก และอาจนำไปปรับใช้กับผู้ป่วยมะเร็งชนิดอื่นได้ด้วย” ผลลัพธ์ที่ได้นั้นน่าทึ่งอย่างยิ่ง อัตราการรอดชีวิตโดยปลอดโรคในระยะ 5 ปี เพิ่มจาก 74% เป็น 80% ในกลุ่มที่ออกกำลังกาย และอัตราการรอดชีวิตโดยรวมในระยะ 8 ปี เพิ่มจาก 83% เป็น 90% หนึ่งในทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยซิดนีย์อธิบายเพิ่มเติมว่า “นี่เท่ากับลดความเสี่ยงที่มะเร็งจะกลับมาเป็นซ้ำได้ถึง 28% ที่สำคัญคือ อัตราการรอดชีวิตโดยรวมอยู่ที่ 90% เทียบกับ 83% ในกลุ่มที่ได้รับเพียงคำแนะนำด้านสุขภาพ ซึ่งนับว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ นี่คือการลดความเสี่ยงการเสียชีวิตได้ถึง 37%”

โปรแกรมการออกกำลังกายอย่างเป็นระบบนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะนักกีฬาหรือผู้ที่แข็งแรงเป็นทุนเดิม แต่ผู้เข้าร่วมแต่ละคนจะได้รับแผนการออกกำลังกายที่ปรับให้เข้ากับความชอบและความสามารถของตนเอง ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นเป้าหมายที่ใครๆ ก็ทำได้ เช่น การเดินเร็ว 150 นาทีต่อสัปดาห์ แบ่งเป็นครั้งละ 30 นาที 5 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ประธานร่วมของงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยอัลเบอร์ตากล่าวเสริมว่า “งานวิจัยของเราชี้ชัดว่าการออกกำลังกายไม่ใช่แค่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตอีกต่อไป แต่เป็นการรักษาสำหรับมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ผู้ป่วยทุกคนควรเข้าถึงได้” นักวิจัยชั้นนำอีกท่าน ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ด้านมะเร็งวิทยาจากมหาวิทยาลัยควีนส์ สรุปผลกระทบทางคลินิกว่า “โปรแกรมการออกกำลังกายหลังการผ่าตัดและเคมีบำบัดช่วยลดความเสี่ยงการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งหรือการเกิดมะเร็งใหม่ และเพิ่มอัตราการรอดชีวิต ทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตที่ยืนยาวและดีขึ้น”

สำหรับประเทศไทย ที่อัตราการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ อันเนื่องมาจากการรับประทานอาหารและวิถีชีวิตแบบตะวันตก (องค์การอนามัยโลก) และอายุเฉลี่ยของผู้ป่วย (68 ปี) ก็ใกล้เคียงกับกลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยนี้ ผลการศึกษาดังกล่าวจึงนับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อสถานการณ์ปัจจุบัน โดยทั่วไปแล้ว แนวทางการดูแลผู้ป่วยหลังออกจากโรงพยาบาล (discharge protocols) หลังการผ่าตัดและเคมีบำบัดในโรงพยาบาลหลายแห่งในไทยมักเน้นคำแนะนำการใช้ชีวิตโดยรวม แต่งานวิจัยใหม่นี้กระตุ้นให้เกิดแนวทางเชิงรุกมากขึ้น นั่นคือ การแนะนำการออกกำลังกายที่เหมาะสมเฉพาะบุคคล และผลักดันให้การออกกำลังกายเป็นหัวใจสำคัญของการฟื้นตัวและการดูแลสุขภาพระยะยาว ไม่ใช่แค่ทางเลือกเสริมอีกต่อไป

แม้ว่าแนวปฏิบัติทางการแพทย์ของไทยแต่เดิมมักจะเน้นการพักผ่อนและการฟื้นฟูร่างกายแบบค่อยเป็นค่อยไปหลังการเจ็บป่วยหนัก แต่งานวิจัยระดับโลกในปัจจุบันกลับชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ทางชีวภาพของการออกกำลังกายในการต่อสู้กับการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งมากขึ้นเรื่อยๆ ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขไทย (กรมอนามัย) แนวทางการออกกำลังกายค่อนข้างกว้าง โดยทั่วไปแนะนำให้ออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์เพื่อสุขภาพที่ดี หลักฐานใหม่นี้อาจหมายความว่าแนวทางดังกล่าวจะมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น และถูกนำไปปรับใช้ในการดูแลผู้ป่วยมะเร็ง ทั้งโรงพยาบาลศูนย์ในเมืองใหญ่ไปจนถึงโรงพยาบาลชุมชนในต่างจังหวัดในอีกไม่ช้า

บริบทสังคมไทยที่มีวัฒนธรรมครอบครัวใหญ่ ซึ่งมักมีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้ป่วย และกิจกรรมในชุมชนอย่างที่วัด เช่น การออกกำลังกายกลุ่มยามเช้า เป็นภาพที่คุ้นตา อาจช่วยสนับสนุนการนำโปรแกรมการออกกำลังกายอย่างเป็นระบบมาปรับใช้ได้ การสนับสนุนจากครอบครัวและกิจกรรมกลุ่มที่ใกล้ชิดกับวิถีไทย เช่น การเดินในสวนสาธารณะ การร่วมเต้นแอโรบิกที่ลานวัด หรือการปั่นจักรยาน อาจช่วยให้ผู้รอดชีวิตจากมะเร็งสามารถทำตามโปรแกรมออกกำลังกายได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยสูงอายุที่อาจเผชิญปัญหาความโดดเดี่ยวหรือขาดแรงจูงใจ

นอกเหนือจากผลกระทบโดยตรงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงแล้ว การทดลองนี้ยังตอกย้ำหลักฐานจำนวนมากที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วว่า การออกกำลังกายที่ปรับให้เหมาะกับแต่ละบุคคลสามารถเปรียบเสมือน “ยาขนานเอก” สำหรับภาวะสุขภาพต่างๆ ตั้งแต่โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ไปจนถึงการฟื้นตัวจากมะเร็งชนิดอื่น (Harvard Health Publishing) ปัจจุบันโรงเรียนแพทย์หลายแห่งในไทยเริ่มให้ความสนใจกับแนวคิด “การสั่งจ่ายการออกกำลังกาย” (exercise prescriptions) เพื่อนำมาสอนควบคู่ไปกับการรักษาด้วยยาและการผ่าตัดในหลักสูตรการเรียนการสอน

ในอนาคต คณะนักวิจัยวางแผนที่จะศึกษาเพิ่มเติมว่าการออกกำลังกายประเภทใดบ้างที่จะส่งผลดีที่สุดต่อผู้รอดชีวิตจากมะเร็งกลุ่มต่างๆ และผลลัพธ์ทำนองเดียวกันนี้จะใช้ได้กับมะเร็งที่พบบ่อยชนิดอื่น เช่น มะเร็งเต้านมและมะเร็งต่อมลูกหมากหรือไม่ นอกจากนี้ พวกเขายังกำลังพัฒนาเครื่องมือสนับสนุนทางดิจิทัล เช่น แอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนและระบบฝึกสอนทางไกล เพื่อช่วยให้ผู้รอดชีวิตสามารถรักษาระดับการออกกำลังกายได้อย่างสม่ำเสมอในระยะยาว ซึ่งเป็นแนวทางที่น่าจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีในประเทศไทย เนื่องจากโครงการสุขภาพผ่านมือถือ (mobile health) ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ (ยุทธศาสตร์อีเฮลท์แห่งชาติของไทย)

สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่กำลังเผชิญหน้ากับมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง เป็นผู้รอดชีวิต หรือกำลังดูแลผู้เป็นที่รักให้ฟื้นตัวจากโรคนี้ หัวใจสำคัญที่อยากจะบอกก็คือ การออกกำลังกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่มีแบบแผนและทำอย่างสม่ำเสมอ ควรได้รับการพิจารณาให้เป็นแกนหลักของแผนการรักษา ผู้รอดชีวิตจากมะเร็งไม่ควรรอช้า แต่ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็ง (oncologists) เกี่ยวกับวิธีการออกกำลังกายที่ปลอดภัยและอยู่ภายใต้การดูแลทันทีที่ร่างกายฟื้นตัวดีหลังการรักษา การเข้าร่วมกิจกรรมออกกำลังกายกลุ่มในชุมชน ชมรมเดิน หรือการทำตามแผนการออกกำลังกายเฉพาะบุคคลที่พัฒนาร่วมกับนักกายภาพบำบัดชาวไทย สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อการรอดชีวิตและคุณภาพชีวิตได้

สำหรับครอบครัวและผู้ดูแล การสนับสนุนแผนการออกกำลังกายของผู้รอดชีวิต เช่น การเป็นเพื่อนเดิน การเข้าร่วมกิจกรรมในชุมชน หรือการช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทาง มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการดูแลเรื่องยา บุคลากรทางการแพทย์ในประเทศไทยควรพิจารณานำการวางแผนการออกกำลังกายไปรวมไว้ในแนวทางการดูแลผู้ป่วยหลังออกจากโรงพยาบาล ส่งต่อผู้รอดชีวิตไปยังนักกายภาพบำบัดเฉพาะทางหรืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และติดตามการปฏิบัติตามแผนอย่างใกล้ชิดผ่านเครื่องมือดิจิทัลหรือการบันทึก

ดังที่คณะประธานร่วมของงานวิจัยนี้ได้กล่าวไว้ ยุคที่การออกกำลังกายถูกมองว่าเป็นแค่ “ของเสริม” หรือ “โบนัส” สำหรับผู้ป่วยมะเร็งได้สิ้นสุดลงแล้ว ปัจจุบัน การออกกำลังกายถือเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาอย่างแท้จริง

สำหรับผู้ที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือคำแนะนำเฉพาะบุคคล สามารถค้นหาจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ เช่น แนวทางการดูแลผู้ป่วยมะเร็งของกระทรวงสาธารณสุข (กรมการแพทย์) องค์กรช่วยเหลือผู้ป่วยต่างๆ และศูนย์มะเร็งในโรงพยาบาลชั้นนำที่มีคลินิกมะเร็งแบบบูรณาการที่พร้อมให้การดูแลแบบองค์รวมอยู่แล้ว

โดยสรุป การออกกำลังกายอย่างเป็นระบบไม่เพียงแต่ปลอดภัยสำหรับผู้รอดชีวิตจากมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงเท่านั้น แต่ยังเป็นยาวิเศษที่พิสูจน์แล้วทางวิทยาศาสตร์ซึ่งช่วยยืดอายุขัย ผู้อ่านชาวไทยจึงควรใช้โอกาสนี้หันมาขยับร่างกายกันให้มากขึ้น และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนในระบบสุขภาพก็ควรเร่งผลักดันนำผลวิจัยนี้ไปประยุกต์ใช้จริงให้เร็วที่สุด

แหล่งข้อมูล: