เรื่องราวอันน่าทึ่งของเด็กชายคนหนึ่งผู้เกิดมาโดยไม่มีสมองส่วนซีรีบรัม (cerebral hemispheres) ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเชื่อกันว่าเป็นส่วนสำคัญยิ่งยวดต่อการรับรู้ตัวตน กำลังสั่นคลอนความเชื่อดั้งเดิมของนักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับธรรมชาติของจิตสำนึกมนุษย์อย่างรุนแรง บทความชิ้นล่าสุดที่จุดประกายความคิดนี้ ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน โดยสำนักข่าว Mind Matters News (mindmatters.ai) ได้เปิดเผยรายละเอียดชีวิตและกรณีศึกษาของเด็กชายภายใต้นามสมมติ “โจอี้” แม้จะเกิดมาพร้อมกับภาวะสมองโหว่ (hydranencephaly) อันเป็นภาวะร้ายแรงที่ทำลายเปลือกสมองส่วนใหญ่ไป แต่โจอี้กลับแสดงออกถึงสัญญาณการรับรู้และอารมณ์ความรู้สึกที่หลากหลายอย่างชัดเจน นับเป็นการท้าทายทฤษฎีหลักๆ ในวงการประสาทวิทยาศาสตร์แบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน
องค์ความรู้ด้านประสาทวิทยาศาสตร์ร่วมสมัยส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าจิตสำนึกคือผลผลิตของเปลือกสมอง (cerebral cortex) อันเป็นชั้นนอกสุดของสมองที่มีลักษณะเป็นรอยหยัก และได้รับการยกย่องให้เป็นศูนย์บัญชาการของการรับรู้ ความจำ การประมวลผลข้อมูล และความคิด ทฤษฎีบูรณาการข้อมูล (Integrated Information Theory - IIT) ทฤษฎีพื้นที่การทำงานสากล (Global Workspace Theory - GWT) รวมถึงแบบจำลองทางวิชาการกระแสหลักอื่นๆ ต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า จิตสำนึก “ก่อกำเนิด” ขึ้นจากความสลับซับซ้อนในการทำงานร่วมกันของเซลล์ประสาทนับพันล้านเซลล์ในเปลือกสมอง (Nature Reviews Neuroscience) ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่าหากไร้ซึ่งเปลือกสมองแล้ว จิตสำนึกย่อมไม่อาจปรากฏขึ้นได้
ทว่ากรณีของโจอี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในเด็กอีกหลายคนทั่วโลกที่เผชิญกับภาวะสมองโหว่รุนแรง กลับดูเหมือนจะหักล้างข้อสันนิษฐานเหล่านี้จนสิ้นซาก “เขามีสติสัมปชัญญะเต็มเปี่ยม แม้จะไม่มีเปลือกสมอง หรือกระทั่งสมองส่วนซีรีบรัมก็ตาม” ศัลยแพทย์ระบบประสาทผู้มากประสบการณ์และเป็นผู้เขียนบทความชิ้นดังกล่าวระบุไว้ใน Mind Matters โจอี้แสดงการตอบสนองต่อผู้ดูแล ทั้งความปิติยินดี ความรักใคร่ ความเศร้าโศก และแสดงออกถึงการรับรู้โลกรอบตัวอย่างเห็นได้ชัด แม้จะไม่สามารถเดิน พูด หรือทำกิจกรรมที่อาศัยการทำงานของสมองขั้นสูง แต่บุคคลใกล้ชิดต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าเขาเป็นเด็กที่น่ารัก ตอบสนองฉับไว และเปี่ยมด้วยอารมณ์ความรู้สึก
การค้นพบครั้งนี้สร้างความตกตะลึงอย่างใหญ่หลวงในหมู่แพทย์และนักประสาทวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง เพราะมันขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับทฤษฎีวัตถุนิยมแทบทุกกระแสที่ทรงอิทธิพลในวงการประสาทวิทยาศาสตร์ตะวันตก กระบวนทัศน์วัตถุนิยมแบบดั้งเดิม ซึ่งหยั่งรากลึกจากแนวคิดของเดการ์ต (Cartesian tradition) และตกผลึกเป็นมุมมองที่ว่ามนุษย์เป็นเพียง “เครื่องจักรชีวภาพ” (meat machines) ยืนกรานว่าประสบการณ์ส่วนตัวและความรู้สึกถึงตัวตนล้วนเป็นผลพวงจากการทำงานสอดประสานกันของเซลล์ประสาทในเปลือกสมอง หากปราศจาก “พื้นที่ทำงาน” อันซับซ้อนนี้แล้ว แบบจำลองทางวิชาการชั้นนำต่างพยากรณ์ว่าจะไม่เพียงแต่ไร้ซึ่งความคิด แต่ยังจะไร้ซึ่งจิตสำนึกโดยสิ้นเชิงอีกด้วย (Stanford Encyclopedia of Philosophy)
อย่างไรก็ดี กรณีศึกษาเช่นนี้กำลังชี้ให้เห็นว่าเรื่องของจิตสำนึกอาจซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบายได้ง่ายๆ นักวิจัยแถวหน้าจำนวนไม่มากนัก เช่น นักประสาทจิตวิทยา มาร์ก โซล์มส์ (Mark Solms) เริ่มนำเสนอแนวคิดว่าโครงสร้างสมองส่วนที่เก่าแก่กว่าอย่างก้านสมอง (brainstem) อาจเป็นผู้เล่นสำคัญที่รับผิดชอบต่อปรากฏการณ์การตื่นรู้และความรู้สึกตัวในระดับพื้นฐาน (Mark Solms, “The Hidden Spring”) ก้านสมอง ซึ่งโจอี้ยังคงมีอยู่นั้น มีบทบาทสำคัญต่อการตื่นตัวและการรับรู้ในเบื้องต้น อันเป็นคุณสมบัติหลักของจิตสำนึก ทว่า แม้แต่แนวคิดของโซล์มส์ก็ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง เนื่องจากนักประสาทวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ยังคงปักใจเชื่อว่าจิตสำนึกที่แท้จริงและเป็นอัตวิสัย (subjective) นั้น ไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากปราศจากเปลือกสมองในปริมาณที่เพียงพอ
ประเด็นสำคัญที่ซ่อนเร้นอยู่นี้มิได้จำกัดอยู่เพียงในแวดวงวิชาการ ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา กรณีศึกษาทำนองเดียวกับโจอี้ได้ปรากฏขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าในวงการประสาทวิทยาเด็ก ทว่ามักถูกมองข้ามไปว่าเป็นเพียงความผิดปกติทางการแพทย์ หรือถูกตีความว่าเป็นพฤติกรรมที่เกิดจากการแปลความหมายที่คลาดเคลื่อน (ScienceDirect) กระนั้นก็ตาม งานวิจัยจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ กลับชี้ให้เห็นว่าเด็กที่มีภาวะสมองโหว่สามารถตอบสนองต่อสิ่งรอบข้างอย่างมีความหมาย จดจำใบหน้าที่คุ้นเคยได้ รับรู้ถึงความสุขและความทุกข์ และสื่อสารอารมณ์ผ่านการเปล่งเสียงและการแสดงออกทางสีหน้าได้จริง
ผู้เขียนบทความใน Mind Matters ซึ่งกลั่นกรองจากประสบการณ์การผ่าตัดสมองยาวนานหลายสิบปีผนวกกับความเข้าใจลึกซึ้งในประวัติศาสตร์ปรัชญาว่าด้วยปัญหาจิต-กาย (mind-body problem) ยืนกรานว่ากรณีเช่นนี้ได้เปิดเปลือยให้เห็นถึงข้อจำกัดของคำอธิบายในเชิงวัตถุนิยม ผู้เขียนถึงกับเสนอว่า จิตสำนึกในระดับพื้นฐานอาจไม่ได้มีต้นกำเนิดจากโครงสร้างทางกายภาพของสมอง หากแต่อาจมาจาก “จิตวิญญาณ” (soul) อันเป็นอมตภาวะที่มนุษย์ทุกคนมีอยู่อย่างเสมอภาคกัน มุมมองดังกล่าวนี้สอดคล้องกับแนวคิดเชิงอภิปรัชญาแต่โบราณกาล มากกว่าที่จะเป็นไปตามแนวคิดวัตถุนิยมเชิงวิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบัน
แน่นอนว่าข้อเสนอนี้มิได้ไร้ซึ่งผู้เห็นต่าง ในขณะที่ปรัชญาศาสนาและปรัชญาทวินิยม (dualist philosophies) ได้ตั้งสมมติฐานมาอย่างยาวนานถึงการดำรงอยู่ของจิตวิญญาณที่ไม่ใช่วัตถุและสามารถรับรู้ได้โดยเป็นอิสระจากร่างกาย ทว่านักวิทยาศาสตร์ร่วมสมัยส่วนใหญ่ยังคงมุ่งมั่นเสาะแสวงหาคำตอบจากกลไกทางกายภาพของระบบประสาท “ความท้าทายสำคัญยังคงอยู่ที่การพัฒนากระบวนการเชิงประจักษ์เพื่อจำแนกจิตสำนึกที่แท้จริงออกจากปฏิกิริยาสะท้อนกลับ” ประสาทแพทย์อาวุโสท่านหนึ่งจากโรงพยาบาลศิริราช กรุงเทพมหานคร ให้ทัศนะ “ถึงกระนั้น กรณีศึกษาเชิงพรรณนาเช่นนี้ก็เป็นเครื่องย้ำเตือนว่า วิทยาศาสตร์จำเป็นต้องพิจารณากรณียกเว้นนอกเหนือกฎเกณฑ์ทั่วไปอย่างจริงจัง หาใช่เพียงปัดตกไป”
ด้านนักการศึกษาทางการแพทย์ในประเทศไทยก็ชี้ให้เห็นถึงนัยสำคัญเชิงปรัชญาและวัฒนธรรมจากผลการค้นพบนี้เช่นกัน ในพุทธศาสนาแบบไทยนั้น “วิญญาณ” (viññāṇa) ถือเป็นองค์ประกอบมูลฐานแห่งการดำรงอยู่ ซึ่งมิอาจถูกลดทอนลงเป็นเพียงปรากฏการณ์ทางกายภาพได้ “กรณีของเด็กอย่างโจอี้กระตุ้นเตือนให้เราต้องมีความถ่อมตนในการทำความเข้าใจธรรมชาติของจิตใจ” อาจารย์ด้านปรัชญาท่านหนึ่งจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในกรุงเทพฯ ให้ข้อสังเกต พร้อมชี้ถึงความละม้ายคล้ายคลึงระหว่างข้อถกเถียงในโลกตะวันตกกับคำสอนดั้งเดิมในพระพุทธศาสนา “สถานการณ์เช่นนี้บีบให้เราต้องย้อนกลับมาตั้งคำถามว่า องค์ความรู้ทางประสาทวิทยาศาสตร์สมัยใหม่สามารถไขความกระจ่างเรื่อง ‘ตัวตน’ ได้ลึกซึ้งเพียงใด”
ณ เวลานี้ ชุมชนวิทยาศาสตร์ในภาพรวมกำลังเผชิญกับแรงผลักดันให้ต้องทบทวนสมมติฐานรากฐานที่สุดของตนเอง หากเด็กที่ปราศจากเปลือกสมองยังสามารถสัมผัสประสบการณ์พื้นฐานของความสุข ความกลัว และความผูกพันทางสังคมได้จริง นั่นย่อมเป็นการเปิดประตูสู่ทฤษฎีใหม่ๆ ที่สามารถบูรณาการหลักฐานจากกรณีศึกษาจริงในชีวิตได้ดียิ่งขึ้น สำหรับประเทศไทย ซึ่งการบริบาลทารกแรกเกิดและการศึกษาด้านประสาทวิทยาได้รับอิทธิพลผสมผสานจากทั้งขนบตะวันตกและภูมิปัญญาท้องถิ่น กรณีของโจอี้ได้จุดประกายให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงข้อจำกัดของแนวคิดลดทอนทุกสิ่งให้อยู่ภายใต้การทำงานของสมอง (brain-based reductionism)
ในเวทีระดับนานาชาติ โครงการวิจัยขนาดใหญ่อย่างเช่นของสถาบันอัลเลนเพื่อวิทยาศาสตร์สมอง (Allen Institute for Brain Science) และกลุ่มผู้สนับสนุนทฤษฎีบูรณาการข้อมูล (IIT) ได้เริ่มตอบสนองต่อความท้าทายเหล่านี้ด้วยการปรับปรุงแนวคิดของตนเอง ทว่าส่วนใหญ่ยังคงยึดมั่นในหลักการพื้นฐานเดิม (Allen Institute) ทั้งทฤษฎี GWT, IIT และแบบจำลองคู่แข่งอื่นๆ ต่างเผชิญกับโจทย์สุดหิน นั่นคือการอธิบายให้ได้ว่าประสบการณ์ส่วนตัว (subjective experience) ก่อกำเนิดขึ้นได้อย่างไร และเหตุใดเมื่อมีหลักฐานขัดแย้งปรากฏ ความเสียหายต่อเปลือกสมองจึงไม่ได้ทำให้จิตสำนึกดับสูญไปเสมอ
เมื่อพิจารณาในมิติของนโยบายสาธารณะ การค้นพบเหล่านี้อาจส่งแรงกระเพื่อมไปถึงแนวทางการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย เกณฑ์การบริจาคอวัยวะ และการปฏิบัติต่อผู้ป่วยในภาวะผัก (vegetative states) ในขณะที่ระบบกฎหมายตะวันตกส่วนใหญ่มักอาศัยเกณฑ์การทำงานของเปลือกสมองเพื่อตัดสินภาวะการเสียชีวิตหรือความไร้ความสามารถ รายงานของ Mind Matters กลับชี้ให้เห็นถึงประเด็นขัดแย้งทางจริยธรรมที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ นักกฎหมาย และผู้นำทางศาสนาทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก (The Lancet Neurology)
ความน่าสนใจในเชิงประวัติศาสตร์ยิ่งทวีความลึกซึ้งเมื่อพิจารณาถึงทัศนะข้ามวัฒนธรรมต่อเรื่องจิตสำนึก สังคมไทยซึ่งมีรากฐานมั่นคงในพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทและความเชื่อดั้งเดิมเรื่องจิตวิญญาณ มักเปิดรับมุมมองแบบองค์รวมที่มองเห็นความเชื่อมโยงต่อเนื่องของร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ ซึ่งแตกต่างจากแนวทางการลดทอนองค์ประกอบ (reductionist approaches) ที่เป็นกระแสหลักในแวดวงวิชาการตะวันตก ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นว่าวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมมักจะสอดประสานกันอย่างแยกไม่ออกในการที่แต่ละสังคมพยายามทำความเข้าใจความลี้ลับของสภาวะการรับรู้
เมื่อมองไปในอนาคต เรื่องราวของโจอี้และเด็กรายอื่นๆ ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน น่าจะยิ่งกระตุ้นให้เกิดความพยายามในการพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับจิตสำนึกที่ละเอียดอ่อนและรอบด้านมากยิ่งขึ้น นักวิจัยบางกลุ่มถึงกับเสนอให้มีการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ โดยหันเหออกจากคำอธิบายที่ยึดโยงกับเปลือกสมองเป็นหลัก ไปสู่การศึกษาปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมองทุกส่วนอย่างครอบคลุม หรือแม้กระทั่งการหวนกลับไปทบทวนปรัชญาโบราณที่มองว่าจิตและกายเป็นสิ่งที่ไม่อาจแยกขาดจากกันได้ (หรือแยกแยะได้ แต่ไม่ได้ยุบรวมมิติทางกายภาพและมิติของจิตสำนึกเข้าด้วยกัน)
สำหรับปัจจุบัน ข้อคิดที่ผู้อ่านชาวไทยสามารถนำไปปรับใช้ได้จริงคือ การใช้วิจารณญาณในการพิจารณาข้อกล่าวอ้างต่างๆ เกี่ยวกับ “ศูนย์กลางของจิตสำนึก” ครอบครัวของเด็กที่เผชิญกับความท้าทายทางระบบประสาทอย่างรุนแรงควรได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนเกี่ยวกับศักยภาพในการสร้างสายสัมพันธ์ทางอารมณ์และคุณภาพของประสบการณ์ที่เด็กอาจมีได้ แม้ว่าการพยากรณ์โรคตามเกณฑ์มาตรฐานทางการแพทย์อาจดูไม่สดใสนัก สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ความถ่อมตน ความเห็นอกเห็นใจ และการเคารพทั้งหลักการทางวิทยาศาสตร์และประสบการณ์จริงของผู้ป่วย ควรเป็นเข็มทิศนำทางในการดูแลผู้ที่อยู่นอกเหนือคำอธิบายตามขนบเดิม
ในขณะที่ประชาคมวิทยาศาสตร์ยังคงเดินหน้าค้นหาคำตอบ กรณีของโจอี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าจิตใจของมนุษย์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง จิตสำนึกนั้น ยังคงเป็นหนึ่งในปริศนาอันยิ่งใหญ่ที่สุดในหลากมิติ ผู้อ่านที่สนใจใคร่รู้การอภิปรายฉบับสมบูรณ์และนัยสำคัญเชิงปรัชญาที่เกี่ยวข้อง สามารถติดตามอ่านบทความต้นฉบับจาก Mind Matters ได้ ที่นี่