พักหลังมานี้ งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้นเริ่มออกมาท้าทายความเชื่อที่ว่าการทำสมาธิและการเจริญสติจะดีกับทุกคนเสมอไป พร้อมชี้ให้เห็นถึงผลกระทบด้านลบที่อาจรุนแรงกับบางคน แม้ว่าการทำสมาธิ ซึ่งหยั่งรากลึกในพุทธศาสนามานานนับร้อยปี และเป็นสิ่งที่สังคมไทยคุ้นเคยและส่งเสริมกันอย่างกว้างขวางว่าเป็นวิธีคลายเครียดและเสริมสร้างสุขภาวะที่ดี แต่รายงานชิ้นใหม่ๆ กลับเผยให้เห็นถึงผลกระทบด้านลบที่หลายคนอาจมองข้ามไป เช่น อาการวิตกกังวล ซึมเศร้า ภาวะที่รู้สึกว่าตนเองหรือสิ่งรอบข้างไม่เป็นจริง (dissociation) หรือหนักถึงขั้นมีอาการทางจิต ในยุคที่การเจริญสติกำลังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะในโรงเรียน บริษัท หรือแม้แต่สถานพยาบาลในบ้านเรา การค้นพบนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ฝึกปฏิบัติ ครูบาอาจารย์ และผู้มีส่วนกำหนดนโยบายต้องให้ความสนใจ

สำหรับคนไทยที่คุ้นชินกับการโปรโมทเรื่องการเจริญสติและการทำสมาธิ ไม่ว่าจะจากวัดวาอาราม แอปพลิเคชันสุขภาพ หรือแม้แต่หน่วยงานภาครัฐ ว่าเป็นเครื่องมือง่ายๆ ในการจัดการความเครียดในชีวิตประจำวัน หลักฐานใหม่ๆ เหล่านี้ย่อมชวนให้ตั้งคำถามไม่น้อย อันที่จริง คัมภีร์ธรรมตราตสมาธิสูตร (Dharmatrāta Meditation Scripture) ที่มีอายุกว่า 1,500 ปี ของชุมชนชาวพุทธในอินเดีย ก็เคยบันทึกถึงอาการทางจิตที่ผิดเพี้ยนไป เช่น ภาวะซึมเศร้า และการรับรู้ที่บิดเบือน ซึ่งเกิดขึ้นหลังการฝึกสมาธิ ทว่าในสังคมไทยยุคนี้ การหยิบยกประเด็นผลเสียที่อาจเกิดขึ้นกลับไม่ค่อยเป็นที่พูดถึงนัก ทั้งๆ ที่กระแสการเจริญสติกำลังมาแรง

งานวิจัยหลายชิ้นในช่วงไม่กี่ปีมานี้ชี้ให้เห็นตรงกันว่า ผลเสียจากการทำสมาธิไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ได้เกิดเฉพาะกับผู้ที่มีปัญหาทางจิตเวชอยู่เดิมเท่านั้น ยกตัวอย่างงานวิจัยชิ้นหนึ่งในสหรัฐฯ เมื่อปี 2565 (ตามที่อ้างอิงในบทความนี้) ที่สำรวจผู้ฝึกสมาธิเป็นประจำ 953 คน พบว่ากว่าร้อยละ 10 เผชิญกับอาการด้านลบ ไม่ว่าจะเป็นความวิตกกังวล ซึมเศร้า ภาวะรู้สึกเหมือนไม่เป็นตัวของตัวเองหรือไม่รับรู้ความเป็นจริงรอบตัว หรือแม้แต่อาการทางจิต ติดต่อกันนานกว่าหนึ่งเดือน จนส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันอย่างหนัก (ScienceAlert) การทบทวนงานวิจัยด้านการเจริญสติตลอด 40 ปีที่ผ่านมาก็พบข้อมูลไปในทิศทางเดียวกันว่า แม้แต่คนที่ไม่มีประวัติปัญหาสุขภาพจิตมาก่อนก็อาจได้รับผลกระทบได้เช่นกัน โดยมีอาการตั้งแต่ความหวาดกลัวเล็กน้อยไปจนถึงความทุกข์ทางใจอย่างแสนสาหัส

ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้เพิ่งค้นพบ แต่สอดรับกับงานวิจัยในโลกตะวันตกที่มีมาก่อนหน้า ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2519 นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำด้านพฤติกรรมทางปัญญาเคยออกมาเตือนแล้วว่า การทำสมาธิอย่างไม่ระมัดระวังอาจไปกระตุ้นปัญหาทางจิตเวช หรือทำให้อาการทางจิตที่มีอยู่เดิมกำเริบได้ ส่วนงานวิจัยใหม่ๆ อย่างโครงการมูลค่า 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่ได้รับทุนจาก Wellcome Trust ซึ่งศึกษาเด็กกว่า 8,000 คนในสหราชอาณาจักร ก็พบว่าโครงการสอนเจริญสติไม่เพียงไม่ช่วยให้สุขภาวะโดยรวมดีขึ้น แต่ยังส่งผลเสียต่อเด็กที่มีแนวโน้มเปราะบางทางสุขภาพจิตอีกต่างหาก (สรุปงานวิจัย Wellcome Trust)

แม้ว่าการเจริญสติจะมีจุดเริ่มต้นมาจากพุทธศาสนา แต่การถูกนำไปปรับใช้ในเชิงพาณิชย์ระดับโลก หรือที่พระอาจารย์และศาสตราจารย์ด้านการจัดการท่านหนึ่งบัญญัติศัพท์เรียกว่า “สติสำเร็จรูป” (McMindfulness) ได้ผันตัวเองกลายเป็นอุตสาหกรรมมูลค่ามหาศาลหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยแทบจะไม่มีการควบคุมดูแล หรือการยอมรับในความเสี่ยงที่อาจจะตามมาเลย (ScienceAlert) กระแส ‘การเจริญสติ’ ฟีเวอร์นี้ ได้รับการขานรับอย่างอุ่นหนาฝาคั่งจากทั้งศูนย์ปฏิบัติธรรมในไทย บริษัทด้านสุขภาพออนไลน์ และสถาบันการศึกษามากมาย ทว่าการที่ไม่มีคำเตือนหรือมาตรการความปลอดภัยที่ชัดเจนสำหรับผู้เข้าร่วม กลับดูจะสวนทางกับการถกเถียงอย่างเผ็ดร้อนในประเด็นผลข้างเคียงที่กำลังเกิดขึ้นในเวทีสากล

รองศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาการทดลองจากมหาวิทยาลัยโคเวนทรี ที่ถูกอ้างถึงในรายงาน ให้ทัศนะว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าการเจริญสติไม่มีประโยชน์ เพราะมันสามารถช่วยให้คนบางกลุ่มมีสุขภาวะที่ดีขึ้นได้จริงๆ แต่ปัญหาคือ อุตสาหกรรมนี้กลับแทบไม่เคยเอ่ยถึงผลกระทบในด้านลบเลย การเพิกเฉยเช่นนี้ยังคงดำเนินต่อไป ทั้งๆ ที่มีหลักฐานชี้ชัดถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ ผู้สอนการเจริญสติจำนวนไม่น้อย ทั้งที่ผ่านการอบรมจากต่างแดน หรือแม้แต่ครูบาอาจารย์ในบ้านเราเอง ก็ยังอาจไม่รู้เท่าทันความเสี่ยงเหล่านี้ หรือไม่ก็มักจะให้คำแนะนำแบบเดิมๆ เมื่อผู้เรียนบอกว่ารู้สึกไม่ดี โดยบอกให้ฝึกต่อไปเดี๋ยวก็หาย คำแนะนำแบบนี้ยิ่งอาจทำให้ผู้ปฏิบัติมีอาการหนักขึ้น และยังบั่นทอนความน่าเชื่อถือของการฝึกที่กำลังเป็นที่นิยมอีกด้วย

สำหรับประเทศไทย ที่มีการนำการเจริญสติไปปรับใช้ในหลักสูตรการเรียนการสอนระดับประถมและมัธยมอยู่เนืองๆ เพื่อหวังเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางอารมณ์และสมาธิในการเรียนรู้ การค้นพบใหม่ๆ นี้จึงเป็นสัญญาณเตือนให้ต้องหันมาทบทวนนโยบายกันอย่างจริงจัง ผลการศึกษาในโรงเรียนที่สหราชอาณาจักรเมื่อปี 2565 ชี้ว่า หากปราศจากมาตรการป้องกันที่รัดกุม เด็กกลุ่มเสี่ยงที่มีปัญหาทางสุขภาพจิตอยู่แล้ว อาจได้รับผลกระทบจากการฝึกเจริญสติมากกว่าที่คิด บรรดานักการศึกษาและกระทรวงศึกษาธิการของไทยจึงควรศึกษาข้อมูลจากงานวิจัยล่าสุดเหล่านี้ และปรับปรุงแนวทางการดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่าเยาวชนกลุ่มเปราะบางจะไม่ต้องเผชิญความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น

ความเสี่ยงนี้ไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่ในกลุ่มเด็กและเยาวชนเท่านั้น กลุ่มคนวัยทำงานในบ้านเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายงานที่ต้องเผชิญความเครียดสูง เช่น บุคลากรทางการแพทย์ ก็หันมาพึ่งพาการเจริญสติผ่านโครงการส่งเสริมสุขภาวะในองค์กรเช่นเดียวกัน แต่หากขาดการคัดกรอง การดูแลเอาใจใส่ และการสนับสนุนที่เหมาะสม พนักงานเหล่านี้อาจต้องเผชิญกับผลข้างเคียงที่หนักหนาสาหัสเพียงลำพัง ในบางราย ตามที่มีรายงานในตำราวิชาการและเว็บไซต์ที่ให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการทำสมาธิระบุว่า อาการต่างๆ อาจยืดเยื้อนานเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน และจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ (ScienceAlert)

ประเด็นสำคัญที่กำลังเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในขณะนี้ หนีไม่พ้นคำถามเชิงจริยธรรมที่ว่า ผู้ที่จำหน่ายแอปพลิเคชันสอนสมาธิ ผู้สอนการเจริญสติ หรือผู้ที่แนะนำการทำสมาธิเพื่อการบำบัดทางคลินิก ควรมีหน้าที่ต้องแจ้งให้ผู้ใช้บริการทราบถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นหรือไม่ ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า ‘จำเป็นต้องแจ้ง’ โดยเน้นย้ำความสำคัญของความโปร่งใสและการให้ข้อมูลที่ครบถ้วนรอบด้าน เพื่อให้ผู้ใช้สามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูล (informed consent) ในสหรัฐอเมริกาถึงขั้นมีการตั้งหน่วยบริการทางคลินิกเพื่อดูแลผู้ที่ได้รับผลข้างเคียงรุนแรงหรือเรื้อรังจากการทำสมาธิโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นโมเดลที่หน่วยงานสาธารณสุขของไทยอาจนำไปพิจารณาปรับใช้ได้ ท่ามกลางกระแสความนิยมการเจริญสติที่ยังคงแรงไม่หยุด

ไม่ใช่แค่ผู้สอนที่อาจยังขาดความเข้าใจ ดังที่นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยโคเวนทรีได้ชี้ไว้ ศาสตร์อย่างจิตวิทยาเองก็ยังอยู่ในช่วงทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงสภาวะการเปลี่ยนแปลงของจิตสำนึกอันเป็นผลมาจากการทำสมาธิ จุดนี้เองที่ทำให้การให้คำแนะนำเพื่อการฝึกเจริญสติอย่างปลอดภัยยังคงมีข้อจำกัดอยู่มาก ดังนั้น ทั้งครูบาอาจารย์ พระสงฆ์ และผู้มีส่วนกำหนดนโยบาย จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลหลักฐานใหม่ๆ การเปิดอกพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา และการพิจารณาอย่างรอบด้านในมิติทางจริยธรรม เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางของประเทศในประเด็นนี้

สำหรับสังคมไทย ที่พุทธศาสนาและการทำสมาธิเป็นส่วนหนึ่งที่หลอมรวมอยู่ในวิถีชีวิต ทั้งในมิติทางสังคมและจิตวิญญาณ ประเด็นนี้จึงนับว่ามีความละเอียดอ่อนไม่น้อย คนไทยเชื่อมั่นกันมานานว่าการเจริญสติช่วยดับทุกข์และส่งเสริมคุณงามความดี แต่การมาถึงของการเจริญสติในรูปแบบ ‘สำเร็จรูปสำหรับทุกคน’ ในเชิงพาณิชย์ ที่อาจถูกตัดทอนไปจากหลักปฏิบัติและข้อพึงระวังดั้งเดิม ยิ่งเพิ่มโอกาสที่ความเสี่ยงต่างๆ จะถูกละเลยไป ทั้งจากตัวผู้ปฏิบัติเองและจากสังคมในภาพรวม

มองไปข้างหน้า สังคมไทยกำลังยืนอยู่บนทางแพร่งที่ต้องตัดสินใจครั้งสำคัญ การเผยแพร่ความรู้เรื่องการเจริญสติควรมีระบบกำกับดูแลที่เข้มข้นกว่าเดิมหรือไม่? โครงการต่างๆ ทั้งในโรงเรียนและที่ทำงาน ควรมีคำเตือนที่ชัดเจนพร้อมระบบสนับสนุนผู้ที่ได้รับผลกระทบด้านลบหรือเปล่า? แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศในระดับสากลล้วนชี้ไปในทิศทางเดียวกัน คือ ความจำเป็นในการอบรมผู้สอนที่โปร่งใสตรวจสอบได้ การคัดกรองความเสี่ยงทางสุขภาพจิตของผู้เข้าร่วม และการมีช่องทางช่วยเหลือที่เข้าถึงได้ง่ายเมื่อเกิดผลข้างเคียง และที่ขาดไม่ได้คือ การลงทุนด้านการวิจัยให้มากขึ้น โดยเฉพาะงานวิจัยที่เจาะลึกในบริบทของสังคมไทยเอง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการเจริญสติจะนำมาซึ่งสุขภาพและความสุขที่แท้จริงของทุกคน ไม่ใช่กลับกลายเป็นโทษ

ระหว่างนี้ สำหรับคนไทยที่สนใจจะฝึกเจริญสติ ควรหมั่นติดตามข้อมูลข่าวสาร มองหาครูผู้สอนหรือนักจิตวิทยาคลินิกที่เข้าใจและตระหนักถึงผลเสียที่อาจเกิดขึ้นได้ และเริ่มต้นฝึกฝนอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีประวัติปัญหาสุขภาพจิตมาก่อน ส่วนครูผู้สอนและสถาบันที่เกี่ยวข้อง ก็จำเป็นต้องอัปเดตความรู้จากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ อยู่เสมอ และนำเสนอการเจริญสติด้วยมุมมองที่สมดุล เพื่อให้แน่ใจว่าการเจริญสติจะถูกมองเป็นเครื่องมือบำบัดอย่างหนึ่ง ที่ต้องทำความเข้าใจทั้งคุณและโทษอย่างถ่องแท้

ในขณะที่องค์ความรู้ใหม่ๆ ผุดขึ้น และมุมมองของประชาคมโลกกำลังปรับเปลี่ยนไป การผสมผสานอันเป็นเอกลักษณ์ระหว่างรากฐานทางประเพณีและนวัตกรรมของไทย ทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะเป็นผู้นำในการสร้างสรรค์แนวทางการเจริญสติที่ตั้งอยู่บนฐานของข้อมูลเชิงประจักษ์และหลักจริยธรรม เพื่อประโยชน์สุขที่แท้จริงของทุกคน

สำหรับท่านที่สนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาพรวมของผลกระทบด้านลบ สามารถค้นคว้าได้จากแหล่งข้อมูลหลากหลาย อาทิ หนังสือ “Buddha Pill” ตำราวิชาการต่างๆ รวมถึงชุมชนออนไลน์ที่ให้การสนับสนุนในเรื่องนี้โดยเฉพาะ คำแนะนำที่นำไปปรับใช้ได้จริงคือ ลองสอบถามผู้ฝึกสอนการเจริญสติและสถาบันที่เกี่ยวข้องถึงความเข้าใจในเรื่องความเสี่ยง เริ่มต้นฝึกด้วยระยะเวลาสั้นๆ ก่อน และหมั่นสังเกตสภาวะทางใจของตนเองอย่างใกล้ชิดตลอดการฝึก

เฉกเช่นคำกล่าวของผู้เชี่ยวชาญระดับสากลที่ว่า ‘การเจริญสติอย่างรอบรู้ คือการเจริญสติที่ทรงพลัง’ ฉะนั้นแล้ว เราจึงไม่ควรให้ความตื่นตัวกระตือรือร้นมาบดบังความรอบคอบระมัดระวัง