ช่วงหลังมานี้ งานวิจัยและความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญหลายแขนงต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ความจริงที่หลายคนน่าจะพอเข้าใจได้ก็คือ คนที่มีความสุขมากๆ บางคน ไม่ได้อาศัยแค่โชคช่วย แต่พวกเขา ‘ตั้งใจลงทุน’ กับ ‘ความสุขเล็กๆ น้อยๆ’ ในแต่ละวัน บทความล่าสุดจาก YourTango ซึ่งอ้างอิงข้อมูลเชิงลึกจากนักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านความคิดเชิงบวก ได้สรุปความสุขราคาเบาๆ 8 อย่างที่ช่วยสร้างความสุขให้ตัวเองได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิด ซึ่งยิ่งตอกย้ำสิ่งที่ทั้งคนไทยและคนทั่วโลกอาจรู้สึกกันมานานแล้วเกี่ยวกับศิลปะง่ายๆ ในการให้รางวัลตัวเอง
บทความชิ้นนี้ ซึ่งรวบรวมมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญด้านความคิดเชิงบวกแถวหน้า ชี้ว่าการให้รางวัลตัวเองเล็กๆ น้อยๆ อย่างการจิบกาแฟแก้วโปรด ซื้อดอกไม้สดมาปักแจกัน ออกทริปสั้นๆ ใช้เวลาดีๆ กับเพื่อน หรือแม้แต่การใช้บริการที่ช่วยทุ่นแรง มักจะเป็นสิ่งที่คนมีความสุขส่วนใหญ่ทำได้โดยไม่รู้สึกผิด พวกเขามองว่ารายจ่ายเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่เป็นการลงทุนเพื่อเสริมพลังใจ ดูแลสุขภาพจิต และสร้างความพอใจในชีวิต มุมมองนี้สวนทางกับความคิดเดิมๆ ที่ว่า ‘ต้องประหยัดสุดตัว’ และหันมากระตุ้นให้ทุกคนและครอบครัวเห็นคุณค่าของการดูแลตัวเองแบบพอดีๆ
จริงๆ แล้ว วัฒนธรรมไทยเราก็มีหลายอย่างที่เข้ากันกับแนวคิดนี้อยู่แล้ว วิถีเรื่อง ‘ความสนุก’ และ ‘ความสบาย’ แบบไทยๆ ก็สะท้อนการให้ความสำคัญกับความสุขในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการนัดเพื่อนตระเวนกินสตรีทฟู้ด หรือไปเข้าคลาสออกกำลังกายหลังเลิกงาน แต่ด้วยสังคมเมืองที่เติบโตอย่างรวดเร็วบวกกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ก็ทำให้หลายคนอาจมองข้ามหรือปฏิเสธความสุขเล็กๆ เหล่านี้ไป เพราะรู้สึกผิดหรือกังวลเรื่องเงินๆ ทองๆ
งานวิจัยทางจิตวิทยาก็ออกมาสนับสนุนเรื่องนี้เช่นกัน โดยชี้ตรงกันว่าการใจดีกับตัวเองบ้างเล็กๆ น้อยๆ อย่างตั้งใจนั้นส่งผลดีที่จับต้องได้จริงๆ ตัวอย่างเช่น งานวิจัยเมื่อปี 2020 ในวารสาร Journal of Positive Psychology พบว่าคนที่ยอมจ่ายเงินบ้างเล็กน้อยเพื่อซื้อประสบการณ์หรือของที่ทำให้ใจฟู มีแนวโน้มที่จะมีความสุขโดยรวมมากกว่าคนที่ไม่ทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการใช้จ่ายนั้นตรงกับสิ่งที่ตัวเองให้คุณค่าและช่วยกระชับความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง
นักวิจัยด้านความสุขชั้นนำท่านหนึ่งที่บทความของ YourTango อ้างถึง อธิบายว่า “พอเรายอมให้ตัวเองมีความสุขกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มันเหมือนเป็นการย้ำเตือนใจเราเองว่าความเป็นอยู่ที่ดีของเราก็สำคัญนะ การใช้จ่ายเพื่อความสุขเล็กๆ โดยไม่รู้สึกผิด คือการฝึกใจดีกับตัวเอง และช่วยให้เราจดจ่อกับปัจจุบันได้ดีขึ้น” มุมมองของผู้เชี่ยวชาญท่านนี้ก็ไปในทางเดียวกับหลักทางสายกลางในพุทธศาสนา ที่สอนให้ใช้ชีวิตแบบไม่ตึงหรือหย่อนจนเกินไป ไม่สุดโต่งไปกับการตามใจ หรือกดทับความสุขที่พอดี แต่เน้นหาจุดสมดุล
สำหรับคนไทยเรา คำถามสำคัญก็คือ แล้วจะสร้างสมดุลระหว่างการหาความสุขแบบนี้กับความรอบคอบทางการเงินได้ยังไง โดยเฉพาะในยุคที่ค่าครองชีพพุ่งสูงจนหลายคนต้องรัดเข็มขัด ผู้แทนจากกรมสุขภาพจิตท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า การลงทุนเล็กๆ น้อยๆ กับความสุขส่วนตัว เช่น ไปเข้าคลาสเต้นรำ ลองไปวัดใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยไป หรืออุดหนุนศิลปินในชุมชน ก็ทำได้แบบไม่กระทบเงินในกระเป๋า แถมยังเข้ากับวัฒนธรรมบ้านเราด้วย หัวใจสำคัญคือ ‘สติ’ คือเลือกสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขจริง โดยไม่ใช้จ่ายเกินกำลัง
สังคมไทยเราคุ้นเคยกับการเฉลิมฉลองต่างๆ ที่เปิดโอกาสให้ได้แบ่งปันความสุขกันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นประเพณีลอยกระทง งานเทศกาลดนตรี งานวัด งานออกร้านในชุมชน หรือการนัดกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตา แม้ในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ค่อยดี ‘ความสุขร่วมกัน’ แบบนี้ก็ยังเป็นเหมือนเกราะช่วยป้องกันความเครียด ความเหงา และภาวะหมดไฟได้ ธุรกิจในท้องถิ่นและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาวะเองก็เริ่มเห็นความสำคัญของเรื่องนี้มากขึ้น สังเกตได้จากการมีเวิร์กช็อปหรือคลาสต่างๆ เกี่ยวกับศิลปะ ทำอาหาร ฝึกสติ หรือทำสวน ซึ่งเป็นกิจกรรมราคาไม่แรงที่ช่วยเติมเต็มความสุขได้ทั้งในระดับชุมชนและส่วนตัว
มองไปข้างหน้า ผู้ทำงานด้านสุขภาพจิตแนะนำให้คนไทยลองทำ ‘ลิสต์ความสุข’ ของตัวเองดู เป็นรายการกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำได้ง่ายๆ ช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นและมีพลังใจ ในยุคดิจิทัลที่ชีวิตเต็มไปด้วยการแข่งขันและเร่งรีบ วิธีเหล่านี้อาจเป็นตัวช่วยสำคัญในการรับมือกับปัญหาความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าที่พบมากขึ้นในสังคมเมือง หน่วยงานด้านสาธารณสุขและนักจิตวิทยาสังคมแนะว่า แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน อย่างการดื่มกาแฟยามเช้าร้านโปรด การเดินเล่นในสวนสาธารณะแถวบ้าน หรือการซื้อขนมที่อยากกิน ก็ช่วยเยียวยาจิตใจได้ โดยเฉพาะถ้าทำอย่างมีสติและพอดี ไม่ใช่ตามใจตัวเองจนเกินงาม
สำหรับใครที่อยากได้คำแนะนำแบบเอาไปใช้ได้จริง ผู้เชี่ยวชาญแนะให้ลองกันเงินส่วนหนึ่งในแต่ละเดือน (แม้จะไม่มาก) ไว้สำหรับความสุขเล็กๆ น้อยๆ โดยมองว่านี่คือ ‘การลงทุนเพื่อสุขภาพใจ’ ถ้าเป็นไปได้ การเน้นประสบการณ์มากกว่าการซื้อของ และการแบ่งปันความสุขนี้กับครอบครัวหรือเพื่อนๆ ก็จะยิ่งช่วยเพิ่มผลลัพธ์ที่ดีขึ้นไปอีก เหนือสิ่งอื่นใด การเรียนรู้ที่จะไม่รู้สึกผิดเวลาที่เราดูแลตัวเองบ้าง ถือเป็นทั้งเรื่องที่ต้องพยายามและเป็นรางวัลในตัวเอง ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญไม่ว่าจะอยู่ที่กรุงเทพฯ หรือมุมไหนของโลก
หัวใจของเรื่องนี้เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง นั่นคือ ในสังคมที่มักจะโฟกัสแต่ความสำเร็จใหญ่ๆ ความสุขเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละวันที่เรายอมให้ตัวเองได้สัมผัสโดยไม่ต้องรู้สึกผิดต่างหาก ที่อาจสร้างความเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ต่อความสุขโดยรวมของเราได้อย่างเงียบๆ ทั้งภูมิปัญญาแบบไทยๆ และหลักจิตวิทยาสมัยใหม่ต่างก็ชวนให้เราเห็นว่า “ความสุขเล็กน้อย ถ้าเลือกเป็น ก็ไม่ใช่เรื่องสิ้นเปลืองเลย”