ผู้สูงวัยทั้งในไทยและต่างแดนหันมาใช้กัญชากันมากขึ้น หวังบรรเทาอาการปวดเรื้อรัง นอนไม่หลับ และปัญหาทางใจ แต่งานวิจัยหลายชิ้นกลับตีแสกหน้า ชี้ชัดว่ายิ่งอายุมาก ยิ่งเสี่ยงอันตรายจากพืชชนิดนี้แบบเห็นได้ชัด แม้กระแสปลดล็อกกัญชาทั่วโลกจะแรง และการใช้ทางการแพทย์จะได้รับการยอมรับมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญต่างออกมาส่งเสียงเตือนว่าร่างกายและจิตใจของ สว. นั้นอ่อนไหวเป็นพิเศษต่อฤทธิ์ของกัญชาในยุคนี้ที่แรงขึ้นมาก ซึ่งอาจทำให้ผู้สูงอายุไทยที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ต้องเจอกับภัยเงียบโดยไม่ทันตั้งตัว (NY Times, Seattle Times)
ไม่ว่าจะเป็นยุโรป อเมริกาเหนือ หรือแม้แต่ในเอเชียที่กำลังตามมาติดๆ ผู้สูงวัยจำนวนไม่น้อยหันไปพึ่งพากัญชา ทั้งในรูปของกินเล่นหรือน้ำมันสกัด หวังเยียวยาความเจ็บปวดที่ยาแผนปัจจุบันเอาไม่อยู่ ยกตัวอย่างในสหรัฐฯ กลุ่มคนอายุเกิน 65 ปีที่ใช้กัญชาพุ่งจากไม่ถึง 1% ในปี 2548 ไปเป็น 7% ในปี 2566 (NY Times) ส่วนบ้านเรา แม้จะอนุญาตให้ใช้กัญชาทางการแพทย์ตั้งแต่ปี 2561 และเคยปลดล็อกให้ใช้อย่างกว้างขวางอยู่พักหนึ่งในปี 2565 ก่อนจะกลับมาคุมเข้มอีกรอบ ก็พบว่ากลุ่มผู้สูงอายุสนใจและใช้กัญชามากขึ้นเช่นกัน (Wikipedia) ปรากฏการณ์นี้เป็นผลพวงจากการแก้กฎหมาย ทัศนคติสังคมที่เปลี่ยนไป และการตลาดแบบจัดเต็มของธุรกิจกัญชาที่กำลังโตวันโตคืน โดยมีเป้าหมายหลักคือ “ลูกค้า สว.” นั่นเอง
แต่ “กระแสเขียว” ที่แห่กันมารักษาตัวเองนี้ กลับซ่อนความจริงที่น่าอึดอัดไว้เบื้องหลัง นั่นคือ พอแก่ตัวลง ร่างกายคนเราจะเปลี่ยนไป ทำให้ไวต่อสารที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทมากขึ้น แถมยังเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่ายกว่าเดิม งานวิจัยชิ้นหนึ่ง ซึ่งนำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก ชี้ว่าผู้สูงวัยที่ใช้กัญชาต้องเจอเหตุฉุกเฉินบ่อยขึ้น ตั้งแต่หกล้ม สับสนเฉียบพลัน ไปจนถึงปัญหาหัวใจและหลอดเลือด แพทย์ผู้เชี่ยวชาญท่านเดิมเล่าถึงเคสหญิงชราวัย 76 ปี ที่นอนไม่หลับ กินเยลลี่กัญชาที่แรงมากเข้าไปหลายชิ้น จนต้องหามส่งห้องฉุกเฉินด้วยอาการตื่นตระหนก ใจสั่น ความดันขึ้นสูงจนน่ากลัว แม้คุณยายจะรอดมาได้แบบไม่เจ็บหนัก แต่คนอื่นอาจไม่โชคดีแบบนี้ เรื่องนี้ตอกย้ำคำสำคัญที่ว่า “พอแก่ตัวลง สมองเราจะไวต่อสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทมากขึ้น” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญท่านนั้นย้ำเตือน (NY Times)
ที่หมอๆ กังวลกันหนักขึ้น ก็มาจากสองเรื่องใหญ่ๆ คือ หนึ่ง ผู้สูงวัยที่ใช้กัญชาแล้วต้องหามส่งห้องฉุกเฉินมีจำนวนพุ่งพรวด และ สอง มีข้อมูลใหม่ชี้ว่าการใช้กัญชาอาจเกี่ยวโยงกับภาวะสมองถดถอยและโรคสมองเสื่อมที่เพิ่มขึ้น อย่างในแคลิฟอร์เนีย จำนวนผู้สูงอายุเกิน 65 ปี ที่ต้องเข้าห้องฉุกเฉินเพราะกัญชา เพิ่มขึ้นเกือบ 20 เท่า ในช่วงปี 2548 ถึง 2562 ส่วนที่ออนแทรีโอ แคนาดา ซึ่งกัญชาถูกกฎหมายใช้เพื่อนันทนาการมาตั้งแต่ปี 2561 เคสผู้ป่วยวิกฤตกลุ่มอายุเดียวกันก็พุ่งถึง 26 เท่า ระหว่างปี 2551 ถึง 2564 แถมงานวิจัยหลายชิ้นยังบอกอีกว่า คนที่เคยเข้าห้องฉุกเฉินจากปัญหาเกี่ยวกับกัญชา มีความเสี่ยงสูงขึ้นมากที่จะถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมองเสื่อมในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยเสี่ยงกว่าคนทั่วไปที่ไม่ได้ใช้กัญชาถึง 72% (NY Times)
ทำไมถึงเสี่ยงขึ้น? ก็เพราะพอแก่ตัว ร่างกายจะเซนซิทีฟกับเรื่องยาตีกันมากขึ้น แถมยังเจอปัญหาความจำเสื่อมและอาการสับสนเพราะกัญชาได้ง่ายกว่าเดิม ไอ้เรื่องยาตีกันเนี่ย น่าห่วงเป็นพิเศษสำหรับบ้านเรา ที่ผู้สูงอายุกินยาหลายขนานเป็นเรื่องปกติ หลายคนต้องกินยาตามหมอสั่งเป็นกำๆ เพื่อคุมโรคเรื้อรัง พอเจอกัญชาเข้าไปอีก อาจยิ่งไปเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดในกลุ่มคนที่เป็นความดันสูง เบาหวาน หรือโรคหัวใจอยู่แล้ว ซึ่งคนกลุ่มนี้ในไทยก็มีไม่น้อยเลย ในเมื่ออัตราโรคไม่ติดต่อในผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไปบ้านเรายังคงสูงขึ้นเรื่อยๆ (World Bank)
ที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้นคือยังไม่มีหลักฐานแน่นหนามายืนยันว่ากัญชาช่วยแก้ปัญหานอนไม่หลับ ปวดเรื้อรัง หรืออาการทางอารมณ์ในผู้สูงอายุได้จริง แม้บางคนจะบอกว่าใช้แล้วดีขึ้น แต่การทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม (randomized controlled trials) ยังมีน้อยมาก ส่วนงานวิจัยที่มีอยู่ก็มักจะบอกว่าประโยชน์มีนิดเดียว หรือผลลัพธ์ยังคลุมเครือ สรุปไม่ได้ชัดเจน ไหนจะเรื่องที่สังคมเอเชียยังมองว่าการใช้ยาเพื่อสันทนาการเป็นเรื่องไม่ดี บวกกับความเข้าใจผิดเรื่องปริมาณการใช้ ที่ผู้สูงอายุบางคนอาจเผลอใช้เยอะเกินไปโดยไม่รู้ตัว ปัจจัยเหล่านี้ก็ยิ่งซ้ำเติมความเสี่ยงเข้าไปอีก
ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และความแรงที่เพิ่มขึ้นของกัญชาในตลาด ก็ยิ่งเพิ่มความอันตรายไปอีกขั้น กัญชาสมัยนี้ ไม่ว่าจะมาในรูปสูบ เคี้ยวเป็นเยลลี่ หรือสูบไอ อาจจะแรงกว่าที่ สว. หลายคนเคยรู้จัก (หรือคิดไว้) มากโข โดยเฉพาะในไทย ที่กฎหมายยังตามไม่ทัน ทำให้มีช่องโหว่ให้สินค้ากัญชาที่มี THC สูงๆ แถมฉลากก็ไม่ชัดเจน ทะลักเข้าตลาดถูกกฎหมายได้ง่ายๆ ยิ่งเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุใช้เกินขนาดโดยไม่รู้ตัว (Bangkok Post, Wikipedia)
ถึงแม้จะมีบางเคส อย่างหญิงอเมริกันวัย 67 ปี ที่ข่าวอ้างว่ากัญชาช่วยพลิกชีวิตเรื่องความกังวลและอาการนอนไม่หลับ แต่นักวิจัยทางการแพทย์ก็เบรกว่าอย่าเอาความสำเร็จส่วนตัวมาเหมารวม งานวิจัยในอเมริกาเหนือชี้แนวโน้มที่น่าห่วงว่า ทหารผ่านศึกสูงอายุที่ใช้กัญชากว่าหนึ่งในสาม มีอาการเข้าข่าย “โรคเสพติดกัญชา” (cannabis use disorder) คือหยุดใช้ไม่ได้ทั้งที่รู้ว่ามีผลเสีย แถมพอไม่ได้ใช้ก็มีอาการถอนยาด้วย รูปแบบการใช้และการเสพติดแบบนี้ อาจกลายเป็นวิกฤตสาธารณสุขเงียบๆ สำหรับ สว. ไทย โดยเฉพาะเมื่อมีผู้สูงอายุจำนวนมากขึ้นที่กล้าลองเพราะกฎหมายเปลี่ยน หรือหันไปพึ่งกัญชาเพราะเข้าไม่ถึงบริการสุขภาพที่จ่ายไหวและครอบคลุม
ผลกระทบที่เห็นกันจริงๆ ในบ้านเรา ก็มีให้ฟังจากโรงพยาบาลในเมือง ที่มีเคสผู้สูงอายุ หรือบางทีก็เป็นคนดูแลที่ไม่ทันระวัง พาส่งผู้สูงวัยที่มีอาการสับสนหรือป่วยไข้จากการเผลอใช้กัญชาเกินขนาดเข้ามา ส่วนในต่างจังหวัด การขาดความรู้สุขภาพที่ถูกต้องบวกกับหาที่ปรึกษาเฉพาะทางผู้สูงอายุได้ยาก ก็ยิ่งเสี่ยงที่จะลองใช้กันแบบผิดๆ ถูกๆ
ทั้งในระดับโลกและในบ้านเรา ความรู้ความเข้าใจของทั้งคนทั่วไปและผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับผลกระทบของกัญชาต่อสุขภาพผู้สูงอายุ ยังตามไม่ทันตลาดกัญชาที่โตไวมาก นักวิจัยจากสถาบันวิจัยสุขภาพบรูแยร์ในออนแทรีโอ ตั้งข้อสังเกตว่าผลวิจัยของพวกเขา “ชี้ให้เห็นว่าการใช้กัญชาเป็นประจำที่เพิ่มขึ้นพรวดพราดในอเมริกาเหนือ กำลังวิ่งแซงหน้าความรู้ที่เรามีไปไกล” สถานการณ์แบบนี้ก็เกิดในไทยเหมือนกัน ที่นโยบายควบคุมยังไม่นิ่ง และการให้ข้อมูลความปลอดภัยสำหรับ สว. อย่างต่อเนื่องก็ยังมีน้อย ที่สำคัญ งานวิจัยส่วนใหญ่ที่มี ไม่ใช่การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม แต่เป็นการโยงข้อมูลอันตรายที่เจอจากบันทึกการรักษาในโรงพยาบาลและห้องฉุกเฉิน ทำให้ฟันธงเรื่องสาเหตุและผลลัพธ์ได้ยาก (NY Times)
เรื่องวัฒนธรรมก็สำคัญมากสำหรับเมืองไทย ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยอาจยึดหลักธรรมทางพุทธศาสนาเรื่องความพอดีและความมีวินัย ทำให้ใช้สารต่างๆ อย่างระวัง แต่สำหรับบางคน ประวัติการใช้ “กัญชา” ในยาแผนโบราณและอาหารไทย อาจทำให้ชะล่าใจ คิดว่ากัญชาสมัยใหม่ที่แรงกว่าเดิมเยอะจะปลอดภัยเหมือนกัน ผู้นำชุมชนและเจ้าหน้าที่ศูนย์ผู้สูงอายุเล่าว่า สว. หลายคนทั้งอยากรู้และสับสน เพราะต้องตัดสินใจระหว่างภูมิปัญญาโบราณเรื่องสมุนไพร กับข่าวสารที่บางทีก็ดูน่ากลัวเกินจริง และการตลาดแบบถึงลูกถึงคนจากร้านกัญชา “ยุคใหม่” ที่บางร้านถึงกับจัดสัมมนาให้ความรู้และมีส่วนลดล่อใจลูกค้าวัย 55 ปีขึ้นไปโดยเฉพาะ
ประเทศไทย ที่มี สว. เพิ่มขึ้นเร็วเป็นอันดับต้นๆ ของอาเซียน กำลังเจองานหินที่ต้องรีบแก้ เพราะคาดกันว่าในอีก 15 ปีข้างหน้า คนไทยอายุเกิน 65 ปี จะมีเกือบ 20% ของประชากรทั้งหมด (United Nations) การดูแลสุขภาพผู้สูงอายุไทยจึงไม่ใช่แค่เรื่องสาธารณสุข แต่เป็นเรื่องเศรษฐกิจด้วย ถ้าเราไม่เรียนรู้บทเรียนจากอเมริกาเหนือและยุโรป ประเทศไทยอาจต้องเจอกับปัญหา สว. บาดเจ็บ เข้าโรงพยาบาล และสมองเสื่อมเพราะกัญชาตามมาเป็นขบวน ซึ่งค่าใช้จ่ายมหาศาล การให้ความรู้เรื่องกัญชาที่ชัดเจน เข้าใจง่าย และเหมาะกับวัฒนธรรมไทย เข้าไปในระบบบริการสุขภาพเบื้องต้นสำหรับผู้สูงอายุ อาจสำคัญไม่แพ้การวัดความดันหรือตรวจเบาหวานเลยทีเดียว
ก้าวต่อไป บุคลากรทางการแพทย์และคนวางนโยบายต้องยึดหลัก “เริ่มน้อยๆ ค่อยๆ เพิ่ม” รัฐบาลไทย สถาบันการศึกษา และองค์กรที่ดูแลผู้สูงอายุ ควรรีบทำวิจัยที่เน้นเฉพาะกลุ่ม สว. ไทย โดยดูทั้งเรื่องโรคประจำตัวที่พบบ่อย ทัศนคติของสังคม และความเชื่อเรื่องสุขภาพแบบดั้งเดิม แถมยังต้องเร่งอบรมหมอและพยาบาลให้ตรวจจับการใช้กัญชาและรับมือกับผลข้างเคียงได้ทันท่วงทีด้วย
สำหรับคนไทย โดยเฉพาะผู้สูงอายุและคนดูแล นี่คือคำแนะนำที่เอาไปใช้ได้จริง:
- ปรึกษาหมอก่อนลองใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาทุกชนิด
- เลี่ยงพันธุ์กัญชาที่มีสาร THC สูงๆ
- คอยระวังผลข้างเคียง เช่น สับสน กังวล เวียนหัว หรืออาการทางหัวใจ
- อย่าลองใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาตัวใหม่พร้อมกับยาที่หมอสั่ง นอกจากหมอจะดูแลอย่างใกล้ชิด
คนในครอบครัวก็ควรช่วยผู้สูงอายุที่เรารัก โดยช่วยดูเรื่องปริมาณการใช้ และสังเกตอาการผิดปกติใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ที่สำคัญที่สุดคือ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจปัญหาเฉพาะของผู้สูงอายุ
ในเมื่อสถานการณ์กัญชาในไทยยังเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สิ่งสำคัญคือทั้งผู้สูงอายุและครอบครัวต้องจำไว้ว่า “มาจากธรรมชาติ” ไม่ได้แปลว่า “ไม่มีอันตราย” โดยเฉพาะเมื่อความเสี่ยงสุขภาพจากกัญชาดูจะเพิ่มขึ้นตามวัย การตามข่าวสารอยู่เสมอ คุยกับหมออย่างเปิดอก และขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง จะช่วยให้การหาทางบรรเทาทุกข์ ไม่กลายเป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนในช่วงบั้นปลายชีวิตของคนไทยโดยไม่ตั้งใจ
แหล่งข้อมูล:
- [“Health Risks From Cannabis May Grow as Users Age,” The New York Times, 2025
- [“Health risks from cannabis may grow as users age,” Seattle Times, 2025
- [“Health effects of cannabis,” Wikipedia
- [“Survey shows Thais say no to cannabis,” Bangkok Post
- [“Data: Thailand’s Aging Population,” World Bank
- [“World Population Prospects,” United Nations