งานวิจัยและมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญมากมายในช่วงหลังกำลังชี้เป้าไปที่ปัญหาสุขภาพจากการออกกำลังกายที่ผู้ชายหลายคนมักมองข้าม จนกระทั่งมันเริ่มส่งผลกระทบรุนแรงต่อการออกกำลังกายและชีวิตประจำวัน ปัญหานี้คือ ภาวะก้นตาย หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า ภาวะกล้ามเนื้อก้นลืมสั่งการ (gluteal amnesia) หรือ กลุ่มอาการกล้ามเนื้อเสียสมดุล (lower cross syndrome) แม้ชื่ออาจฟังดูขบขัน แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพออกมาเตือนว่า หากปล่อยปละละเลยปัญหานี้ อาจทำให้ทั้งคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำและคนทั่วไปต้องหยุดชะงักกิจกรรมต่างๆ นำไปสู่อาการปวด บาดเจ็บ และสุขภาพโดยรวมที่ทรุดโทรมลง (mensjournal.com)

ไม่ว่าในไทยหรือต่างประเทศ วิถีชีวิตคนเมืองและงานที่ต้องนั่งติดโต๊ะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ชายจำนวนไม่น้อยใช้เวลานั่งทำงานหน้าคอมหรือขับรถวันละหลายชั่วโมง การที่ร่างกายไม่ค่อยได้ขยับเขยื้อนเป็นเวลานานๆ เช่นนี้ ทำให้กล้ามเนื้อก้น (gluteal muscles) ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อมัดสำคัญบริเวณสะโพก ไม่ได้ถูกใช้งานหรือ “ลืม” วิธีการทำงานที่ถูกต้องไป เมื่อกล้ามเนื้อเหล่านี้อ่อนแรงจนไม่สามารถทำหน้าที่พยุงสะโพกและช่วยในการเคลื่อนไหว ภาระหนักจึงตกไปอยู่ที่ส่วนอื่นๆ ของร่างกาย เช่น หลังส่วนล่าง กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง (hamstrings) และสะโพกเอง ทำให้เกิดอาการปวดและบาดเจ็บจากการใช้งานเกินกำลังได้บ่อยครั้ง (mensjournal.com)

ภาวะก้นตาย หรือกล้ามเนื้อก้นลืมสั่งการนี้ พบได้บ่อยกว่าที่หลายคนคาดคิด ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การกีฬาระบุว่า สาเหตุไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกลุ่มนักกีฬาเท่านั้น แต่กำลังพบมากขึ้นในกลุ่มคนทำงานออฟฟิศ คนขับรถ และใครก็ตามที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ไปกับการนั่งนิ่งๆ สำหรับหนุ่มไทยในยุคที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ยิ่งมีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขชี้ว่า พนักงานออฟฟิศในเขตเมืองกว่าร้อยละ 70 ใช้เวลาส่วนใหญ่ในวันทำงานไปกับการนั่ง นอกจากนี้ ผลสำรวจระดับประเทศยังเผยว่า ปัญหาเกี่ยวกับระบบกล้ามเนื้อและกระดูก รวมถึงอาการปวดหลังส่วนล่างและสะโพก กำลังเพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มผู้ชายไทยวัย 25-54 ปี (กระทรวงสาธารณสุข)

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอาการเริ่มต้นของภาวะกล้ามเนื้อก้นลืมสั่งการมักจะไม่ชัดเจนและถูกมองข้ามได้ง่าย เช่น อาการตึงบริเวณกล้ามเนื้องอสะโพก (hip flexors) ปวดตื้อๆ ที่หลังส่วนล่าง หรือรู้สึกอ่อนล้าผิดปกติหลังออกกำลังกายที่ไม่หนักมาก แต่หากปล่อยทิ้งไว้ อาจลุกลามจนบาดเจ็บรุนแรงขึ้น ตั้งแต่อาการปวดหลังส่วนล่างเฉียบพลันไปจนถึงกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลังหรือสะโพกอักเสบเรื้อรัง ผลการทบทวนงานวิจัยเกี่ยวกับรูปแบบการบาดเจ็บจากการออกกำลังกาย ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Sports Rehabilitation พบว่าการบาดเจ็บลักษณะนี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อสมรรถภาพทางกีฬา แต่ยังกระทบต่อความสามารถในการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันและคุณภาพชีวิตโดยรวมด้วย (Journal of Sports Rehabilitation)

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การกีฬาประจำโรงพยาบาลชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ให้ข้อมูลว่า “ผู้ชายหลายคนกว่าจะรู้ตัวว่าภาวะกล้ามเนื้อก้นลืมสั่งการมันร้ายแรงแค่ไหน ก็ตอนที่ต้องหยุดออกกำลังกายเพราะบาดเจ็บไปแล้ว แต่หากรีบดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ กรณีส่วนใหญ่สามารถจัดการและรักษาให้หายขาดได้ด้วยการทำกายภาพบำบัดที่ตรงจุดและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเคลื่อนไหวให้ดีขึ้น”

งานวิจัยล่าสุดในกลุ่มผู้เข้ารับการฝึกอาชีพที่ต้องใช้ร่างกายหนัก เช่น นักเรียนนายร้อยตำรวจหรือทหารใหม่ ยิ่งตอกย้ำข้อสังเกตเหล่านี้ โดยพบว่าการบาดเจ็บของระบบกล้ามเนื้อและกระดูกที่เกี่ยวเนื่องกับกล้ามเนื้อก้นอ่อนแอ พบได้บ่อยในกลุ่มผู้ชายที่โหมออกกำลังกายหนักขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือกลับมาออกกำลังกายอีกครั้งหลังหยุดพักไปนาน (งานวิจัย PubMed เกี่ยวกับการบาดเจ็บของนักเรียนนายร้อยตำรวจชาย) ในทำนองเดียวกัน เทรนด์ในกลุ่มคนเล่นครอสฟิต (CrossFit) และโปรแกรมออกกำลังกายแบบกลุ่มอื่นๆ ชี้ว่าการฝืนออกกำลังกายทั้งที่เจ็บ โดยไม่แก้ไขปัญหากล้ามเนื้อที่ไม่สมดุล เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้หลายคนต้องโบกมือลาการออกกำลังกายในระยะยาว (วิกิพีเดีย: การบาดเจ็บจากครอสฟิต)

สำหรับคนไทยแล้ว ภาวะกล้ามเนื้อก้นลืมสั่งการไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะของ “ฝรั่งบ้ายิม” เท่านั้น อันที่จริง วัฒนธรรมไทยดั้งเดิมให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว ลองนึกภาพชาวไร่ชาวนา แม่ค้าขายผลไม้ หรือคนขับรถตุ๊กตุ๊กที่ต้องขยับร่างกายอยู่ตลอดเวลา แต่การเปลี่ยนแปลงสู่วิถีชีวิตแบบคนเมืองทำให้ชั่วโมงการนั่งในแต่ละวันพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ปัญหานี้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยพบได้น้อย กลับกลายเป็นเรื่องปกติในกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ๆ

แล้วจะทำอย่างไรได้บ้าง? ผู้เชี่ยวชาญแนะนำวิธีง่ายๆ หลายอย่างที่ทุกคน ตั้งแต่นักกีฬาตัวยงไปจนถึงพนักงานออฟฟิศ สามารถนำไปปรับใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขภาวะกล้ามเนื้อก้นลืมสั่งการได้ อย่างแรกคือ ควรจัดตารางให้มีการลุกขึ้นยืนเป็นระยะๆ ในแต่ละวัน หน่วยงานด้านสุขภาพของไทยแนะนำให้ลุกขึ้นยืนอย่างน้อย 5-10 นาทีทุกๆ ชั่วโมง เพื่อกระตุ้นให้กล้ามเนื้อก้นกลับมาทำงาน การออกกำลังกายเฉพาะส่วน เช่น ท่าสะพานยกก้น (glute bridges) ท่าดันสะโพก (hip thrusts) และการยืดเหยียดแบบเคลื่อนไหว (dynamic stretching) สามารถช่วยเสริมการทำงานของกล้ามเนื้อเหล่านี้และรักษาสมดุลของอุ้งเชิงกรานได้ (mensjournal.com) แม้กระทั่งกิจกรรมแบบไทยๆ อย่างรำไทย หรือมวยไทย ซึ่งเน้นการเคลื่อนไหวสะโพกอย่างคล่องแคล่ว ก็อาจเป็นวิธีที่สนุกสนานในการบริหารและเสริมสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อก้นได้เช่นกัน

นโยบายในที่ทำงานก็เริ่มมีการปรับตัวเช่นกัน บริษัทใหญ่ๆ บางแห่งในไทยเริ่มมี “ช่วงพักให้ขยับร่างกาย” (movement breaks) หรือจัดเตรียมโต๊ะยืนทำงานไว้บริการ ส่วนศูนย์ออกกำลังกายต่างๆ ก็มีโปรแกรมฝึกการเคลื่อนไหวและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเฉพาะส่วนมากขึ้น นักกายภาพบำบัดจากคลินิกฟื้นฟูสมรรถภาพชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ กล่าวว่า “การแก้ไขภาวะกล้ามเนื้อไม่สมดุลตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้ผู้รับบริการไม่เพียงแต่ฟื้นตัวได้ แต่ยังป้องกันการบาดเจ็บซ้ำอีกด้วย การให้ความรู้และการลงมือทำอย่างรวดเร็วคือกุญแจสำคัญ”

เมื่อมองไปข้างหน้า ปัญหานี้มีแนวโน้มที่จะยังคงเป็นเรื่องสำคัญต่อไป เนื่องจากการทำงานทางไกลและเทคโนโลยีดิจิทัลยิ่งทำให้ผู้คนนั่งนานขึ้น วัฒนธรรมการออกกำลังกายที่กำลังเบ่งบานในประเทศไทย ซึ่งเห็นได้จากการสมัครสมาชิกยิมและเข้าคลาสออกกำลังกายแบบกลุ่มที่เพิ่มขึ้น จะทำให้ความตระหนักรู้เรื่องการป้องกันการบาดเจ็บ ไม่ใช่แค่การมุ่งเน้นสมรรถภาพความเข้มข้นสูง กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสุขภาพในระยะยาว (mensjournal.com)

สำหรับหนุ่มๆ ชาวไทย และทุกคนที่กังวลเกี่ยวกับความสามารถในการเคลื่อนไหวและสมรรถภาพร่างกายในระยะยาว ข้อปฏิบัติชัดเจนคือ อย่าเมินเฉยต่อสัญญาณเตือนต่างๆ ควรหาเวลาพักจากการนั่งเป็นประจำ เรียนรู้วิธีกระตุ้นและเสริมสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อก้น และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหากมีอาการปวดเรื้อรัง การใส่ใจดูแลสุขภาพของกล้ามเนื้อก้นตั้งแต่เนิ่นๆ อาจหมายถึงความแตกต่างระหว่างความไม่สะดวกเล็กน้อยกับการต้องหยุดชะงักครั้งใหญ่ทั้งในกิจกรรมทางกายและชีวิตประจำวัน