ท่ามกลางกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มาแรงจนหลายคนเริ่มกังขาว่าการเรียนเขียนโค้ดยังจำเป็นอยู่หรือไม่ ผู้บริหารฝ่ายผลิตภัณฑ์ด้านประสบการณ์และอุปกรณ์ของไมโครซอฟท์ได้ออกมาให้ทรรศนะอย่างชัดเจนว่า การศึกษาวิทยาการคอมพิวเตอร์กลับยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก ระหว่างการให้สัมภาษณ์ในรายการ “Lenny’s Podcast” ตอนล่าสุด ผู้บริหารท่านนี้ได้โต้แย้งความเชื่อที่ว่า “การเขียนโค้ดได้ตายไปแล้ว” โดยยืนยันว่า AI กลับเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ ให้กับผู้ที่มีพื้นฐานด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ ไม่ได้ทำให้ความเชี่ยวชาญด้านนี้ด้อยค่าลงแต่อย่างใด ความเห็นของเธอซึ่งเผยแพร่โดย Business Insider เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 (businessinsider.com) นับเป็นมุมมองที่น่าขบคิดสำหรับทั้งนักเรียน ผู้ปกครอง ตลอดจนผู้กำหนดนโยบายการศึกษาในประเทศไทย ซึ่งกำลังเฟ้นหาแนวทางการเตรียมตัวรับมืออนาคตในโลกยุคดิจิทัล

บทบาทสำคัญของการเขียนโค้ดในยุคที่ขับเคลื่อนด้วย AI

ทรรศนะของผู้บริหารท่านนี้มีขึ้นในช่วงที่เครื่องมือ AI อย่างผู้ช่วยเขียนโค้ดที่สั่งงานด้วยภาษาธรรมชาติ สามารถแปลงคำสั่งทั่วไปให้กลายเป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้งานได้จริง ทำให้บางคนมองว่าคนรุ่นใหม่ควรเบนเข็มไปหาการฝึกอบรมนอกเหนือจากวิทยาการคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิม ผู้บริหารของไมโครซอฟท์กล่าวว่า “หลายคนคิดว่า ‘โอ้ ไม่ต้องไปเรียนวิทยาการคอมพิวเตอร์หรอก การเขียนโค้ดมันตายไปแล้ว’ ซึ่งส่วนตัวแล้วไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง” ผู้บริหารท่านนี้ชี้ว่า การเขียนโปรแกรมมีการยกระดับสู่ “ชั้นของนามธรรม” (layers of abstraction) ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากโค้ดภาษาแอสเซมบลีที่ซับซ้อน ไปสู่ภาษาที่เข้าถึงง่ายขึ้น และปัจจุบัน ด้วยพลังของ AI ก็ยิ่งทำให้การใช้งานง่ายดายขึ้นไปอีก

แทนที่จะทำให้ทักษะการเขียนโค้ดกลายเป็นสิ่งล้าสมัย นวัตกรรมในปัจจุบันกลับเป็นการต่อยอดจากพัฒนาการด้านนามธรรมในการเขียนโปรแกรมที่สั่งสมมานานหลายทศวรรษ ผู้บริหารอธิบายว่า “เราไม่ได้เขียนโปรแกรมด้วยภาษาแอสเซมบลีอีกต่อไปแล้ว ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เขียนด้วยภาษา C ด้วยซ้ำ จากนั้นก็เป็นชั้นของนามธรรมที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น โดยส่วนตัวมองว่า มันจะเป็นวิธีการที่เราจะสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน เพียงแต่จะอยู่ในระดับนามธรรมที่สูงขึ้นมาก ซึ่งเป็นเรื่องดี เพราะมันทำให้ทุกคนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น” เมื่อ AI กลายเป็นเครื่องมือชิ้นล่าสุดที่ช่วยให้มนุษย์ “สั่งการคอมพิวเตอร์” ผู้บริหารท่านนี้เล็งเห็นถึงการก่อกำเนิดของการเขียนโปรแกรมรูปแบบใหม่ๆ ที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น แต่ยังคงหยั่งรากลึกอยู่บนหลักการคิดเชิงคำนวณ (computational thinking) นั่นเอง

จุดยืนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักเรียนไทย เนื่องจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของไทยกำลังขับเคลื่อนนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” ซึ่งมุ่งเน้นเทคโนโลยีขั้นสูงในภาคการศึกษาและอุตสาหกรรม ผู้เชี่ยวชาญในประเทศ เช่น คณาจารย์จากภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ได้ออกมาส่งเสียงเตือนในทำนองเดียวกันถึงความเข้าใจผิดที่ว่า AI จะเข้ามาแทนที่งานด้านเทคนิคทั้งหมด โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของทักษะการแก้ปัญหาเชิงคำนวณในตลาดแรงงาน (unesco.org)

“ผู้ควบคุมซอฟต์แวร์” ไม่ใช่แค่ “วิศวกรซอฟต์แวร์”

ประเด็นสำคัญอีกข้อที่ผู้บริหารฝ่ายผลิตภัณฑ์ของไมโครซอฟท์หยิบยกขึ้นมาคือ ในอนาคต แม้ลักษณะงานอาจเปลี่ยนไป แต่ความสำคัญของพื้นฐานวิทยาการคอมพิวเตอร์จะไม่ลดน้อยถอยลง เราอาจได้เห็นการเรียกผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคว่า “ผู้ควบคุมซอฟต์แวร์” (software operators) แทนที่จะเป็น “วิศวกรซอฟต์แวร์” (software engineers) กันมากขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงวิธีใหม่ที่มนุษย์จะมีปฏิสัมพันธ์กับแพลตฟอร์มพัฒนาที่ขับเคลื่อนด้วย AI แต่ผู้บริหารท่านนี้เน้นย้ำว่า “นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ต้องเข้าใจวิทยาการคอมพิวเตอร์ มันคือวิธีคิด และเป็นแบบจำลองทางความคิด ดังนั้น จึงไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับแนวคิดที่ว่า ‘การเขียนโค้ดตายแล้ว’”

ประเทศไทยก็กำลังเผชิญสถานการณ์ที่ไม่ต่างกัน การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลที่กำลังดำเนินอยู่ในหลากหลายภาคส่วน ตั้งแต่การเงินไปจนถึงการเกษตร หมายความว่าแม้งานที่ไม่ใช่สายเทคนิคโดยตรง ก็ยังต้องการความรู้พื้นฐานด้านดิจิทัล รวมถึงความสามารถในการทำงานร่วมกับระบบ AI แม้ว่าค่ายฝึกอบรมการเขียนโค้ด (coding bootcamps) และหลักสูตรปริญญาด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์จะยังคงเป็นที่ต้องการอย่างสูง แต่ความกังวลเรื่องความมั่นคงในอาชีพท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง ก็ได้กระตุ้นให้มหาวิทยาลัยต่างๆ ผนวกประสบการณ์จริงในการใช้เครื่องมือ AI ใหม่ๆ เข้ากับหลักสูตรปัจจุบัน (bangkokpost.com)

ผู้จัดการโครงการในยุคแห่งแนวคิดที่ล้นหลาม

การพูดคุยยังครอบคลุมไปถึงอนาคตของผู้จัดการโครงการ (project managers) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ถูกมองว่ามีความเสี่ยงที่จะถูก “ลดทอนบทบาท” (flattening) ลง เนื่องจาก AI สามารถเข้ามาช่วยงานประสานงานต่างๆ ได้โดยอัตโนมัติ ผู้บริหารของไมโครซอฟท์แย้งว่า แม้ AI จะช่วยให้มีแนวคิดและต้นแบบใหม่ๆ ผุดขึ้นมากมาย แต่ผู้จัดการโครงการจะต้องลับคม “สัญชาตญาณในการเลือกสรรและขัดเกลา” (taste-making and editing) ให้เฉียบคมยิ่งขึ้น ผู้บริหารท่านนี้ให้ความเห็นว่า “มันช่วยยกระดับมาตรฐานขั้นต่ำ แต่ขณะเดียวกันก็ดันเพดานให้สูงขึ้นด้วย ในแง่หนึ่งคือ เราจะสร้างความโดดเด่นให้ตัวเองได้อย่างไรในยุคนี้ เราต้องมั่นใจว่าผลงานของเรานั้นเฉิดฉายเหนือกว่าตัวเลือกอื่นๆ ที่มีอยู่ดาษดื่น”

เมื่อ AI ทำให้การสร้างร่างโครงการเบื้องต้นเป็นเรื่องง่ายและรวดเร็ว ทักษะสำคัญจึงกลายเป็นการเลือกเฟ้น กลั่นกรอง และผลักดันแนวคิดที่ดีที่สุดให้เป็นจริง ผู้บริหารเสริมว่า “เมื่อก่อนอาจจะมีการคัดกรองที่เข้มงวดกว่านี้ เช่น ‘โอ้ เราควรถามหัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ว่าคิดอย่างไร’” และชี้ว่าการตัดสินใจอนุมัติในท้ายที่สุดจึงยิ่งทวีความสำคัญ แต่การจะได้รับสิทธิ์นั้นมา “คุณต้องพิสูจน์ตัวเองเพื่อให้ได้มันมา” ด้วยวิจารณญาณและความเชี่ยวชาญในเนื้องานจริงๆ

สำหรับองค์กรในไทย ตั้งแต่สตาร์ทอัพในกรุงเทพฯ ไปจนถึงบริษัทขนาดใหญ่ การเปลี่ยนแปลงนี้ตอกย้ำความจำเป็นในการส่งเสริมทั้งทักษะด้านเทคนิคและความคิดสร้างสรรค์ในหมู่พนักงาน ดังที่ผู้บริหารท่านนี้ได้กล่าวไว้ ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครสร้างเทคโนโลยีได้มากที่สุด แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครสามารถมองเห็นและใช้ประโยชน์จากแนวคิดดีๆ ได้ ในเมื่อ AI ทำให้ตลาดเต็มไปด้วยทางเลือกมากมาย

มุมมองระดับโลกและไทย: ทำไมการเขียนโค้ดยังคงสำคัญ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาและเทคโนโลยีต่างเห็นพ้องกับผู้บริหารฝ่ายผลิตภัณฑ์ของไมโครซอฟท์ ในการเรียกร้องให้ยังคงให้ความสำคัญกับการศึกษาวิทยาการคอมพิวเตอร์ จากบทสรุปเชิงนโยบายของ UNESCO เรื่อง “AI และทักษะแห่งอนาคต” การคิดเชิงวิพากษ์ ความรู้ด้านการคำนวณ และความสามารถในการปรับตัว คือทักษะที่ “เป็นหลักประกันแห่งอนาคต” สำหรับนักเรียนทุกคน องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ยังระบุว่าการเขียนโค้ดและทักษะดิจิทัลที่เกี่ยวข้องจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการแข่งขันในตลาดงานระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเศรษฐกิจดิจิทัลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด (oecd.org)

ในประเทศไทย รัฐบาลได้ปฏิรูปหลักสูตรดิจิทัลและเพิ่มการสนับสนุนการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (สะเต็มศึกษา หรือ STEM) ในทุกระดับ (asean.org) การบูรณาการเนื้อหาเกี่ยวกับ AI ควบคู่ไปกับทักษะการเขียนโปรแกรมแบบดั้งเดิม มีเป้าหมายเพื่อให้แน่ใจว่านักเรียนไทยสามารถปรับตัวเข้ากับความต้องการของตลาดงานที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างเท่าทัน

ข้อมูลจากการสำรวจในประเทศสนับสนุนกลยุทธ์นี้ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) รายงานในปี พ.ศ. 2567 ว่านายจ้างไทยมองหาผู้สมัครงานที่สามารถผสมผสานทักษะการเขียนโค้ดเข้ากับความคิดสร้างสรรค์และความเข้าใจทางธุรกิจมากขึ้น (depa.or.th) นอกจากนี้ ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยไทยกับผู้ให้บริการเทคโนโลยีชั้นนำ ยังมุ่งให้นักศึกษาได้สัมผัสกับเครื่องมือล่าสุดในการพัฒนาที่ใช้ AI ช่วย ซึ่งตอกย้ำความต้องการทั้งความคล่องแคล่วทางเทคนิคและความคิดเชิงนวัตกรรม

ธรรมชาติของงานที่เปลี่ยนไปและตลาดแรงงานไทย

ผลกระทบของ AI และรูปแบบการเขียนโปรแกรมที่เปลี่ยนไปต่อการจ้างงานยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง แต่งานวิจัยส่วนใหญ่ชี้ไปในทิศทางของการเปลี่ยนแปลงลักษณะงาน มากกว่าการหายไปของตำแหน่งงานทั้งหมด บทวิเคราะห์ล่าสุดของสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) คาดการณ์ว่า แม้ AI อาจเข้ามาแทนที่งานซอฟต์แวร์บางประเภทที่ทำซ้ำๆ ทั่วโลก แต่ก็จะสร้างงานใหม่ๆ หลายล้านตำแหน่งที่ต้องการทักษะดิจิทัลขั้นสูงและทักษะแบบผสมผสาน (weforum.org)

สำหรับประเทศไทย ความเสี่ยงอาจไม่ได้อยู่ที่การตกงานมากเท่ากับการพลาดโอกาส หากเยาวชนไทยไม่ได้รับการเตรียมความพร้อมด้วยทักษะทางเทคนิคทั้งพื้นฐานและทักษะใหม่ๆ ที่จำเป็น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของรัฐบาลเองก็ชี้ว่า การขาดแคลนบุคลากรดิจิทัลที่มีความเชี่ยวชาญด้านการเขียนโค้ดขั้นสูงและ AI ถือเป็นอุปสรรคสำคัญในการบรรลุเป้าหมายของนโยบายไทยแลนด์ 4.0 (nesdc.go.th) ผู้นำด้านการศึกษาจึงได้รับการกระตุ้นให้หลีกเลี่ยง “ความตื่นตระหนกเรื่องหลักสูตร” (curriculum panic) และหันมามุ่งเน้นการสร้างความสามารถที่ยั่งยืนและความสามารถในการปรับตัวแทน

สภาธุรกิจและผู้ประกอบอาชีพด้านเทคโนโลยีในประเทศยังได้ออกมาเตือนไม่ให้ละทิ้งสาขาวิชาที่สั่งสมมายาวนานเพียงเพื่อตามกระแสเทคโนโลยีระยะสั้น แต่พวกเขาสนับสนุนให้มีสภาพแวดล้อมทางการศึกษาที่ส่งเสริมการทดลอง การเรียนรู้จากเพื่อนร่วมวิชาชีพ และการได้สัมผัสกับชุดเครื่องมือดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเขียนโปรแกรมด้วยภาษา Python หรือผ่านแพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนด้วย AI ดังที่ผู้บริหารของไมโครซอฟท์กล่าวไว้ว่า “มันจะมีวิธีการที่เราจะสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน…ในระดับนามธรรมที่สูงขึ้นมาก” ความสามารถในการ “สั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน” ไม่ว่าจะในรูปแบบใด ทั้งแบบอัลกอริทึมหรือแบบใช้คำสั่ง (prompt-based) ยังคงเป็นทักษะอันทรงคุณค่าของมนุษย์

ภาพอนาคตห้องเรียนในประเทศไทย

โครงการริเริ่มต่างๆ เช่น โครงการ “Coding Nation” ที่ดำเนินการโดยกระทรวงศึกษาธิการของไทย ได้รับผลตอบรับที่ดีขึ้นเป็นลำดับในการผลักดันให้นักเรียนเข้าร่วมค่ายฝึกทักษะดิจิทัลและการแข่งขันมากขึ้น (moe.go.th) มหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งในไทยได้กำหนดให้การเขียนโค้ดเบื้องต้นเป็นส่วนหนึ่งของวิชาศึกษาทั่วไป โดยใช้ประโยชน์จากเครื่องมือเรียนรู้ AI ทั้งจากต่างประเทศและที่พัฒนาขึ้นในประเทศ

นอกจากนี้ ความร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกยังช่วยให้นักศึกษาไทยได้เข้าถึงความก้าวหน้าล่าสุดในด้าน Generative AI (ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์), หุ่นยนต์ และการออกแบบดิจิทัลก่อนใคร พัฒนาการเหล่านี้ ประกอบกับการที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับสะเต็มศึกษาและความรู้ดิจิทัล สอดคล้องอย่างยิ่งกับคำกล่าวของผู้บริหารไมโครซอฟท์ที่ว่า อนาคตไม่ได้เป็นของผู้ที่เชื่อว่า “การเขียนโค้ดตายแล้ว” แต่เป็นของผู้ที่สามารถใช้ประโยชน์จากทั้ง AI และความรู้หลักด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์เพื่อแก้ปัญหาจริงได้

ข้อเสนอแนะสำหรับนักเรียนและผู้กำหนดนโยบายของไทย

ประเด็นถกเถียงที่เกิดจากความคิดเห็นของผู้บริหารฝ่ายผลิตภัณฑ์ของไมโครซอฟท์นี้ ให้คำแนะนำที่ทันท่วงทีสำหรับผู้เรียนและนักการศึกษาไทย ข้อเสนอแนะที่สามารถนำไปปรับใช้ได้มีดังนี้:

  • นักเรียนยังคงต้องมุ่งมั่นศึกษาพื้นฐานด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ โดยทำความเข้าใจว่าแม้เครื่องมือเขียนโปรแกรมจะเปลี่ยนโฉมไป แต่วิธีคิดและตรรกะอันเป็นหัวใจสำคัญของการเขียนโค้ด จะยังคงเป็นทักษะที่ทรงคุณค่าในระยะยาว
  • นักการศึกษาและผู้พัฒนาหลักสูตรควรปรับปรุงเนื้อหาการเรียนการสอนให้ทันสมัย ครอบคลุมทั้งแนวทางการแก้ปัญหาดิจิทัลแบบดั้งเดิมและแบบใหม่ รวมถึง “ศาสตร์แห่งการป้อนคำสั่งให้ AI” (prompt engineering) ควบคู่ไปกับหลักการเขียนโค้ดที่เป็นรากฐาน
  • ผู้ปกครองและผู้แนะแนวอาชีพในไทย ไม่ควรตื่นตระหนกไปกับพาดหัวข่าวที่ว่า AI จะมาแย่งงาน แต่ควรให้ความสำคัญกับคำแนะนำที่ตั้งอยู่บนข้อมูลเชิงประจักษ์ ซึ่งเน้นย้ำถึงความสามารถในการปรับตัวและชุดทักษะที่หลากหลาย
  • ผู้กำหนดนโยบายควรขยายการสนับสนุนการฝึกอบรมครูอาจารย์ทั้งในด้าน AI และการเขียนโค้ด เพื่อให้บุคลากรทางการศึกษาสามารถชี้แนะนักเรียนให้ก้าวผ่านความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีล่าสุดไปได้อย่างมั่นใจ
  • นายจ้างควรให้คุณค่าและรางวัล ไม่เพียงแต่กับทักษะเชิงเทคนิค แต่ยังรวมถึงความคิดสร้างสรรค์และวิจารณญาณ ซึ่งทวีความจำเป็นยิ่งขึ้นในยุคแห่งนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI สอดรับกับสิ่งที่ผู้บริหารฝ่ายผลิตภัณฑ์ของไมโครซอฟท์เรียกร้อง นั่นคือ “การคัดสรรและขัดเกลา” ให้เป็นสมรรถนะสำคัญในที่ทำงาน

เมื่อมองไปข้างหน้า สัญญาณจากผู้บริหารระดับสูงในแวดวงเทคโนโลยีและนักการศึกษาต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันคือ ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก การเขียนโค้ดไม่ได้กำลังจะตาย แต่กำลังปรับเปลี่ยนรูปแบบไป และผู้ที่มีพื้นฐานทางเทคนิคที่แข็งแกร่งควบคู่ไปกับทักษะการเรียนรู้ที่ปรับตัวได้ จะเป็นผู้ที่พร้อมที่สุดที่จะเติบโตและรุ่งเรืองในยุค AI

แหล่งข้อมูล: businessinsider.com, unesco.org, oecd.org, asean.org, weforum.org, bangkokpost.com, depa.or.th, moe.go.th, nesdc.go.th, thailand.prd.go.th