แค่เหลือบมองพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์ของใครบางคน ก็อาจเผยให้เห็นตัวตนของพวกเขาได้มากกว่าที่คิด งานวิจัยทางจิตวิทยาล่าสุดชี้ว่า การใช้โซเชียลมีเดียแบบยั้งใจไม่อยู่ คือสัญญาณชัดเจนของแนวโน้มภาวะหลงตัวเอง ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ผลกระทบที่ตามมาไม่ใช่แค่เรื่องหน้าจอ แต่ยังลามไปถึงสุขภาพใจและความเป็นสุขในสังคมโดยรวม ผลการวิจัยนี้มาจากงานศึกษาใหม่ของมหาวิทยาลัยกดัญสก์ (University of Gdańsk) ในโปแลนด์ ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Research in Personality ซึ่งถือเป็นข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะสำหรับประเทศไทยที่โซเชียลมีเดียได้แทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันไปแล้ว (Daily Mail)
สำหรับคนไทย ข่าวนี้ยิ่งน่าสนใจ เพราะข้อมูลปี 2567 พบว่ากว่า 68% ของประชากรไทยใช้โซเชียลมีเดียเป็นประจำ การทำความเข้าใจปัจจัยทางจิตวิทยาเบื้องหลังพฤติกรรมเหล่านี้จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในสังคมที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มตัว (DataReportal) แม้โซเชียลมีเดียจะมีประโยชน์มากมาย ตั้งแต่การสร้างเครือข่ายไปจนถึงการทำธุรกิจ แต่งานวิจัยชิ้นใหม่นี้ก็กระตุ้นให้ทั้งผู้ใช้งานทั่วไปและผู้กำหนดนโยบายหันมาใส่ใจถึงผลกระทบต่อสุขภาพจิตที่อาจตามมาจากการใช้ชีวิตติดจอ
งานวิจัยชิ้นสำคัญนี้ ศึกษาผู้เข้าร่วมกว่า 600 คน เป็นเวลานาน 8 เดือน โดยติดตามพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดีย และประเมินลักษณะนิสัยหลงตัวเอง 6 ด้านย่อย ได้แก่ ความต้องการการยอมรับ, ความชอบเอาชนะ, ความเป็นปฏิปักษ์, การปลีกตัว, การมองตนเป็นวีรบุรุษ, และความเชื่อว่าตนเหนือกว่าผู้อื่น ผลวิจัยพบความเชื่อมโยงชัดเจนระหว่างการใช้แพลตฟอร์มโซเชียลเน็ตเวิร์ก เช่น Instagram, TikTok และ Facebook อย่างหนักจนเข้าขั้นเสพติด กับคะแนนลักษณะนิสัยหลงตัวเองที่สูงขึ้น คุณสมบัติเด่นของคนหลงตัวเองที่เกี่ยวโยงกับการติดโซเชียลฯ คือ ความต้องการคำชื่นชม การชอบแข่งขัน และการสร้างภาพลักษณ์ (ScienceDirect) ลักษณะเหล่านี้ทำให้คนกลุ่มนี้มีแนวโน้มจะโหยหาความสนใจและการยอมรับบนโลกออนไลน์ไม่หยุดหย่อน ส่งผลให้โซเชียลมีเดียกลายเป็นเวทีอวดตัวตนและเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นไม่รู้จบ
นักจิตวิทยาหัวหน้าทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยกดัญสก์ อธิบายว่า “คนที่มีนิสัยหลงตัวเองชัดเจนมักต้องการการชื่นชมและยอมรับจากคนอื่นอย่างมาก โซเชียลเน็ตเวิร์ก ซึ่งมีกลไกอย่างการกดไลค์ การติดตาม และความคิดเห็น จึงเป็นพื้นที่ที่ตอบโจทย์ความต้องการทางใจเหล่านี้ได้อย่างลงตัว จนบางครั้งอาจเข้าข่ายผิดปกติ” งานวิจัยยังชี้ให้เห็นว่า การเช็กโซเชียลมีเดียไม่หยุดหย่อน การหยุดเล่นไม่ได้แม้จะรู้ว่ามีผลเสีย และการผูกอารมณ์ไว้กับปฏิสัมพันธ์ออนไลน์ ล้วนเป็นสัญญาณเตือนภาวะเสพติดโซเชียลมีเดีย ซึ่งเกี่ยวพันอย่างใกล้ชิดกับบุคลิกภาพแบบหลงตัวเอง
สถานการณ์การใช้โซเชียลมีเดียในไทยก็ไม่ต่างจากภาพรวมทั่วโลกที่งานวิจัยนี้สะท้อนออกมา ข้อมูล ณ เดือนมกราคม 2567 ระบุว่า ประเทศไทยมีผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียกว่า 49 ล้านคน จัดเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเชื่อมต่อดิจิทัลสูงติดอันดับโลก (DigitalMarketingForAsia) รายงานในไทยเองก็ชี้ไปในทิศทางเดียวกัน โดยกว่า 53% ของกลุ่ม Gen Z ในไทยยอมรับว่าได้รับผลกระทบทางลบด้านอารมณ์จากโซเชียลมีเดีย ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเตือนว่าพฤติกรรมดิจิทัลเหล่านี้กำลังก่อให้เกิดการเสพติดเชิงพฤติกรรมระลอกใหม่ ที่มักถูกมองข้ามเพราะความเคยชินกับการออนไลน์ แต่กลับซ่อนความเสี่ยงต่อผลการเรียน การนอนหลับ และความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง (The Nation Thailand)
หากมองให้ลึกลงไป ภาวะบุคลิกภาพผิดปกติชนิดหลงตัวเอง (Narcissistic Personality Disorder หรือ NPD) เป็นภาวะที่ทางการแพทย์ให้การยอมรับ มีลักษณะเด่นคือการยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางอย่างหนัก ความต้องการคำชื่นชมอย่างไม่สิ้นสุด และความสามารถในการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นต่ำ ทั่วโลกคาดว่าประมาณ 5% ของประชากรอาจเข้าข่ายภาวะ NPD ถึงแม้จะมีคนอีกไม่น้อยที่มีแนวโน้มหลงตัวเองแต่ยังไม่ถึงขั้นวินิจฉัยได้ (Wikipedia - NPD) สำหรับประเทศไทย ข้อมูลเกี่ยวกับความชุกของภาวะนี้ในไทยยังมีค่อนข้างน้อย สะท้อนถึงช่องว่างงานวิจัยด้านสุขภาพจิตในยุคดิจิทัลของบ้านเรา อย่างไรก็ตาม ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพจิตในไทยให้ข้อมูลว่า จำนวนผู้มารับบริการด้วยปัญหาเกี่ยวกับการใช้อินเทอร์เน็ตหรือโซเชียลมีเดียมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานตอนต้นและนักศึกษา
ผู้เชี่ยวชาญยังให้ความเห็นเพิ่มเติมถึงสาเหตุที่โซเชียลเน็ตเวิร์กกลายเป็นพื้นที่เพาะบ่มพฤติกรรมหลงตัวเอง โครงสร้างของแพลตฟอร์มอย่าง TikTok และ Instagram ที่ให้รางวัลกับการนำเสนอตัวตนและเน้นตัวชี้วัดการยอมรับจากสังคม อาจยิ่งส่งเสริมพฤติกรรมที่ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพในกลุ่มผู้ใช้ที่เปราะบาง งานวิจัยชิ้นหนึ่งในกลุ่มตัวอย่างชาวโปแลนด์พบว่า ภาวะหลงตัวเองทุกรูปแบบ ยกเว้นแบบที่เรียกว่า ‘ความศักดิ์สิทธิ์’ (sanctity) ล้วนสัมพันธ์กับการเสพติดโซเชียลมีเดียในระดับที่สูงขึ้น (SSRN) ความเสี่ยงนี้ไม่ได้จำกัดแค่ภาวะหลงตัวเองแบบอวดใหญ่ (grandiose narcissism) เท่านั้น แต่ลักษณะอื่น ๆ เช่น ความรู้สึกโดดเดี่ยวทางอารมณ์ และการแข่งขันเชิงลบ ก็ดูจะเพิ่มสูงขึ้นตามความถี่ในการใช้งานโซเชียลด้วย
อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่า ไม่ใช่ทุกคนที่เล่นโซเชียลมีเดียจะเป็นคนหลงตัวเองเสมอไป หลายคนใช้แพลตฟอร์มเหล่านี้เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับสังคม แสดงออกอย่างสร้างสรรค์ หรือติดตามข่าวสาร คำเตือนจากนักจิตวิทยาคือให้สังเกตว่าเมื่อใดพฤติกรรมการใช้สื่อดิจิทัลของเราเปลี่ยนจากการใช้งานทั่วไปไปเป็นการเสพติด สัญญาณเตือนคือการเริ่มควบคุมตัวเองไม่ได้ หงุดหงิดง่ายเมื่อไม่ได้ออนไลน์ และละเลยความสัมพันธ์หรือหน้าที่ในชีวิตจริง
บริบทสังคมไทยเองก็มีส่วนเสริมมิติที่น่าสนใจในเรื่องนี้ เรื่อง “หน้าตา” หรือการได้รับการยอมรับจากสังคม ถือเป็นค่านิยมสำคัญในวัฒนธรรมไทยมาช้านาน การโหยหา “ไลค์” หรือสถานะบนโลกออนไลน์จึงอาจเป็นการตอกย้ำค่านิยมเดิมเรื่องการเปรียบเทียบทางสังคมและชื่อเสียง สถานการณ์เช่นนี้อาจสร้างวงจรที่การยอมรับในโลกจริงและโลกออนไลน์ผูกโยงกันอย่างแยกไม่ออก ยิ่งทำให้กลุ่มเปราะบางมีความเสี่ยงต่อพฤติกรรมออนไลน์แบบย้ำคิดย้ำทำมากขึ้นไปอีก
ผู้เชี่ยวชาญมองไปข้างหน้าและเตือนว่า หากไม่เร่งจัดการปัญหาการเสพติดโซเชียลมีเดียในกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ อาจทำให้ปัญหาซึมเศร้า วิตกกังวล และความขัดแย้งระหว่างบุคคลทวีความรุนแรงขึ้น ปัญหาติดเน็ตที่มักพ่วงมากับปัญหายาเสพติด การทำผิดกฎหมาย หรือผลการเรียนตกต่ำ ดังที่เคยเกิดขึ้นในต่างประเทศ ก็อาจกลายเป็นปัญหาในสังคมไทยได้เช่นกัน ในยุคที่สมาร์ตโฟนและแอปพลิเคชันกลายเป็นของใช้ในชีวิตประจำวันของทุกคน ดังนั้น ผู้กำหนดนโยบายและนักการศึกษาจึงควรให้ความสำคัญกับการสร้างความฉลาดรู้ทางดิจิทัล (digital literacy) ส่งเสริมนิสัยการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างสร้างสรรค์และปลอดภัย และสนับสนุนโครงการช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อรับมือกับปัญหาการใช้โซเชียลมีเดียแบบควบคุมไม่ได้
ข้อแนะนำที่ผู้อ่านชาวไทยนำไปปรับใช้ได้คือ การทำ “ดิจิทัลดีท็อกซ์” หรือพักจากการใช้สื่อดิจิทัลเป็นระยะ การใช้เครื่องมือในแอปช่วยติดตามเวลาการใช้งานหน้าจอ และการขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตหรือกลุ่มสนับสนุน หากรู้สึกว่าการใช้อุปกรณ์เริ่มควบคุมไม่ได้และส่งผลเสียต่อชีวิตประจำวันหรือความสัมพันธ์ สำหรับผู้ปกครองและครู ควรหมั่นสังเกตการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุตรหลานหรือนักเรียนที่อาจเชื่อมโยงกับการใช้ออนไลน์ เช่น การแยกตัว หงุดหงิดง่าย หรือผลการเรียนตกต่ำ และควรเปิดใจพูดคุย ให้กำลังใจ พร้อมแนะนำเรื่องนิสัยการใช้อินเทอร์เน็ตที่เหมาะสม
หัวใจสำคัญที่สุดคือการรู้เท่าทันและสร้างสมดุล โซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นเครื่องมือที่ทรงอิทธิพล ออกแบบมาเพื่อดึงดูดความสนใจของเรา ซึ่งบางครั้งก็อาจไปกระตุ้นจุดอ่อนที่ซ่อนอยู่ภายในจิตใจ การรู้ตัวว่าเมื่อใดการใช้งานออนไลน์ของเรากำลังเปลี่ยนจากการสื่อสารที่ดีไปสู่ความหมกมุ่นที่เป็นภัย จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง สำหรับคนไทยในสังคมที่เชื่อมต่อกันมากขึ้นทุกวัน การทำความเข้าใจผลกระทบทางจิตวิทยาที่ซ่อนอยู่ของชีวิตดิจิทัล จะช่วยให้แต่ละคน ครอบครัว และชุมชน สามารถใช้ประโยชน์และรับมือกับความเสี่ยงในยุคโซเชียลมีเดียได้อย่างปลอดภัย
แหล่งข้อมูล:
- Daily Mail - The phone habit that helps you instantly spot a narcissist, according to psychologist
- Journal of Research in Personality - Science Direct
- DataReportal: Digital 2024 Thailand
- Digital Marketing for Asia - Social Media 2024 Thailand
- The Nation Thailand - Social media addiction puts Gen Z at risk of mental health disorders
- Wikipedia - Narcissistic Personality Disorder