ข่าวใหญ่จากต่างแดนที่เพิ่งออกมาไม่นานนี้ ทำเอาหลายคนใจคอไม่ดีกันทั่วโลก รวมถึงบ้านเราด้วย เรื่องของยาแก้แพ้ที่หาซื้อง่ายตามร้านขายยาทั่วไป (OTC) ที่เราๆ ท่านๆ ใช้กันเป็นประจำ อาจกลายเป็นตัวการเพิ่มความเสี่ยงโรคสมองเสื่อมโดยไม่รู้ตัว บรรดาหมอผู้เชี่ยวชาญหลายท่านให้ข้อมูลเรื่องนี้ผ่าน รายงานชิ้นล่าสุดจากนิตยสาร Women’s Health พร้อมย้ำว่ามีงานวิจัยมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ชี้เป้าไปว่าการใช้ยาแก้แพ้บางตัว (ส่วนใหญ่เป็นยาที่ซื้อเองได้ ไม่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์) มันไปเกี่ยวโยงกับโอกาสที่สมองจะเสื่อมถอยลงในวันข้างหน้า

ยาแก้แพ้เนี่ย ทั้งที่อยู่ในยาแก้แพ้โดยตรง หรือผสมในยาแก้หวัดหลายๆ ตัว ถือเป็นยาคู่บ้านคู่เรือนของคนไทยจำนวนไม่น้อยเลย ยิ่งช่วงที่ปัญหาภูมิแพ้กับเรื่องทางเดินหายใจจากฝุ่นควันพิษมันหนักหนาสาหัสขึ้นในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ๆ ด้วยแล้ว คำเตือนนี้เลยกระทบเต็มๆ กับชีวิตประจำวันของคนไทยเป็นล้านๆ ที่ชอบซื้อยามากินเอง ไม่ค่อยได้ปรึกษาเภสัชกรหรือหมอเท่าไหร่

งานวิจัยหลายชิ้นพุ่งเป้าไปที่ยาแก้แพ้กลุ่มที่เรียกว่า “รุ่นแรก” อย่าง ไดเฟนไฮดรามีน (diphenhydramine) เพราะมันมีคุณสมบัติต้านสารสื่อประสาทตัวสำคัญที่ชื่อ อะเซทิลโคลีน (anticholinergic properties) ซึ่งไปกวนการทำงานของสารสื่อประสาทในสมอง ข้อมูลจากนักประสาทวิทยาในสหรัฐฯ ที่อ้างในนิตยสาร Women’s Health ระบุว่า การใช้ยาพวกนี้นานๆ หรือใช้เยอะๆ โดยเฉพาะในหมู่ผู้สูงวัย ดูจะเกี่ยวพันกับการเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคสมองเสื่อม ผลวิจัยนี้ก็ไปในทิศทางเดียวกับงานวิชาการอีกเพียบ รวมถึงงานทบทวนวรรณกรรมชิ้นใหญ่จากวารสารดังอย่าง JAMA Internal Medicine ที่เจอว่าการใช้ยาที่มีฤทธิ์ต้านอะเซทิลโคลีนแบบสะสมไปเรื่อยๆ เนี่ย เพิ่มความเสี่ยงโรคสมองเสื่อมได้เกือบ 50% ในคนบางกลุ่มเลยทีเดียว

ยาที่มีฤทธิ์ต้านอะเซทิลโคลีนมันจะไปขัดขวางการทำงานของเจ้าสารสื่อประสาทอะเซทิลโคลีน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้และความจำเลยนะ ผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงสมาชิกเครือข่ายวิจัยโรคสมองเสื่อมระดับโลก ต่างออกมาเตือนว่า พอตัวยาเข้าไปกวนการส่งสัญญาณของอะเซทิลโคลีนนานๆ เข้า โดยเฉพาะในคนที่ร่างกายอ่อนแอหรือมีแนวโน้มจะเป็นโรคสมองเสื่อมอยู่แล้ว ผลกระทบที่สะสมไว้มันอาจจะแรงน่าดู “การไปบล็อกตัวรับอะเซทิลโคลีนเรื่อยๆ แบบนี้ อาจไปเร่งให้เซลล์ประสาทมันเสื่อมสภาพเร็วขึ้น” จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุจากมหาวิทยาลัยการแพทย์ชั้นนำแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ ว่าไว้อย่างนั้น ตามที่รายงานในเอกสารวิชาการล่าสุด (Harvard Health)

ในขณะที่ทางฝั่งอเมริกาและยุโรปเริ่มตื่นตัวกับความเสี่ยงนี้กันมากแล้ว หน่วยงานด้านการแพทย์ของบ้านเราก็เริ่มมีคำแนะนำออกมาในทำนองเดียวกัน ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และคณาจารย์จากคณะเภสัชศาสตร์ชั้นนำในกรุงเทพฯ ต่างก็เน้นย้ำว่า ถึงแม้พวกยาแก้แพ้รุ่นใหม่ๆ (อย่างลอราทาดีน หรือเซทิริซีน) โดยทั่วไปจะปลอดภัยกว่า เพราะมันซึมเข้าสมองได้น้อยกว่า แต่ยาแก้แพ้รุ่นเก่ายังฮิตอยู่ไม่น้อย เพราะกินแล้วง่วง (บางคนชอบ) แถมราคาก็ถูกกว่าด้วย ยาเก่าๆ พวกนี้แหละที่เจอได้ตามยาสามัญประจำบ้านที่ขายตามร้านขายยา ตลาดนัด หรือแม้แต่ร้านสะดวกซื้อทั่วไป ซึ่งหลายทีก็ไม่มีคำแนะนำดีๆ ให้คนซื้อเลย

เมื่อก่อนนี้ ทั้งในไทยและต่างประเทศ ผู้คนมักจะพึ่งยาที่หาซื้อเองได้ง่ายๆ เวลาเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ เพราะคิดว่ามันไม่เป็นพิษเป็นภัยอะไร คณาจารย์ด้านเภสัชวิทยาจากสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำแห่งหนึ่ง ชี้ว่าคนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยรู้ตัวถึงผลข้างเคียงของยาที่ดูเผินๆ ว่าไม่อันตรายพวกนี้ ที่มันกระทบกับระบบความคิดและความจำได้เลย มีเสียงบอกเล่าจากผู้ดูแลในบ้านพักคนชราหลายแห่งในกรุงเทพฯ ว่าเจอปัญหาคนแก่ความจำเสื่อม สับสนมากขึ้น หลังจากกินยาแก้แพ้รุ่นเก่าๆ เป็นประจำ ซึ่งก็เป็นรูปแบบเดียวกับที่อธิบายไว้ใน วารสารการแพทย์ระดับภูมิภาค นั่นแหละ

ยิ่งประเทศไทยกำลังมีผู้สูงวัยเพิ่มขึ้นเร็วมาก คาดกันว่าภายในปี 2583 สัดส่วนคนไทยอายุเกิน 60 ปีจะพุ่งขึ้นเป็นเท่าตัว ผลกระทบจากเรื่องนี้เลยไม่ใช่เล่นๆ ปัจจุบัน โรคสมองเสื่อมก็เป็นภาระหนักอึ้งของครอบครัวนับพันนับหมื่นและระบบสาธารณสุขบ้านเราอยู่แล้ว ข้อมูลล่าสุดจาก กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ก็ชี้ชัดว่าโรคอัลไซเมอร์และภาวะสมองเสื่อมอื่นๆ เนี่ย ติดท็อปเท็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยเลยนะ

บรรดาหมอๆ แนะนำให้ผู้สูงอายุไทยและคนดูแลทั้งหลาย ลองใส่ใจดูส่วนผสมของยาที่ซื้อกินเองให้ดีๆ และถ้าเป็นไปได้ ให้ปรึกษาหาทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า “ยาแก้แพ้รุ่นใหม่ๆ เป็นตัวเลือกที่ดีกว่าเยอะ โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุ” เภสัชกรอาวุโสจากโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่แห่งหนึ่งให้ความเห็น ซึ่งก็ตรงกับคำแนะนำของสมาคมโรคอัลไซเมอร์นานาชาติเลย ส่วนใครที่จำเป็นต้องใช้ยานอนหลับจริงๆ ลองวิธีที่ไม่ต้องพึ่งยา อย่างการจัดตารางนอนให้เป็นเวลาเป๊ะๆ การทำสมาธิ หรือจิบชาสมุนไพรอุ่นๆ อย่างชาคาโมมายล์ ก็อาจเป็นทางออกที่เสี่ยงน้อยกว่าสำหรับคนสูงวัย

ด้วยวัฒนธรรมไทยเราที่ให้ความเคารพนับถือผู้สูงอายุ และเน้นการดูแลกันในครอบครัวเป็นหลัก งานวิจัยชิ้นนี้จึงเหมือนเป็นเสียงกระซิบเตือนดังๆ ให้เราต้องใส่ใจระวังกันมากขึ้น ทั้งชุมชน เภสัชกร และหมอที่ดูแลเบื้องต้น ต้องช่วยกันให้ความรู้กับคนไข้และญาติๆ ถึงภัยเงียบที่อาจซ่อนอยู่ในตู้ยา โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุที่มีอาการแพ้ เป็นหวัด หรือนอนไม่หลับ ทาง กระทรวงสาธารณสุข ก็ได้เริ่มเผยแพร่แนวทางปฏิบัติฉบับปรับปรุงใหม่ผ่านโรงพยาบาลในต่างจังหวัดและเครือข่ายบริการสุขภาพเบื้องต้นแล้ว เพื่อหนุนให้คนเปลี่ยนไปใช้ยาที่ปลอดภัยกว่า และให้ผู้บริโภคตื่นตัวรู้เท่าทันมากขึ้น

มองไปข้างหน้า งานวิจัยที่จะทำกันต่อไปมีความสำคัญมากๆ ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังพยายามหาจุดสมดุลระหว่างความสะดวกสบาย ค่าใช้จ่าย และความปลอดภัยในการควบคุมดูแลเรื่องยา นวัตกรรมใหม่ๆ อย่างเวชระเบียนดิจิทัลและระบบแจ้งเตือนในร้านขายยา อาจเข้ามาช่วยเตือนให้ผู้บริโภครู้ถึงยาที่อาจตีกัน หรือผลข้างเคียงระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะช่วยลดภาระโรคสมองเสื่อมของประเทศเรานั่นเอง

สำหรับคุณผู้อ่านและครอบครัวชาวไทยทุกท่าน สิ่งที่เราทำได้ง่ายๆ เลยก็คือ อ่านฉลากยาทุกครั้งก่อนใช้ ปรึกษาเภสัชกรให้ช่วยแนะนำยาที่เหมาะกับเรา และลองมองหาทางเลือกอื่นๆ เช่น การปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิต หรือใช้สมุนไพรตามความเหมาะสม ส่วนบุคลากรทางการแพทย์เองก็ควรหมั่นอัปเดตความรู้เรื่องสุขภาพสมองจากงานวิจัยใหม่ๆ ทั่วโลกอยู่เสมอ การให้ข้อมูลคนไข้และการทบทวนการใช้ยาเป็นประจำ จะช่วยให้มั่นใจได้ว่า “ยาที่เรากินอยู่ทุกวัน” มันจะช่วยส่งเสริมสุขภาพที่ดีให้เราได้จริงๆ ตลอดชีวิต