มีเรื่องน่าสนใจใหม่ๆ เกิดขึ้นอีกแล้ว เมื่อมีงานวิจัยล่าสุดจากอิหร่านชี้ว่า ภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลอาจ “ติดต่อกันได้” ระหว่างคู่รัก ไม่ใช่แค่เพราะผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกันเท่านั้น แต่ยังอาจผ่านการแลกเปลี่ยนแบคทีเรียในช่องปากระหว่างกิจกรรมใกล้ชิด เช่น การจูบ งานวิจัยชิ้นนี้ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Exploratory Research and Hypothesis in Medicine และถูกนำเสนออย่างแพร่หลายโดย StudyFinds กำลังเสนอมุมมองทางชีววิทยาใหม่ที่อาจไขปริศนาว่าทำไมคู่รักมักจะมีอารมณ์และสุขภาพจิตคล้ายๆ กัน (studyfinds.org)

แล้วเรื่องนี้มันเกี่ยวกับคนไทยยังไง? ในบ้านเรา ปัญหาสุขภาพจิตกำลังเป็นเรื่องใหญ่ที่มองข้ามไม่ได้ อัตราคนเป็นโรคซึมเศร้าพุ่งสูงขึ้นในทุกช่วงวัย ตั้งแต่ก่อนโควิด-19 จะระบาดเสียอีก (WHO Thailand) การทำความเข้าใจว่าปัจจัยแวดล้อมและความสัมพันธ์ส่งผลต่อสุขภาวะของเราอย่างไรจึงสำคัญมาก โดยเฉพาะในสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับครอบครัวและความผูกพันใกล้ชิด ถ้าสุขภาพจิตดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเราคนเดียว แต่ยังโยงใยไปถึงคู่ของเราด้วย นั่นอาจหมายถึงเราต้องการแนวทางการบำบัดหรือช่วยเหลือแบบใหม่ๆ

งานวิจัยที่ว่านี้ติดตามคู่แต่งงานใหม่ 1,740 คู่ในกรุงเตหะราน โดยเลือกคู่ที่ฝ่ายหนึ่งมีภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล และนอนไม่หลับ มาเทียบกับคู่ที่ทั้งสองคนสุขภาพจิตดี พอผ่านไปหกเดือน ทีมวิจัยพบว่าคู่สมรสที่เคยสุขภาพจิตดีเริ่มมีอาการซึมเศร้าและวิตกกังวลมากขึ้น คล้ายๆ กับคู่ของตัวเองที่มีอาการอยู่แล้ว ที่น่าสนใจมากคือการเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์ในช่องปาก หรือไมโครไบโอมในปาก พวกเขาพบว่าแบคทีเรียกลุ่มหลักๆ อย่าง Clostridia, Veillonella, Bacillus และ Lachnospiraceae มีจำนวนเพิ่มขึ้นในคู่สมรสที่เคยสุขภาพจิตดี และเริ่มมีลักษณะคล้ายกับกลุ่มแบคทีเรียที่เจอในคู่ที่มีอาการป่วย ต้องบอกว่า แบคทีเรียพวกนี้เคยมีงานวิจัยก่อนหน้านี้ชี้ว่าเกี่ยวโยงกับปัญหาทางอารมณ์มาแล้ว (Frontiers in Psychiatry)

ผลวิจัยนี้ไม่ได้บอกแค่ว่าเป็นการเลียนแบบพฤติกรรมกันเฉยๆ เพราะเมื่อใช้เทคนิควิเคราะห์ดีเอ็นเอและวัดระดับฮอร์โมนความเครียด (คอร์ติซอล) ก็พบว่าคู่รักไม่ได้แค่แลกเปลี่ยนแบคทีเรียกันเท่านั้น แต่ระบบตอบสนองต่อความเครียดในร่างกายของพวกเขาก็เปลี่ยนไปด้วย โดยคู่สมรสที่เคยสุขภาพจิตดีกลับมีระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดตลอดการศึกษา ซึ่งชี้ว่าความเครียดทางใจของพวกเขากำลังเพิ่มขึ้น

หัวหน้าทีมวิจัยระบุในรายงานว่า “เราสงสัยมานานแล้วว่าสุขภาพจิตของคนรักกันมันโยงใยถึงกัน แต่การศึกษานี้ให้คำอธิบายทางชีววิทยาสำหรับสิ่งที่เราสังเกตเห็น” และเสริมว่า “กลไกเชื่อมโยงระหว่างจุลินทรีย์ในปากกับสมอง (oral microbiota-brain axis) ดูจะเป็นช่องทางใหม่ที่ปัญหาทางอารมณ์อาจ ‘ส่งต่อ’ ถึงกันได้”

ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ งานวิจัยยังพบด้วยว่าฝ่ายหญิงดูจะอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งเรื่องจุลินทรีย์และสภาพจิตใจมากกว่าฝ่ายชาย พอผ่านไปหกเดือน คู่สมรสฝ่ายหญิงมีคะแนนซึมเศร้าและวิตกกังวลเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่า แถมการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มแบคทีเรียในปากก็ชัดเจนกว่าฝ่ายชายด้วย

สำหรับคู่รักคนไทย ที่การกินข้าวหม้อเดียวกัน แบ่งปันอาหารกัน หรือทำกิจกรรมใกล้ชิดกันเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ผลวิจัยนี้ยิ่งน่าสนใจเข้าไปใหญ่ วัฒนธรรมที่เน้นความรักความผูกพันในครอบครัวของไทยเรา ยิ่งตอกย้ำให้เห็นพลังของความเชื่อมโยงทางอารมณ์อันละเอียดอ่อนภายในบ้าน ซึ่งตอนนี้อาจจะมองผ่านมุมมองทางชีววิทยาได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นนี้ก็มีข้อจำกัดที่ต้องคำนึงถึง ถึงแม้จะเป็นการศึกษาที่ค่อนข้างใหญ่ แต่ก็ยังฟันธงไม่ได้ว่าแบคทีเรียเป็นต้นเหตุโดยตรงที่ทำให้ซึมเศร้า ‘ติดต่อ’ กันได้ แค่ชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ที่ชัดเจนเท่านั้น ปัจจัยอื่นๆ อย่างกิจวัตรประจำวันที่คล้ายกัน อาหารการกิน เหตุการณ์สำคัญในชีวิต หรือแม้แต่ความเครียดจากการเริ่มต้นชีวิตคู่ ก็อาจมีส่วนด้วยเหมือนกัน ที่สำคัญคือ กลุ่มตัวอย่างเป็นคู่รักที่พูดภาษาเปอร์เซียทั้งหมด ดังนั้น ความแตกต่างทางวัฒนธรรมและพันธุกรรมอาจทำให้ผลวิจัยนี้เอามาใช้กับคนไทยโดยตรงไม่ได้ แต่ก็มีงานวิจัยระดับโลกหลายชิ้นก่อนหน้านี้ที่ชี้ว่าไมโครไบโอม หรือระบบนิเวศของจุลินทรีย์ในร่างกายเราเนี่ย มีผลต่ออารมณ์และการรับรู้ทั้งในสัตว์และคน (Nature Reviews Microbiology)

ผลพวงจากงานวิจัยนี้นับว่ากว้างไกล ถ้ามีงานวิจัยอื่นมายืนยันเพิ่มเติม ข้อค้นพบนี้อาจเปลี่ยนแนวทางการบำบัดคู่รักสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตทั้งในไทยและทั่วโลกเลยทีเดียว การทำครอบครัวบำบัดและคู่รักบำบัดอาจจะต้องรวมเรื่องการดูแลสุขภาพของจุลินทรีย์เข้าไปด้วย หรืออาจถึงขั้นแนะนำให้ใช้โปรไบโอติก (จุลินทรีย์ดี) เป็นตัวช่วยเสริมในการรักษาซึมเศร้าและวิตกกังวล ถึงแม้ตอนนี้จะยังให้คำแนะนำทางการแพทย์เป๊ะๆ ไม่ได้ แต่งานวิจัยนี้ก็ได้เปิดประตูสู่แนวทางใหม่ๆ ในการดูแลสุขภาพจิต ที่ไม่ได้มองแค่เรื่องใจ แต่ยังรวมถึงสุขภาพปากเข้าไปด้วย

สำหรับคนทำงานด้านสุขภาพจิตในบ้านเรา ข้อความสำคัญจากงานวิจัยนี้ค่อนข้างชัดเจน นั่นคือ สุขภาพจิตที่ดีของคู่รักเป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันดูแล และความใกล้ชิดทางกายรวมถึงกิจวัตรประจำวันต่างๆ อาจมีผลต่อสุขภาพจิตมากกว่าที่เราเคยคิด แม้ว่าทางกระทรวงสาธารณสุขจะเคยพูดถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพจิตแบบองค์รวมโดยมีครอบครัวเป็นศูนย์กลางในแผนยุทธศาสตร์สุขภาพจิตมาแล้ว (กรมสุขภาพจิต) แต่แนวทางที่เน้นเรื่องจุลินทรีย์ในช่องปากนี่ยังถือว่าใหม่มาก

งานวิจัยนี้ยังอาจให้คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์กับความเชื่อดั้งเดิมของไทยบางอย่าง เกี่ยวกับการ ‘ส่งต่อ’ อารมณ์และสุขภาพผ่านการใช้ชีวิตร่วมกัน ภูมิปัญญาชาวบ้านมักจะเตือนเรื่องการ ‘รับเอา’ โชคร้ายหรือความทุกข์ของคนอื่นมาใส่ตัวผ่านการอยู่ใกล้ชิดกัน ซึ่งในเคสนี้ วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ก็เสนอมุมมองเรื่องจุลินทรีย์เข้ามาเกี่ยวข้อง

ในอนาคต คงต้องมีงานวิจัยเพิ่มเติมเพื่อยืนยันว่าการใช้โปรไบโอติกหรือการดูแลสุขภาพช่องปากแบบอื่นๆ จะช่วยป้องกันการส่งต่อแบคทีเรียที่เกี่ยวกับโรคซึมเศร้าพวกนี้ได้จริงหรือเปล่า สำหรับในไทยเรา นักวิจัยอาจจะสนใจศึกษาเรื่องคล้ายๆ กันนี้ โดยดูบริบทเฉพาะของคู่รักและครอบครัวไทย ทั้งเรื่องอาหารการกิน กิจกรรมที่ทำด้วยกัน หรือแม้แต่ความเชื่อดั้งเดิมเรื่องสุขภาพและการส่งต่ออารมณ์

แล้วระหว่างนี้ คนไทยเราทำอะไรได้บ้าง? ผลวิจัยนี้ไม่ควรทำให้เรากังวลจนต้องเลี่ยงความใกล้ชิดกับคนรักนะ แต่ควรเป็นเครื่องเตือนใจให้ดูแลสุขภาพช่องปากให้ดี คอยเป็นกำลังใจให้กันและกัน และใส่ใจปัญหาทางใจที่อาจเกิดขึ้นในความสัมพันธ์อย่างจริงจัง หากใครคนใดคนหนึ่งในคู่กำลังเจอปัญหา การไปตรวจสุขภาพจิตและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้วยกันอาจเป็นประโยชน์ ซึ่งอาจช่วยป้องกัน ‘การส่งต่อ’ ปัญหาทางใจได้

สำหรับคู่รักและครอบครัว งานวิจัยนี้ตอกย้ำความสำคัญของการดูแลกันและกันทั้งกายและใจ และสำหรับคนกำหนดนโยบายกับบุคลากรสาธารณสุข นี่คือจุดเริ่มต้นของแนวทางใหม่ๆ ในการดูแลสุขภาพจิตที่ให้ความสำคัญกับคู่รักเป็นศูนย์กลาง ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเจอปัญหาท้าทายด้านสุขภาพจิตที่หนักหน่วงขึ้น โดยเฉพาะหลังยุคโควิด-19 แนวคิดที่สร้างสรรค์และมองแบบองค์รวมอย่างนี้ย่อมมีค่ามาก

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม: