งานวิจัยหลายชิ้นที่ออกมาในช่วงนี้ ช่วยให้เราเข้าใจปัจจัยเสี่ยงที่แท้จริงของมะเร็งต่อมลูกหมากได้ชัดเจนขึ้น ข้อมูลเหล่านี้ไม่เพียงสร้างความโล่งใจ แต่ยังให้แนวทางที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ชายหลายล้านคนทั้งในไทยและทั่วโลก การที่บุคคลมีชื่อเสียงได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ รวมถึงความเชื่อผิดๆ ที่ยังคงมีอยู่ เป็นส่วนหนึ่งที่กระตุ้นให้มีการศึกษาค้นคว้าอย่างจริงจัง ผลการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ จึงช่วยให้เราแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากความเชื่อที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับมะเร็งชนิดนี้ได้ดีขึ้น แม้มะเร็งต่อมลูกหมากจะเป็นมะเร็งที่พบบ่อย แต่ก็ยังเป็นโรคที่คนส่วนใหญ่ยังมีความเข้าใจไม่ถูกต้องนัก
มะเร็งต่อมลูกหมากนับเป็นมะเร็งที่พบบ่อยอันดับต้นๆ ในกลุ่มผู้ชายทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยด้วยเช่นกัน สำหรับประเทศไทย การเพิ่มขึ้นของประชากรผู้สูงอายุและการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ทำให้ปัญหาสุขภาพของผู้ชายได้รับความสนใจมากขึ้น การพูดถึงมะเร็งต่อมลูกหมากมักจะถูกจุดประกายจากข่าวคราวของบุคคลมีชื่อเสียงที่ป่วยด้วยโรคนี้ อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงที่แท้จริงนั้นสำคัญอย่างยิ่งต่อการตรวจพบโรคตั้งแต่เนิ่นๆ และการป้องกัน จากการทบทวนงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ขนาดใหญ่ล่าสุด (PubMed Review; PMC Article) พบว่าปัจจัยเสี่ยงดั้งเดิม เช่น อายุที่มากขึ้น เชื้อชาติ และประวัติคนในครอบครัวที่เคยป่วย ยังคงเป็นปัจจัยหลัก นอกจากนี้ ข้อมูลเชิงลึกใหม่ๆ ด้านพันธุกรรมและปัจจัยด้านวิถีชีวิตก็กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการประเมินความเสี่ยงเฉพาะบุคคลมากขึ้น
การศึกษาขนาดใหญ่ชิ้นล่าสุดจากศูนย์มะเร็งนอร์ริส สังกัดมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย ได้ค้นพบตัวบ่งชี้ทางพันธุกรรมใหม่อีก 86 ตัว ที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก (USC News) การค้นพบนี้ช่วยให้เราเข้าใจอิทธิพลของพันธุกรรมต่อโรคนี้ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นอย่างมาก อายุยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะหลังอายุ 50 ปี ซึ่งอัตราการเกิดโรคจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ดี ประวัติคนในครอบครัวและการกลายพันธุ์ของยีนบางชนิดก็เพิ่มความเสี่ยงได้อย่างชัดเจนเช่นกัน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีเชื้อสายแอฟริกัน หรือผู้ที่มีญาติใกล้ชิดเคยป่วยเป็นโรคนี้ นักวิจัยหัวหน้าทีมจากศูนย์มะเร็งนอร์ริสฯ ท่านหนึ่ง ชี้ว่า “งานวิจัยของเราถือเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การประเมินความเสี่ยงเฉพาะบุคคลได้แม่นยำขึ้น” พร้อมกันนี้ ยังได้เน้นย้ำถึงประโยชน์ของการตรวจทางพันธุกรรมสำหรับครอบครัวที่มีประวัติการป่วยด้วยมะเร็งต่อมลูกหมากอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ดี ปัจจัยด้านวิถีชีวิตที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ เช่น อาหาร การออกกำลังกาย และการสัมผัสสารพิษจากสิ่งแวดล้อม เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น แต่หลักฐานที่ชัดเจนและหนักแน่นพอที่จะยืนยันผลโดยตรงต่อความเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมากนั้นยังคงมีไม่มากนัก บททบทวนงานวิจัยในวารสารการแพทย์ “Cancers” (PMC Article) พบว่า นอกจากปัจจัยที่ทราบกันดีอยู่แล้วอย่างอายุ เชื้อชาติ และพันธุกรรม ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่ปรับเปลี่ยนได้ซึ่งมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์หนักแน่นมายืนยันนั้นมีน้อยมาก งานวิจัยบางชิ้นชี้ว่าการบริโภคเนื้อแดง อาหารแปรรูป หรือผลิตภัณฑ์นมในปริมาณมาก อาจสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่สูงขึ้น ในขณะที่อาหารจากพืชอาจมีส่วนช่วยป้องกันได้บ้างเล็กน้อย แต่ผลการศึกษาเหล่านี้ยังไม่สามารถสรุปได้อย่างชัดเจนหรือเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง
สำหรับคุณผู้ชายชาวไทย ข้อมูลเหล่านี้อาจช่วยให้คลายกังวลเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างที่เคยเข้าใจว่าเพิ่มความเสี่ยงลงได้บ้าง สิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากกว่าคือความเสี่ยงทางพันธุกรรมในครอบครัว และการเข้ารับการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอเมื่ออายุมากขึ้น เมื่อเทียบกับสถิติของประเทศตะวันตก แม้อัตราการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากโดยรวมในไทยจะยังต่ำกว่าในยุโรปหรืออเมริกาเหนือ แต่ก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง (GLOBOCAN 2020) การรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ ซึ่งมักนำโดยบุคลากรสาธารณสุขและกลุ่มผู้ขับเคลื่อนงานด้านมะเร็งในประเทศ จึงเน้นย้ำความสำคัญของการตรวจวัดระดับสารบ่งชี้มะเร็งต่อมลูกหมาก (PSA) มากขึ้น โดยแนะนำให้ผู้ชายวัยประมาณ 50 ปีขึ้นไป หรืออาจเร็วกว่านั้นหากมีประวัติคนในครอบครัวเคยป่วยด้วยโรคนี้ เข้ารับการตรวจ
ความก้าวหน้าล่าสุดยังจุดประกายความหวังสำหรับการตรวจหาโรคและการจำแนกกลุ่มความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา (American Cancer Society) ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องมือวินิจฉัยใหม่ๆ (American Cancer Society) หนึ่งในนั้นคือ My Prostate Score 2.0 (MPS2) ซึ่งเป็นการตรวจปัสสาวะเพื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของยีน 18 ชนิด ที่เชื่อมโยงกับมะเร็งชนิดที่มีความรุนแรงกว่า การตรวจประเภทนี้ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีการสอดใส่เครื่องมือเข้าร่างกาย (non-invasive) ช่วยให้แพทย์สามารถคัดแยกผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้น บางรายอาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาทันที ในขณะที่บางรายสามารถใช้วิธี ‘เฝ้าระวังเชิงรุก’ (watchful waiting) ได้อย่างปลอดภัย ซึ่งช่วยลดการรักษาที่ไม่จำเป็นและบรรเทาความวิตกกังวลของผู้ป่วยลงได้
ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการประเมินความเสี่ยงเป็นรายบุคคล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยา สังกัดโรงพยาบาลชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ให้ทัศนะว่า “คุณผู้ชายชาวไทยควรให้ความสำคัญกับการตรวจสุขภาพเป็นประจำ โดยเฉพาะเมื่ออายุเข้าสู่ช่วง 50 ปีขึ้นไป ส่วนผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเคยป่วยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากอย่างชัดเจน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจคัดกรองเร็วขึ้นและถี่ขึ้น แม้ว่าวิถีชีวิตจะมีบทบาทต่อสุขภาพโดยรวม แต่ในปัจจุบัน ปัจจัยเสี่ยงที่น่าเชื่อถือที่สุดยังคงเป็นเรื่องพันธุกรรมและปัจจัยด้านประชากรศาสตร์”
ในมิติทางวัฒนธรรมของสังคมไทย การเปิดใจพูดคุยเรื่องสุขภาพของผู้ชายยังคงเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก ซึ่งมักส่งผลให้การตรวจพบโรคเกิดขึ้นในระยะที่ลุกลามไปแล้ว ความเชื่อดั้งเดิมเกี่ยวกับความเป็นชายและความอดทนอดกลั้นยังคงมีอิทธิพลต่อทัศนคติในการเข้ารับการตรวจสุขภาพ อย่างไรก็ตาม ความพยายามในการสร้างความตระหนักรู้เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยมีการเชิญบุคคลที่เป็นที่ยอมรับในสังคมและผู้มีชื่อเสียงมาร่วมรณรงค์ สนับสนุนให้ผู้ชายเข้ารับการตรวจคัดกรองตั้งแต่เนิ่นๆ และช่วยลดอคติหรือความรู้สึกไม่ดีต่อการพูดคุยเรื่องมะเร็งต่อมลูกหมาก รวมถึงมะเร็งอื่นๆ ในระบบทางเดินปัสสาวะ
ผู้เชี่ยวชาญทั้งในระดับสากลและในประเทศคาดการณ์ว่าจะเกิดความก้าวหน้าครั้งสำคัญจากการวิจัยด้านพันธุกรรมที่กำลังดำเนินการอยู่ เมื่อการแพทย์เฉพาะบุคคล (personalized medicine) สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น การตรวจข้อมูลทางพันธุกรรมจะช่วยให้ผู้ที่มีความเสี่ยงสามารถตัดสินใจเรื่องสุขภาพของตนเองได้อย่างมีข้อมูลครบถ้วนยิ่งขึ้น สำหรับในปัจจุบัน คำแนะนำสำหรับคุณผู้ชายชาวไทยคือการเน้นป้องกันโรคตามหลักฐานเชิงประจักษ์ ได้แก่ การตรวจสุขภาพเป็นประจำ การรับทราบประวัติการเจ็บป่วยของคนในครอบครัว และการรับประทานอาหารที่สมดุล อุดมไปด้วยผักและผลไม้
สำหรับผู้ที่ต้องการลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก มีขั้นตอนที่สามารถทำได้ดังนี้ คือปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับอายุที่เหมาะสมในการเริ่มตรวจคัดกรอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีประวัติคนในครอบครัวเคยป่วยด้วยโรคนี้อย่างชัดเจน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและการออกกำลังกายให้ดีขึ้น และหมั่นสังเกตอาการผิดปกติเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะหรือความเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ที่สำคัญที่สุดคือ ควรหลีกเลี่ยงการหลงเชื่อข่าวลือและศึกษาข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถืออยู่เสมอ เนื่องจากงานวิจัยใหม่ๆ ยังคงให้ข้อมูลที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าปัจจัยเสี่ยงใดบ้างที่มีความสำคัญอย่างแท้จริง
ข้อมูลในรายงานชิ้นนี้รวบรวมและอ้างอิงจากบทความต้นฉบับของ Science Focus (sciencefocus.com), บททบทวนงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดใน PubMed (PubMed Review), ผลการศึกษาที่เผยแพร่โดยสมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา (cancer.org), งานวิจัยขนาดใหญ่ด้านความเสี่ยงทางพันธุกรรมจากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย (hscnews.usc.edu) และข้อมูลสถิติทั่วไปจาก GLOBOCAN (gco.iarc.fr)