พอหันกลับไปมองหลักสูตรต้านทุจริตที่กำลังอบรมและใช้กันอยู่ในร.ร.ของสพฐ. เหมือนมีเมฆหมอกหนาๆกั้นอยู่ จึงไม่แน่ใจว่า โตไปจะไม่โกง เพราะเท่าที่เสพข่าวก็มีแต่โกงกันให้เด็กเห็นทั้งสิ้น

ต้านทุจริต..จากรากหญ้าสู่ระดับชาติ

          หลายคนก็คงเหมือนผม มัวแต่ไปให้ความสนใจกีฬาหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอล วอลเลย์บอล แบดมินตัน และเซปัคตะกร้อ ติดตามกันมาหลายวันแล้ว

          ทั้งกีฬาในประเทศและกีฬาจากต่างประเทศ บางคืนก็ดูสด บางวันก็ดูยูทูป จนขอบตาช้ำไปหมด แต่ก็รู้สึกดีที่ทีมนักกีฬาไทยส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จ

          ส่วนทีมฟุตบอลต่างประเทศในดวงใจของใครต่อใคร หากยังไม่ได้แชมป์ ก็ต้องรอปีหน้าฟ้าใหม่

          เชื่อเถอะ..ไม่มีใคร กลุ่มใด หรือทีมใด ที่ล้มเหลวตลอด ขอเพียงอย่าทิ้งอุดมการณ์ก็พอ

          นอกจากกีฬา ก็ยังมีเสียงเพลงลูกทุ่ง ที่ฟังได้อย่างเพลิดเพลินไพเราะเสนาะหูจาก..น้องต้นข้าว..สุปรียา ที่ต้องติดตามและให้กำลังใจกันไปยาวๆ จนกว่าจะผ่านแชมป์ ๕๐ สมัย หรือทะลุ ๑ ล้านบาท

          นอกจากนั้นก็ยังมีเรื่องราวของศาสนา ที่สื่อมวลชนขยายความอย่างละเอียด  ทั้งบีบทั้งทุบจนสุกงอม ทำให้จำเลยของสังคมเละเทะไปหมด ผมติดตามไปพักนึง ก็รู้สึกเวียนหัว หน้ามืด ตาลาย

          คิดในใจว่า..ทำไมหนอ? ท่านเจ้าคุณถึงสร้างวีรกรรมสุดเด็ดเผ็ดมันได้มากมายถึงเพียงนั้น

          ผมหันมาสนใจ”การเมือง”บ้าง เริ่มจากเรื่องป่วยทิพย์บนชั้น ๑๔ งานนี้มีคนหนาวๆร้อนๆ และคดีนี้ผมคิดว่า อาจจะลากกันยาว ไปจนถึงขั้นมีคนติดคุกจริงๆกันบ้าง  

          แต่ผมว่าการเมือง ณ เวลานี้  ที่น่าสนใจและชวนติดตาม ก็คือ การทุจริตในการเลือก สว. (ฮั้ว)              ในฐานะที่เป็นประชาชนคนธรรมดา ซึ่งเคยปฏิบัติหน้าที่เป็นกรรมการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น เป็นวิทยากรและผู้ทรงคุณวุฒิในการเลือกตั้ง สส. และเลือก สว. ผมมองว่าเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก

          เพราะ สว.หรือสมาชิกวุฒิสภา เป็นบุคคลผู้ทรงเกียรติ ทำหน้าที่สำคัญหลายอย่างในรัฐสภา

          การได้มาซึ่งตำแหน่ง ต้องสง่างาม แต่เท่าที่ผมศึกษาและสังเกตบรรยากาศในการเลือกสว.ที่ผ่านมา ดูมันแปลกๆ มีช่องโหว่มากมายส่อให้เกิดการทุจริต เพราะประชาชนมีส่วนร่วมน้อยเหลือเกิน

          อย่างไรก็ตาม กระแสข่าว สว.ทุจริต ยังอยู่ในขั้นตอนการยื่นเรื่อง แล้วสาดโคลนหรือแฉกันไปมา ด้วยประจักษ์พยานและกระบวนการที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน ยิ่งกว่าละครดราม่า

          ถ้าไม่จริงก็จะกลายเป็นเรื่องให้ร้ายทางการเมือง แต่ถ้าทุจริตจริง การเมืองไทยจะดูไม่จืดแน่

          พอหันกลับไปมองหลักสูตรต้านทุจริตที่กำลังอบรมและใช้กันอยู่ในร.ร.ของสพฐ. เหมือนมีเมฆหมอกหนาๆกั้นอยู่ จึงไม่แน่ใจว่า โตไปจะไม่โกง เพราะเท่าที่เสพข่าวก็มีแต่โกงกันให้เด็กเห็นทั้งสิ้น

          ผมไม่แนะนำให้เลิกหลักสูตรนี้ แต่ไม่อยากเห็นแค่งานกระดาษ ที่มีแต่แผนฯและรายงานฯ ควรจะเน้นให้น้อยลง หันมาสร้างคลิ๊ปสร้างละคร สร้างกิจกรรมที่เป็นบทบาทสมมุติให้เด็กดูบ้าง

          ที่ผ่านมา สพฐ.พานักเรียนและครูจัดทำหนังสือเล่มเล็กแล้ว ต่อไปก็น่าจะมีการเขียนเรียงความ เขียนบันทึก เล่าเรื่อง หรือเรื่องสั้นๆ ที่เด็กและครูสามารถสะท้อนเรื่องราวการทุจริตในทุกระดับ

          ไม่จำเพาะเจาะจงไปที่การเลือกตั้งเท่านั้น ถึงแม้ว่า...การเลือกตั้งจะชัดเจนกว่าเรื่องอื่นๆก็ตาม

          ปัจจุบันนวัตกรรมและเทคโนโลยี่ทางการศึกษาก้าวไกล มีเครื่องไม้เครื่องมือและสื่อให้เลือกใช้ มากมาย มี AI เข้ามาช่วยให้นักเรียนและครู พัฒนาการเรียนการสอนได้แปลกใหม่และทันสมัย

          สพฐ.ศธ. ลองนำมาใช้ในกิจกรรมต้านทุจริตของโรงเรียนก็ได้ โดยใช้กรณีตัวอย่างระดับชาติ จากกระบวนการเลือกตั้ง สว. ที่หาได้จากยูทูป ทำเป็นคลิ๊ปการ์ตูน ที่เป็นภาพเคลื่อนไหวและใส่บทพูด

          อาจทำให้เด็กมัธยมที่เป็นเยาวชนของชาติ เข้าใจ  และตระหนักถึงคำว่าทุจริต ว่ามีความร้ายแรงเพียงใด         แต่แนะนำว่า ควรรอให้เรื่องนี้ตกผลึกเสียก่อนว่าทุจริตจริงหรือไม่? คงไม่นานเกินรอ ครับ

   ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๒๓  พฤษภาคม  ๒๕๖๘