วันที่ ๓ - ๔ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ผมไปสังเกตการณ์การอบรมเชิงปฏิบัติการ Dialogic Teaching ที่โรงแรมเชียงใหม่ออร์คิด จังหวัดเชียงใหม่    ที่จัดแก่ นศ. ครูรัก(ษ์)ถิ่น ปีสุดท้าย จาก มรภ. เชียงใหม่, มช., และ ม. กาฬสินธ์    ที่จัด ๔ วัน ระหว่าง ๑ - ๔ พฤษภาคม  แต่ผมว่างไปร่วมสังเกตการร์เพียง ๒ วันหลัง     กิจกรรมนี้คุณ Paul Collard เป็น “ครูใหญ่”

ผมจ้องไปจับประเด็นความคิดของคนที่กำลังจะออกไปเป็นครู    เกี่ยวกับ “การเรียนคิด” จากการปฏิบัติ    มองการเรียนเป็นการเดินทางไกล    ที่เรียนได้มากที่สุดจากการปฏิบัติ หรือการทำงาน    โดยการ “สะท้อนคิด” (reflect) เชื่อมโยงต่อยอดจากความรู้หรือความคิดเดิม   และสะท้อนคิดเชื่อมโยงไปยังอนาคตที่ยังไม่เกิด    สะท้อนคิดสู่คำถามหรือข้อสงสัยสำหรับเป็นโจทย์เรียนรู้   

“การเรียนคิด” ที่ผมคิดว่าน่าจะสำคัญต่อคนเป็นครูคือ “คิดจะเรียน” หรือ “จ้องจะเรียนรู้”   นั่นคือ ครูต้องเป็นนักตั้งคำถาม ทั้งตั้งคำถามให้แก่ตนเอง    และตั้งคำถามให้แก่ศิษย์    เพื่อกระตุ้นความกระหายใคร่รู้  และกระตุ้นความมั่นใจที่จะเรียนรู้ของศิษย์   รวมทั้งตั้งคำถามเพื่อให้ศิษย์ฝึกเชื่อมโยงเรื่องราวต่างๆ  หรือเชื่อมโยงความรู้ และความคิด    โดยครูต้องมีสติอยู่ตลอดเวลาที่จะไม่คิดแทนศิษย์    ไม่บอกคำตอบสำเร็จรูปแก่ศิษย์     

คุณพอลบอกว่า    การสอนแบบบอกสอน เป็นตัวการทำลายคุณสมบัติความเป็น agency ของเด็ก        

ช่วงเวลาสำคัญที่สุด สำหรับจ้องตรวจสอบกรอบคิด (mindset) ของ นศ. ครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่น ๒ ที่กำลังจะออกไปทำหน้าที่ครู    คือช่วงเวลา ๑๑ - ๑๒ น. ของวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๖๘   ที่ นศ. แยกกลุ่มคละสถาบัน ทำโจทย์  “๑๕ ข้อเสนอแก่สถาบันผลิตครู”   ที่เมื่อนำเสนอผลการประชุมกลุ่ม ผมก็ตีความว่า   กรอบความคิดสำคัญที่สุดในวงการศึกษาคือ ครู (อาจารย์) กับศิษย์ เป็นเพื่อนมนุษย์   ต้องใช้ความสัมพันธ์ในฐานะเพื่อนมนุษย์   ที่เป็นความสัมพันธ์แนวราบ   ต้องขจัดวัฒนธรรมอำนาจออกไปจากวงการศึกษาไทย    การยกระดับคุณภาพการศึกษาจึงจะสำเร็จ    

วิจารณ์ พานิช 

๕ พ. ค. ๖๘