งานวิจัยจิตวิทยาชิ้นล่าสุด เผยให้เห็นแง่มุมดีๆ ของการเป็นพ่อแม่ที่หลายคนอาจมองข้าม นั่นคือ ห้วงเวลาที่พ่อแม่รู้สึกภาคภูมิใจและอัศจรรย์ใจในตัวลูกน้อย ซึ่งเป็นพลังเสริมสร้างสุขภาวะทางใจให้คนเป็นพ่อแม่ได้อย่างมหาศาล ผลวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Social Psychological and Personality Science ระบุว่า ความรู้สึกภูมิใจอย่างสุดซึ้ง หรือความอัศจรรย์ใจในความสำเร็จหรืออุปนิสัยของลูก ล้วนช่วยให้พ่อแม่มีความสุขมากขึ้น พอใจในชีวิตมากขึ้น และมองเห็นคุณค่าและความหมายของชีวิตได้ชัดเจนยิ่งขึ้น สำหรับพ่อแม่ชาวไทยจำนวนไม่น้อยที่ต้องเผชิญความท้าทายสารพัดในการเลี้ยงดูลูกในแต่ละวัน ข้อค้นพบนี้มอบเหตุผลดีๆ ให้ได้เฉลิมฉลองช่วงเวลาอันมีความหมาย ท่ามกลางแรงกดดันของชีวิตครอบครัวยุคปัจจุบัน (PsyPost)

บทบาทพ่อแม่มักถูกมองว่าเป็นภาระที่ทั้งเหนื่อย ทั้งเครียด และบ่อยครั้งก็ไม่ค่อยมีใครเห็นคุณค่า แต่ถึงจะมีความท้าทายเหล่านี้ ผู้ใหญ่ชาวไทยจำนวนมากก็ยังเห็นว่าการเป็นพ่อแม่คือส่วนสำคัญที่ทำให้ชีวิตมีความหมาย หรือเป็นการตอบสนองความคาดหวังของสังคม ค่านิยมครอบครัวไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความกตัญญูและความผูกพันระหว่างสมาชิกต่างวัย ดังนั้น การทำความเข้าใจถึงผลดีทางอารมณ์ของการเป็นพ่อแม่จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในภาวะที่ปัญหาสุขภาพจิตในกลุ่มผู้ปกครองกำลังน่าเป็นห่วงมากขึ้นเรื่อยๆ (Bangkok Post) งานวิจัยล่าสุดนี้ได้สำรวจสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับภาวะหมดไฟในการเลี้ยงลูก นั่นคือ ห้วงเวลาแห่งความภาคภูมิใจและความอัศจรรย์ใจในตัวลูก ซึ่งสามารถเติมเต็มชีวิตครอบครัวให้มีความสุขและช่วยฟื้นฟูพลังใจ

การศึกษานี้ ซึ่งนำทีมโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโรเชสเตอร์ ใช้วิธีวิจัย 3 รูปแบบที่แตกต่างกัน ได้แก่ การสำรวจแบบภาคตัดขวาง การศึกษาระยะยาว 3 เดือน และการทดลองแบบมีกลุ่มควบคุมกับพ่อแม่ พ่อแม่กว่า 500 คนเข้าร่วมการสำรวจเกี่ยวกับความถี่ที่พวกเขารู้สึกภาคภูมิใจและอัศจรรย์ใจในตัวลูก พร้อมทั้งตอบแบบประเมินระดับความพึงพอใจในชีวิต การรับรู้ความหมายของชีวิต ความสมบูรณ์ทางจิตใจ (ความรู้สึกว่าชีวิตมีความหลากหลายและแปลกใหม่) และระดับอารมณ์เชิงลบ ผลลัพธ์ที่ได้นั้นชัดเจน พ่อแม่ที่ได้สัมผัสความรู้สึกภาคภูมิใจในตัวลูกเป็นประจำ รายงานว่ามีความพึงพอใจในชีวิตสูงขึ้นและมีอารมณ์เชิงลบน้อยลง ส่วนความรู้สึกอัศจรรย์ใจในตัวลูก แม้จะเกิดขึ้นไม่บ่อยเท่าความภาคภูมิใจ แต่ก็เชื่อมโยงกับประโยชน์ที่กว้างขวางกว่านั้น เช่น ความสมบูรณ์ทางจิตใจที่มากขึ้น ความรู้สึกถึงความหมายของชีวิตที่หนักแน่นขึ้น และความพึงพอใจในชีวิตโดยรวมที่เพิ่มสูงขึ้น ผลกระทบเหล่านี้ยังคงปรากฏชัดเจนโดยไม่ขึ้นกับเพศหรืออายุของพ่อแม่หรือลูก และยังคงอยู่แม้จะพิจารณาถึงลักษณะนิสัยของเด็กแล้วก็ตาม

ในการศึกษาระยะยาว มีการติดตามพ่อแม่ 130 คนเป็นเวลาหลายเดือน เพื่อสังเกตว่าการเปลี่ยนแปลงของความรู้สึกภาคภูมิใจและความอัศจรรย์ใจในตัวลูกนั้น นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของสุขภาวะที่ดีอย่างไร การได้สัมผัสความภาคภูมิใจในช่วงต้นๆ ของการศึกษา มีแนวโน้มว่าจะส่งผลให้ความพึงพอใจในชีวิตเพิ่มขึ้นในเวลาต่อมา ขณะที่ความรู้สึกอัศจรรย์ใจนำไปสู่ความรู้สึกถึงความหมายของชีวิตที่กว้างขวางขึ้น สิ่งที่น่าสนใจคือ ประโยชน์เหล่านี้เกิดขึ้นไม่ว่าเด็กจะเลี้ยงง่ายหรือเลี้ยงยาก ซึ่งบ่งชี้ว่าพลังบวกของอารมณ์เหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงผลจากการมีลูกที่ “ดี” เท่านั้น แต่เกิดจากการที่พ่อแม่มีส่วนร่วมทางอารมณ์อย่างแท้จริง

ในส่วนการทดลองของการศึกษานี้ นักวิจัยได้ให้พ่อแม่ 261 คน ลองทบทวนถึงช่วงเวลาธรรมดาๆ เหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความภาคภูมิใจ และประสบการณ์ที่น่าอัศจรรย์ใจเกี่ยวกับลูกๆ ของตน ทั้งความภาคภูมิใจและความอัศจรรย์ใจต่างก็ช่วยเพิ่มความรู้สึกพึงพอใจและลดอารมณ์เชิงลบ แต่ความรู้สึกอัศจรรย์ใจนั้นมีพลังพิเศษในการเพิ่มพูนความสมบูรณ์ทางจิตใจและความรู้สึกถึงความหมายของชีวิต พ่อแม่อธิบายว่าพวกเขารู้สึกอัศจรรย์ใจมากขึ้นเมื่อได้เห็นการกระทำที่แสดงออกถึงความเมตตา ความพากเพียร หรือช่วงเวลาสำคัญพิเศษ เช่น ก้าวแรกของลูก หรือความสำเร็จในเชิงสร้างสรรค์ ส่วนความภาคภูมิใจมักเกิดขึ้นหลังจากลูกประสบความสำเร็จหรือแสดงออกถึงการเติบโตส่วนบุคคล

พลังทางอารมณ์เหล่านี้ไม่ใช่เพียงความสุขชั่วครั้งชั่วคราว นักวิจัยได้ศึกษาลงลึกไปอีกว่าเหตุใดความภาคภูมิใจและความอัศจรรย์ใจจึงส่งผลกระทบเช่นนี้ พวกเขาพบว่าทั้งสองอารมณ์นี้ช่วยเสริมสร้างความรู้สึกรัก ความผูกพัน และการก้าวข้ามตนเอง (self-transcendence) ซึ่งเป็นศัพท์ทางจิตวิทยาที่หมายถึงความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความรู้สึกอัศจรรย์ใจนั้นเชื่อมโยงกับผลลัพธ์อันเป็นเอกลักษณ์ คือ พ่อแม่รู้สึกราวกับว่าเวลาเดินช้าลง ทำให้พวกเขาสามารถ “ดื่มด่ำ” กับช่วงเวลานั้นได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่สอดคล้องอย่างใกล้ชิดกับการฝึกสติที่หยั่งรากลึกในวัฒนธรรมพุทธศาสนาของไทย

ทีมวิจัยระบุว่า “ความรู้สึกอัศจรรย์ใจที่ได้เห็นสิ่งน่าประทับใจในตัวลูก อย่างเช่น ก้าวแรกของพวกเขา สามารถทำให้เรารู้สึกเหมือนเวลาเดินช้าลง เหมือนภาพสโลว์โมชัน ช่วงเวลาเหล่านี้ทำให้เราดื่มด่ำกับมันได้อย่างเต็มที่ และนี่คือปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของคนเป็นพ่อแม่” ผู้เขียนงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยโรเชสเตอร์ กล่าวว่า ส่วนหนึ่งของแรงบันดาลใจในการทำวิจัยนี้มาจากการพูดคุยกับพ่อแม่ และรายงานล่าสุดจากนายแพทย์ใหญ่ของสหรัฐฯ เกี่ยวกับความจำเป็นเร่งด่วนในการสนับสนุนสุขภาพจิตของผู้ปกครอง (US Dept of Health and Human Services)

แล้วสิ่งนี้มีความหมายอย่างไรสำหรับครอบครัวไทย และจะนำไปปรับใช้กับนโยบายระดับท้องถิ่นหรือแนวปฏิบัติทั่วไปได้อย่างไร? ในสังคมที่ความสัมพันธ์ในครอบครัวอันใกล้ชิดมีบทบาทสำคัญ ผลการวิจัยนี้ชี้ว่าการตระหนักรู้และส่งเสริมช่วงเวลาเล็กๆ แห่งความภาคภูมิใจและความอัศจรรย์ใจในตัวลูก อาจเป็นหัวใจสำคัญของความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว ในขณะที่ค่านิยมดั้งเดิมกำลังเผชิญความท้าทายจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจ การขยายตัวของสังคมเมือง และบทบาททางเพศที่เปลี่ยนแปลงไป การค้นหาแหล่งที่มาของความสุขในการเป็นพ่อแม่จึงสามารถสนับสนุนความพยายามระดับชาติในการรับมือกับปัญหาสุขภาพจิตของผู้ปกครองที่เพิ่มสูงขึ้น (UNICEF Thailand)

เอกลักษณ์ของสังคมไทยที่ผสมผสานทั้งการมีสติแบบพุทธศาสนา การเคารพผู้อาวุโส และการร่วมยินดีกับความสำเร็จของเด็กๆ ถือเป็นบริบทที่เอื้อต่อการนำผลวิจัยนี้มาปรับใช้อย่างยิ่ง พ่อแม่ชาวไทย ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ หรือในต่างจังหวัด มักเฉลิมฉลองช่วงเวลาสำคัญพิเศษของลูกด้วยการทำบุญที่วัดและการรวมญาติ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่กระตุ้นให้เกิดความรู้สึกอัศจรรย์ใจและความภาคภูมิใจได้อย่างเป็นธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น พ่อแม่อาจรู้สึกอัศจรรย์ใจในช่วงพิธีไหว้ครูของลูก เมื่อเห็นนักเรียนแสดงความเคารพต่อครูบาอาจารย์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เปี่ยมด้วยอารมณ์ความรู้สึกดังที่อธิบายไว้ในงานวิจัย ทำนองเดียวกัน ความภาคภูมิใจก็มักเกิดขึ้นเมื่อลูกประสบความสำเร็จด้านการเรียนหรือสามารถเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ได้ ซึ่งสอดคล้องอย่างยิ่งกับปัจจัยกระตุ้นอารมณ์ที่งานวิจัยนี้กล่าวถึง

อย่างไรก็ดี การศึกษานี้ยังมีข้อจำกัดบางประการ คือ ไม่ได้วัดผลกระทบระยะยาวของความรู้สึกอัศจรรย์ใจหรือความภาคภูมิใจ และไม่ได้ศึกษาว่าประสบการณ์ทางอารมณ์ของผู้ปกครองส่งผลกระทบต่อตัวเด็กอย่างไร ดังที่ทีมวิจัยชี้แนะ การศึกษาในอนาคตอาจสำรวจว่าความรู้สึกอัศจรรย์ใจหรือความภาคภูมิใจเหล่านี้สามารถ “ส่งต่อ” ไปยังเด็กและสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวได้หรือไม่ ซึ่งอาจช่วยเสริมสร้างความปรองดองในครอบครัวหรือความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองของเด็ก ในบริบทของไทย ประเด็นนี้สามารถนำไปปรับใช้ได้ตั้งแต่หลักสูตรอบรมการเลี้ยงดูบุตรไปจนถึงโครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครอบครัวในโรงเรียน

เมื่อมองไปในอนาคต ข้อค้นพบเหล่านี้มีนัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อผู้กำหนดนโยบาย ผู้ให้บริการด้านสุขภาพ และองค์กรชุมชนต่างๆ กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเพิ่งเปิดตัวโครงการรณรงค์เพื่อพัฒนาสุขภาพจิตของครอบครัว อาจนำผลวิจัยเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้เพื่อส่งเสริมให้พ่อแม่ตระหนักและแบ่งปันช่วงเวลาแห่งความอัศจรรย์ใจและความภาคภูมิใจ โครงการอบรมการเลี้ยงดูบุตรในโรงพยาบาล หรือกลุ่มผู้ปกครองในโรงเรียน อาจเพิ่มกิจกรรมที่กระตุ้นให้พ่อแม่ได้ทบทวนถึงเหตุการณ์ในครอบครัวที่ “น่าอัศจรรย์ใจ” หรือ “น่าภาคภูมิใจ” เพื่อดึงประโยชน์ทางจิตวิทยาจากประสบการณ์เหล่านั้นมาใช้

สำหรับพ่อแม่ชาวไทยที่กำลังมองหาแนวทางนำไปปฏิบัติ คำแนะนำนั้นเรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง แทนที่จะรอคอยความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ลองหันมาสังเกตและ “ดื่มด่ำ” กับความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ลูกช่วยเหลือเพื่อน แบ่งปันอาหารด้วยความเอื้ออาทร หรือแสดงความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับโลกรอบตัว การใช้เวลาไตร่ตรองอย่างมีสติ หรือทำกิจกรรมตามธรรมเนียมของครอบครัว เช่น การกล่าวขอบคุณกันก่อนนอน ก็สามารถนำพาช่วงเวลาแห่งความภาคภูมิใจและความอัศจรรย์ใจเข้ามาในชีวิตประจำวันได้ การบันทึกช่วงเวลาเหล่านี้ไว้ในสมุดบันทึกของครอบครัว หรือแบ่งปันกับญาติพี่น้อง ก็สามารถช่วยสร้างสายใยทางอารมณ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของทุกคนในครอบครัว

โดยสรุป แม้การเป็นพ่อแม่ในประเทศไทย เช่นเดียวกับที่อื่นๆ จะมาพร้อมกับความเครียด แต่การตระหนักรู้และดื่มด่ำกับช่วงเวลาแห่งความภาคภูมิใจและความอัศจรรย์ใจในตัวลูก จะช่วยปลดล็อก “ความสุขที่ซ่อนเร้น” ของการเลี้ยงดูบุตร อารมณ์เหล่านี้สามารถช่วยเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันให้กลายเป็นบ่อเกิดแห่งความหมาย พลังใจ และความสุข ทั้งยังช่วยสนับสนุนสุขภาพจิต และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้สถาบันครอบครัวไทย ขณะที่นักวิจัยยังคงศึกษาผลกระทบต่อเนื่องที่มีต่อเด็กและชุมชนในวงกว้าง สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ ผลตอบแทนทางอารมณ์ของการเป็นพ่อแม่ เมื่อได้รับการยอมรับและเปิดใจรับ สามารถยกระดับจิตใจไม่เพียงแต่ตัวบุคคล แต่ยังรวมถึงทั้งครอบครัวและวัฒนธรรมโดยรวม

สำหรับผู้ที่สนใจอ่านงานวิจัยฉบับเต็ม สามารถดูรายงานได้ที่ Social Psychological and Personality Science และอ่านข่าวที่ครอบคลุมเนื้อหาเพิ่มเติมได้ที่ PsyPost