บทความชิ้นใหม่จาก Psychology Today ได้จุดประเด็นท้าทายความเข้าใจเดิมๆ เกี่ยวกับคำว่า “นิวโรทิปิคัล” (neurotypical) ที่มักหมายถึงกลุ่มคนส่วนใหญ่ซึ่งมีลักษณะทางระบบประสาทตามแบบแผนทั่วไป บทความนี้กระตุ้นให้เกิดการพูดคุยครั้งใหม่ในเรื่องความหลากหลาย การอยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ และแนวทางที่สังคมไทยจะทำความเข้าใจและโอบรับผู้คนที่มีระบบประสาทแตกต่างกัน บทความซึ่งเขียนโดยผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาคลินิก ได้ตั้งคำถามถึงความจำเป็นของการใช้คำเรียกที่แบ่งคนออกเป็นสองกลุ่ม เช่น “นิวโรทิปิคัล” และ “นิวโรไดเวอร์เจนต์” (neurodivergent) หรือกลุ่มคนที่มีการทำงานของระบบประสาทแตกต่างออกไป พร้อมทั้งเรียกร้องให้หันมาทำความเข้าใจประสบการณ์ของมนุษย์ในมุมมองที่กว้างขึ้น โดยเน้นที่ความสามารถในการควบคุมตนเอง ความพึงพอใจส่วนบุคคล และอิสระในการตัดสินใจของแต่ละคน

ประเด็นนี้นับว่าสำคัญอย่างยิ่งสำหรับบริบทของประเทศไทย ในช่วงเวลาที่สังคมเริ่มให้ความสนใจกับความหลากหลายทางระบบประสาทเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในแวดวงการศึกษา การทำงาน และชีวิตประจำวัน แต่บ่อยครั้งกลับมีการเน้นย้ำเรื่องการแบ่งแยกผู้คนออกเป็นกลุ่มต่างๆ มากจนเกินควร บทความชี้ว่าแนวโน้มการตีตราเช่นนี้อาจกำลังบดบังความจริงพื้นฐานที่สำคัญกว่า ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์เราทุกคนมีร่วมกัน นั่นคือ ความต้องการตามธรรมชาติที่จะสามารถควบคุมสิ่งแวดล้อมและประสบการณ์ของตนเองได้ในระดับหนึ่ง

ในประเทศไทย ซึ่งประเด็นเรื่องจำนวนเด็กที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นออทิซึมมีแนวโน้มสูงขึ้น และการรณรงค์เพื่อสิทธิและโอกาสทางการศึกษาของเด็กกลุ่มที่มีความแตกต่างทางระบบประสาท (neurodivergent) ยังคงเป็นที่จับตามอง (The Nation Thailand) คำถามที่ว่าสังคมของเราได้จัดเตรียมระบบเพื่อรองรับรูปแบบการคิดและการใช้ชีวิตที่หลากหลายเหล่านี้อย่างไร จึงยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น แม้ว่ากระทรวงศึกษาธิการจะมีโครงการส่งเสริมการเรียนรวม แต่ก็ยังคงมีอุปสรรคอยู่ โดยเฉพาะในโรงเรียนชนบทและโรงเรียนรัฐบาลที่ขาดแคลนทรัพยากรด้านการศึกษาพิเศษ (Bangkok Post)

ผู้เขียนบทความใน Psychology Today ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการศึกษาและการสนับสนุนผู้มีความต้องการพิเศษ ได้เล่าถึงการทำงานกับเด็กๆ ที่มีความหลากหลายทางระบบประสาท รวมถึงเด็กที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นออทิซึมและมีความบกพร่องอื่นๆ ผู้เขียนสังเกตเห็นว่าทุกคนมีลักษณะร่วมกันอย่างหนึ่งคือ “ความเป็นผู้ควบคุม” กล่าวคือ ไม่ว่าแต่ละคนจะมีความสามารถหรือได้รับการวินิจฉัยอย่างไร ทุกคนต่างก็แสดงออกถึงสิ่งที่ชอบและไม่ชอบอย่างชัดเจน และพยายามทำในสิ่งที่ตนเองชอบให้มากที่สุด พร้อมทั้งลดทอนสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ให้น้อยลง ผู้เขียนเห็นว่า ความเข้าใจหลักนี้น่าจะเป็นแนวทางสำคัญในการออกแบบสังคมและระบบการศึกษาที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน

ประเด็นสำคัญอย่างหนึ่งของบทความนี้คือ การวิพากษ์วิจารณ์แนวโน้มการแบ่งประเภทผู้คนซึ่งอาจฝังรากลึกในสังคม การตีตรา ไม่ว่าจะเป็น “นิวโรทิปิคัล” “นิวโรไดเวอร์เจนต์” หรือคำอื่นๆ ที่แบ่งคนเป็นสองกลุ่ม อาจสะท้อนธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบจัดหมวดหมู่ แต่สิ่งนี้อาจขัดขวางการสร้างสังคมที่ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างราบรื่น บทความเสนอว่า เราควรหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้างและมีอิสระมากขึ้น เพื่อให้แต่ละคนสามารถ “ควบคุมสิ่งที่สำคัญต่อตนเองได้ โดยไม่ไปขัดขวางคนอื่นในการทำสิ่งเดียวกัน”

แนวคิดนี้สอดคล้องกับงานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ และได้รับการกล่าวถึงจากนักรณรงค์ในประเทศไทย งานวิจัยปี 2024 ในวารสาร Autism พบว่าสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่เอื้ออำนวยและยืดหยุ่น ไม่ใช่การยึดมาตรฐานแบบตายตัว จะช่วยให้นักเรียนที่มีความแตกต่างทางระบบประสาทมีสุขภาวะและผลการเรียนที่ดีขึ้น (Autism Journal) ในทำนองเดียวกัน มีข้อเสนอจากที่ปรึกษาด้านนโยบายการศึกษาของไทยให้ปรับเปลี่ยนแนวคิดครั้งสำคัญ จากเดิมที่มอง “ข้อบกพร่อง” เป็นหลัก มาเป็นการมอง “จุดแข็ง” ของนักเรียนที่มีลักษณะทางระบบประสาทแตกต่างกัน โดยเน้นที่ความสามารถอันหลากหลายและความชอบในการเรียนรู้ของแต่ละคน แทนที่จะมุ่งเน้นแต่ข้อจำกัด (Mahidol University Research)

ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญก็สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงนี้เช่นกัน ในจดหมายข่าวฉบับหนึ่งที่ผู้เขียนบทความอ้างถึง นักวิชาการด้านสาธารณสุขที่ได้รับการยอมรับสองท่าน ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการก้าวข้ามแนวคิดที่มองว่าออทิซึมเป็น “โรคระบาด” ที่ต้องหาทางรักษาหรือป้องกัน แต่ควรหันมา “สร้างระบบที่ตระหนักรู้ เคารพ และสนับสนุนวิถีการคิดและการดำเนินชีวิตในโลกที่แตกต่างหลากหลาย” สำหรับประเทศไทย นี่หมายถึงการเปลี่ยนจากการมองว่าการรวมกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางระบบประสาทเป็นเพียงสิ่งที่ต้องทำตามกฎเกณฑ์ ไปสู่การชื่นชมในคุณูปการของพวกเขา และการออกแบบระบบการเรียนรู้ สุขภาพ และชุมชนที่โอบรับความแตกต่างหลากหลายอย่างแท้จริง

ในอดีต วัฒนธรรมไทยให้ความสำคัญกับความปรองดองและการอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะมาโดยตลอด ซึ่งบางครั้งก็อาจทำให้ความเป็นตัวของตัวเองของแต่ละบุคคลถูกมองข้ามไปบ้าง แนวโน้มที่จะต้องทำตามๆ กันทั้งในด้านการสื่อสารและพฤติกรรม ซึ่งเห็นได้จากวัฒนธรรม “ความเกรงใจ” และโครงสร้างห้องเรียนที่เน้นลำดับขั้น อาจเป็นเรื่องท้าทายสำหรับคนที่มีวิธีการแสดงออกที่แตกต่างออกไป อย่างไรก็ตาม หลักธรรมคำสอนพื้นฐานของพุทธศาสนาในไทยเรื่องเมตตาและความเข้าใจในความหลากหลายที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ก็เป็นหลักยึดทางวัฒนธรรมที่สำคัญ ซึ่งสามารถช่วยลดช่องว่างระหว่างค่านิยมดั้งเดิมกับความพยายามในการสร้างสังคมที่เปิดกว้างสำหรับทุกคนในปัจจุบันได้

เมื่อมองไปข้างหน้า นโยบาย ระบบการศึกษา และระบบสาธารณสุขของไทย กำลังมาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญ กระแสการเรียกร้องสิทธิเพื่อความหลากหลายทางระบบประสาทที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งได้รับแรงหนุนทั้งจากการรณรงค์ระดับโลกและเครือข่ายครอบครัวในประเทศ มีแนวโน้มที่จะทำให้ความต้องการด้านการฝึกอบรมครู หลักสูตรที่ยืดหยุ่น และการปรับตัวในที่ทำงานเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ เทคโนโลยีดิจิทัลและการเรียนทางไกล ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงการระบาดของโควิด-19 ยังเปิดโอกาสใหม่ๆ สำหรับการจัดการศึกษาที่ตอบโจทย์รายบุคคลและการปรับสภาพแวดล้อมการทำงานให้เหมาะสม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะมีลักษณะทางระบบประสาทแบบใดก็ตาม (UNESCO Thailand)

ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติสำหรับครอบครัวไทย นักการศึกษา และผู้กำหนดนโยบาย ได้แก่ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้างให้เด็กๆ สามารถแสดงออกและมีส่วนร่วมได้อย่างเต็มที่ การสนับสนุนหลักการออกแบบเพื่อทุกคน (universal design) ในโรงเรียนและพื้นที่สาธารณะ และการปรับเปลี่ยนมุมมองต่อความหลากหลายทางระบบประสาทให้เป็นไปในเชิงบวก โดยไม่มองว่าเป็นข้อด้อย การส่งเสริมให้เด็กๆ ได้ทำตามความสนใจของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่สังคมคุ้นเคยหรือไม่ก็ตาม จะช่วยปลูกฝังความรู้สึกเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง สำหรับผู้กำหนดนโยบาย การสนับสนุนงบประมาณอย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนาครูและบริการด้านสุขภาพจิต โดยเฉพาะในจังหวัดที่ทรัพยากรจำกัด ยังคงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ทุกภาคส่วนควรพยายามก้าวข้ามการแบ่งประเภทผู้คนเพียงอย่างเดียว และหันมาตระหนักถึงความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนในเรื่องความเป็นอิสระและการควบคุมชีวิตตนเองได้ ดังที่บทความใน Psychology Today สรุปไว้ว่า “การที่แต่ละคนสามารถควบคุมชีวิตตนเองได้ คือหัวใจสำคัญในการสร้างสังคมที่ยอมรับความแตกต่างหลากหลายอย่างแท้จริง ซึ่งจะทำให้ทุกคนเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ และชุมชนโดยรวมก็เจริญก้าวหน้า” สำหรับประเทศไทย การนำความเข้าใจนี้มาปรับใช้ จะเป็นหนทางนำไปสู่สังคมที่มีความเสมอภาค สร้างสรรค์ และปรองดองมากยิ่งขึ้น