งานวิจัยล่าสุดตอกย้ำความเชื่อมโยงที่มองข้ามไม่ได้ ระหว่างประสบการณ์ฝังใจในวัยเยาว์ของผู้เป็นแม่ กับสุขภาวะทางอารมณ์และพฤติกรรมของลูกน้อย นับเป็นประเด็นชวนขบคิดสำหรับครอบครัวและบุคลากรสาธารณสุขในบ้านเรา รายงานจาก PsyPost ซึ่งหยิบยกงานวิจัยที่เพิ่งเผยแพร่มานำเสนอ ชี้ว่าแม่ที่เคยผ่านประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็ก มีแนวโน้มสูงที่จะมีลูกซึ่งแสดงออกถึงปัญหาทางอารมณ์และพฤติกรรม งานวิจัยชิ้นนี้ยังช่วยเสริมน้ำหนักให้กับข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้นทั่วโลกว่า ปัญหาทางสุขภาพจิตมักส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น และตามมาด้วยผลกระทบระยะยาวต่อความเป็นอยู่ที่ดีของครอบครัวและชุมชน

แม้ในอดีต สังคมไทยจะให้คุณค่ากับความแน่นแฟ้นในครอบครัวและความกตัญญูเป็นสำคัญ ทว่าปัจจุบัน งานศึกษาทางวิทยาศาสตร์เริ่มเปิดเผยให้เห็นว่าบาดแผลทางใจที่ไม่ถูกมองเห็นหรือเยียวยาในคนรุ่นหนึ่ง สามารถส่งแรงสะเทือนถึงสุขภาพและโอกาสในชีวิตของคนรุ่นถัดไปได้ ผลการศึกษาล่าสุดนี้ ซึ่งใช้ระเบียบวิธีสำรวจที่รัดกุมและผ่านการวิเคราะห์โดยผู้ทรงคุณวุฒิ สอดรับกับงานวิจัยทั้งในระดับภูมิภาคและนานาชาติที่ชี้ตรงกันว่า ประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็กเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่นำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตและสุขภาพกายในคนรุ่นหลัง (แหล่งข้อมูล)

รายงานจาก PsyPost ลงรายละเอียดว่า คณะนักวิจัยได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็กของผู้เป็นแม่ (Adverse Childhood Experiences หรือ ACEs) พร้อมทั้งติดตามดูแบบแผนพฤติกรรมของเด็กๆ ที่เป็นลูก ทีมวิจัยได้ใช้เครื่องมือประเมินทางจิตวิทยาที่ได้มาตรฐาน และค้นพบความเชื่อมโยงที่น่าสนใจว่า เด็กกลุ่มที่แม่มีประวัติเผชิญประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็กในระดับสูง มีความเสี่ยงมากกว่าที่จะประสบปัญหาความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และปัญหาด้านพฤติกรรม เมื่อเทียบกับเด็กที่แม่ไม่มีประวัติดังกล่าว การศึกษานี้ยังควบคุมตัวแปรที่อาจส่งผลกระทบอย่างรัดกุม เช่น สถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงสุขภาพจิตปัจจุบันของแม่ ซึ่งช่วยตอกย้ำความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างบาดแผลทางใจของผู้เป็นแม่กับสุขภาวะของลูก

นักจิตวิทยาคลินิกจากสถานพยาบาลชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ให้ทัศนะว่า “งานวิจัยนี้ตอกย้ำสิ่งที่เราพบเจอหน้างานจริงอยู่แล้ว ประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็กส่งผลต่อทั้งวิธีเลี้ยงดู การจัดการอารมณ์ และภาพรวมความตึงเครียดในบ้าน สำหรับสังคมไทย การพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตยังเป็นเรื่องที่หลายคนอึดอัดใจ แต่งานวิจัยลักษณะนี้ช่วยทลายกำแพงความเงียบลงได้” ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาคลินิกรายดังกล่าว ยังย้ำถึงความสำคัญของการเพิ่มการลงทุนในบริการสุขภาพจิตเชิงป้องกันสำหรับผู้หญิงและเด็กหญิง เพื่อช่วยหยุดยั้งวงจรความทุกข์ที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น

งานวิจัยจากทั่วโลกต่างให้ผลลัพธ์ไปในทิศทางเดียวกัน โดยผลการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet Psychiatry เมื่อปี 2020 ยืนยันหนักแน่นว่า แม่ที่เคยเผชิญการถูกทารุณกรรมหรือถูกทอดทิ้งในวัยเด็ก มีโอกาสสูงที่จะมีลูกซึ่งประสบปัญหาทางจิตใจหรือพฤติกรรม (แหล่งข้อมูล) ในบริบทของประเทศไทย ผลการศึกษาหลายชิ้นก็ชี้ให้เห็นว่า ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยเคยผ่านประสบการณ์เลวร้ายอย่างน้อยหนึ่งครั้งในช่วงวัยเด็ก ซึ่งบ่อยครั้งเกี่ยวพันกับความขัดแย้งภายในครอบครัว การขาดการดูแลจากพ่อแม่ หรือการถูกละเลยทางด้านอารมณ์ (แหล่งข้อมูล) หากไม่ได้รับการดูแลแก้ไขอย่างเหมาะสม ประสบการณ์เหล่านี้อาจบั่นทอนความสามารถของผู้เป็นแม่ในการมอบกำลังใจทางอารมณ์และการดูแลเอาใจใส่อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ

ผลกระทบที่เกิดขึ้นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อระบบสวัสดิการเด็กและสาธารณสุขของประเทศไทย เมื่อพิจารณาจากอัตราปัญหาสุขภาพจิตในกลุ่มวัยรุ่นที่น่าเป็นห่วง ประกอบกับความเข้าใจเรื่องประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็กที่เพิ่มมากขึ้นในสังคม ผู้เชี่ยวชาญจึงผลักดันให้มีโครงการคัดกรองและให้การสนับสนุนที่ครอบคลุมและทั่วถึงยิ่งขึ้น ในเชิงนโยบาย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้เริ่มขับเคลื่อนการบูรณาการแนวทางการดูแลที่ใส่ใจผลกระทบจากบาดแผลทางใจ (trauma-informed care) ซึ่งเน้นทำความเข้าใจประสบการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจของผู้รับบริการเป็นหลัก อย่างไรก็ดี การนำไปปรับใช้จริงยังคงเผชิญความท้าทาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ห่างไกล

ตามธรรมเนียมปฏิบัติ ครอบครัวไทยมักจะพึ่งพาญาติผู้ใหญ่และเครือข่ายคนใกล้ตัวเมื่อต้องการความช่วยเหลือ ทว่าด้วยพลวัตทางสังคมที่เปลี่ยนไป ทั้งการย้ายถิ่นฐานเข้าเมือง และผลพวงจากการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ล้วนเพิ่มแรงกดดันให้กับหลายครอบครัว แม้ว่าอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในหลายพื้นที่จะได้รับการอบรมเพื่อช่วยสอดส่องสัญญาณความทุกข์ใจในกลุ่มผู้ดูแลและเด็กมากขึ้น แต่ทรัพยากรด้านการดูแลสุขภาพจิตเฉพาะทางยังคงมีอยู่อย่างจำกัดจำเขี่ย

สำหรับก้าวต่อไป คณะนักวิจัยเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านสุขภาพจิตในสถานศึกษาและสถาบันครอบครัว การเพิ่มช่องทางการเข้าถึงบริการให้คำปรึกษาในราคาที่สมเหตุสมผลสำหรับคุณแม่ทั้งในช่วงก่อนและหลังคลอด ตลอดจนการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพจิตในระดับชุมชน ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาคลินิกรายเดิม กล่าวเสริมว่า “การจะยุติวงจรบาดแผลทางใจที่ส่งต่อข้ามรุ่นได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยพลังจากทุกองคาพยพของสังคม ซึ่งหมายรวมถึงการช่วยกันลดอคติที่มีต่อการขอความช่วยเหลือ การสร้างตาข่ายความปลอดภัยที่แข็งแรงสำหรับครอบครัวกลุ่มเปราะบาง และการรับประกันว่าเด็กทุกคนจะได้รับโอกาสในการเติบโตอย่างเต็มตามศักยภาพของตนเอง”

สำหรับผู้อ่านชาวไทยทุกท่าน นี่คือสารที่ทั้งสำคัญและนำไปปรับใช้ได้จริง เนื่องจากการตระหนักรู้และให้ความช่วยเหลือตั้งแต่ระยะเริ่มต้น สามารถพลิกเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของเด็กและครอบครัวได้อย่างแท้จริง ผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์เลวร้ายจะได้รับประโยชน์อย่างยิ่งจากการสนับสนุนที่เปี่ยมด้วยความเข้าอกเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นการปรึกษาหารือกับบุคลากรด้านสุขภาพ การเข้าร่วมกลุ่มบำบัดหรือกลุ่มสนับสนุน หรือการเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือและมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ ซึ่งปัจจุบันกำลังได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยมหาวิทยาลัยและองค์กรพัฒนาเอกชนหลายแห่งในประเทศไทย (แหล่งข้อมูล) ในขณะเดียวกัน สำหรับผู้ที่มีบทบาทในการกำหนดนโยบาย ผู้ประกอบการ และผู้นำชุมชน การให้ความสำคัญกับการป้องกันปัญหาบาดแผลทางใจ รวมถึงการจัดให้มีบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการด้านนี้ จะส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศโดยรวม ความสมานฉันท์ในสังคม และสุขภาวะที่ยั่งยืนของคนรุ่นใหม่ในระยะยาว

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแหล่งข้อมูลด้านการเลี้ยงดูบุตรที่คำนึงถึงผลกระทบจากบาดแผลทางใจ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข หรือสอบถามข้อมูลจากสถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้านเกี่ยวกับบริการให้คำปรึกษาต่างๆ ที่มีให้บริการ