งานวิจัยชิ้นใหม่ที่น่าจับตามองจากนักวิจัยมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดค้นพบว่า เพียงแค่เพิ่มจำนวนก้าวเดินในแต่ละวัน โดยไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายอย่างหนักหน่วง ก็สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งได้อย่างมีนัยสำคัญ ผลการวิจัยนี้นับเป็นแสงแห่งความหวังสำหรับผู้คนนับล้าน รวมถึงผู้ใหญ่ชาวไทย เนื่องจากมีหลักฐานใหม่ที่ตอกย้ำคุณค่าของกิจกรรมทางกายเบาๆ ที่ทำได้ง่าย ในการป้องกันโรคมะเร็ง
งานวิจัยนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อคนไทย เนื่องจากสถานการณ์โรคมะเร็งในประเทศยังคงน่าเป็นห่วง โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติระบุว่ามะเร็งยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตในสังคมเมือง ส่งผลให้ผู้คนมีพฤติกรรมเนือยนิ่งมากขึ้น โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว เช่น กรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ซึ่งโอกาสในการเดินอาจมีจำกัดจากการออกแบบผังเมืองและการพึ่งพารถยนต์เป็นหลัก ข้อมูลเชิงลึกจากงานวิจัยของออกซ์ฟอร์ดนี้ อาจเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดยุทธศาสตร์ใหม่ๆ ด้านสาธารณสุขเพื่อรับมือกับแนวโน้มดังกล่าว
ผลการศึกษาสำคัญจากงานวิจัยของออกซ์ฟอร์ด ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร British Journal of Sports Medicine ชี้ให้เห็นว่า การเดินเพียงวันละ ๗,๐๐๐ ก้าว ช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งได้ถึงร้อยละ ๑๑ เมื่อเทียบกับผู้ที่เดินวันละ ๕,๐๐๐ ก้าว และความเสี่ยงจะลดลงอีกถึงร้อยละ ๑๖ สำหรับผู้ที่เดินได้ถึง ๙,๐๐๐ ก้าวต่อวัน สิ่งสำคัญคือ ความเร็วในการเดินนั้นมีความสำคัญน้อยกว่าจำนวนก้าว ซึ่งสอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนไทยหลายวัยที่อาจเดินทำธุระในชีวิตประจำวันหรือเดินทางไปทำงานด้วยความเร็วสบายๆ งานวิจัยยังระบุด้วยว่า แม้แต่การเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การไปซื้อของหรืองานบ้าน ก็มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงมะเร็ง ตอกย้ำว่าทุกการขยับตัวล้วนมีความหมาย (aol.com)
งานวิจัยนี้ได้วิเคราะห์ข้อมูลจากอุปกรณ์ติดตามการออกกำลังกายของผู้ใหญ่จำนวน ๘๕,๓๙๔ คน ซึ่งมีอายุเฉลี่ย ๖๓ ปี โดยติดตามข้อมูลผ่านโครงการ UK Biobank เป็นระยะเวลาเกือบหกปี จากนั้นนักวิจัยได้นำข้อมูลนี้มาเปรียบเทียบกับผู้เข้าร่วมอีกกว่า ๒,๖๐๐ คนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งรายใหม่ งานวิจัยนี้โดดเด่นกว่างานวิจัยก่อนๆ ที่มักอาศัยข้อมูลกิจกรรมที่ผู้เข้าร่วมรายงานด้วยตนเอง ซึ่งอาจมีความคลาดเคลื่อน แต่ครั้งนี้ใช้ข้อมูลจากอุปกรณ์สวมใส่ ทำให้ได้การวัดผลที่แม่นยำและน่าเชื่อถือกว่ามาก
หลังจากนักวิจัยได้ควบคุมปัจจัยอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบ เช่น พฤติกรรมการใช้ชีวิต ดัชนีมวลกาย และภาวะสุขภาพอื่นๆ ผลลัพธ์ก็ยังคงยืนยันชัดเจนว่า ผู้ที่มีกิจกรรมทางกายในแต่ละวันมากที่สุด มีโอกาสเป็นมะเร็งน้อยกว่าผู้ที่มีกิจกรรมน้อยที่สุดถึงร้อยละ ๒๖ หัวหน้าทีมวิจัย ซึ่งดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านชีวสารสนเทศศาสตร์ จากหน่วยงาน Oxford Population Health ให้ความเห็นว่า “ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มจำนวนก้าวเดิน การทำกิจกรรมเบาๆ หรือการออกกำลังกายระดับปานกลางถึงหนัก กิจกรรมทางกายทุกระดับดูเหมือนจะมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งได้ทั้งสิ้น” และยังเน้นย้ำอีกว่า “ผลการวิจัยของเราสนับสนุนและเสริมแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับกิจกรรมทางกายทั้งในระดับชาติและนานาชาติ โดยชี้ให้เห็นว่าผู้ที่ทำกิจกรรมเบาๆ ง่ายๆ เป็นประจำ เช่น การเดิน มีความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งต่ำกว่า”
ศาสตราจารย์คลินิกด้านการแพทย์ จากสถาบัน NYU Langone Health ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในงานวิจัยนี้ อธิบายเพิ่มเติมว่า ความเชื่อมโยงระหว่างมะเร็งกับการอักเสบเป็นสิ่งที่ตอกย้ำว่าทำไมพฤติกรรมเนือยนิ่งจึงเป็นปัญหา โดยกล่าวว่า “กิจกรรมทุกประเภท รวมถึงการเดิน ช่วยเพิ่มการทำงานของระบบเผาผลาญและลดการอักเสบ” ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยจำนวนมากที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่น รายงานการทบทวนขนาดใหญ่จากองค์การอนามัยโลก ที่แสดงให้เห็นว่าการเพิ่มกิจกรรมทางกายเป็นรากฐานสำคัญของการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (WHO)
สำหรับประเทศไทย ผลการวิจัยเหล่านี้มีความหมายอย่างยิ่งยวด บุคลากรด้านสาธารณสุขและผู้บริหารระดับโรงพยาบาลหลายท่านตั้งข้อสังเกตว่า แม้คนไทยจำนวนมากจะเข้าใจถึงคุณค่าของการออกกำลังกาย แต่ก็ยังมีอุปสรรคทางวัฒนธรรมและข้อจำกัดบางประการที่ทำให้ผู้คนไม่สามารถทำกิจกรรมตามคำแนะนำขั้นต่ำได้ ปัญหามลพิษทางอากาศในเมือง สภาพอากาศร้อน และความกังวลเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน มักถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นอุปสรรค รวมถึงการใช้เวลาอยู่หน้าจอที่เพิ่มมากขึ้นในกลุ่มเด็กและเยาวชน อย่างไรก็ตาม หลักฐานที่ชัดเจนจากงานวิจัยของออกซ์ฟอร์ดที่ว่าแม้แต่กิจกรรมเบาๆ ก็ช่วยป้องกันมะเร็งได้ อาจช่วยให้นักรณรงค์ด้านสุขภาพสามารถออกแบบแนวทางใหม่ๆ โดยเน้นการผสมผสานการเคลื่อนไหวเข้ากับชีวิตประจำวัน แทนที่จะส่งเสริมเฉพาะการออกกำลังกายที่เป็นแบบแผนเท่านั้น (Bangkok Post)
นอกจากนี้ การเดินและการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันยังมีรากฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญในสังคมไทย ในอดีต การเดินเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันในชุมชนชนบท ไม่ว่าจะเป็นการไปจ่ายตลาด การดูแลไร่นา หรือการเข้าร่วมงานบุญงานวัดต่างๆ ความทันสมัยและการใช้ยานยนต์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตนี้ไป แต่ผู้สูงอายุจำนวนมากยังคงให้ความสำคัญกับการเดินและการมีส่วนร่วมในกิจกรรมของชุมชน ทว่าคนรุ่นใหม่กลับมีความเสี่ยงที่จะมีพฤติกรรมเนือยนิ่งมากขึ้น ทำให้การส่งเสริมสุขภาพเชิงรุกมีความจำเป็นเร่งด่วนยิ่งกว่าเดิม
เมื่อมองไปในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าผลการวิจัยเหล่านี้อาจนำไปสู่การกำหนดแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับกิจกรรมทางกายที่เฉพาะเจาะจงและสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในแต่ละพื้นที่ของประเทศไทยมากขึ้น โครงการริเริ่มของหน่วยงานท้องถิ่น เช่น “วันปลอดรถ” การจัดตั้งชมรมเดินในชุมชน และการขยายพื้นที่สวนสาธารณะในเมือง สามารถเพิ่มโอกาสให้คนไทยได้ขยับเขยื้อนร่างกายมากขึ้นในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ ยังมีโอกาสสำหรับนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีสวมใส่ เช่นเดียวกับที่ใช้ในงานวิจัยต้นฉบับ การทำให้เครื่องนับก้าวราคาเข้าถึงง่ายหรือแอปพลิเคชันสุขภาพเป็นที่นิยม อาจช่วยให้คนในชุมชนสามารถติดตามกิจกรรมประจำวันของตนเองและตั้งเป้าหมายที่ทำได้จริง
สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ ข้อความจากงานวิจัยนี้ที่ส่งตรงถึงผู้ที่อาจรู้สึกว่าตนเองไม่สามารถออกกำลังกายแบบ “นักกีฬา” ได้ เนื่องจากข้อจำกัดด้านอายุ ความพิการ การเจ็บป่วย หรือตารางงานที่รัดตัว ข้อสรุปที่ชัดเจนคือ ทุกก้าวย่างมีความหมาย ดังที่นักวิจัยจากทีมออกซ์ฟอร์ดท่านหนึ่งอธิบายว่า “งานวิจัยของเราเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเคลื่อนไหวทุกรูปแบบ” แทนที่จะมองว่าการป้องกันมะเร็งต้องอาศัยการเข้ายิมเป็นเวลานานหรือเสียค่าสมาชิกราคาแพง ตอนนี้คนไทยสามารถมั่นใจได้ว่าการเดินตลาดเพิ่มขึ้นอีกหน่อย การทำงานบ้าน หรือการเดินเล่นในช่วงพักกลางวัน ล้วนมีประโยชน์ต่อสุขภาพในระยะยาวที่จับต้องได้
สำหรับคนไทย มีหลายขั้นตอนง่ายๆ ที่สามารถเริ่มทำได้ตั้งแต่วันนี้ เช่น พยายามแทรกการเดินระยะสั้นๆ เข้าไปในกิจวัตรประจำวัน ตั้งนาฬิกาเตือนให้ลุกขึ้นเคลื่อนไหวหากต้องทำงานนั่งโต๊ะเป็นเวลานาน ชวนผู้สูงอายุในครอบครัวไปเดินเล่นสบายๆ และมองหากิจกรรมกลุ่มในท้องถิ่นที่ส่งเสริมการเคลื่อนไหวร่างกาย โครงการของภาครัฐสามารถช่วยส่งเสริมความสำเร็จได้โดยการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในเมืองให้ปลอดภัยและเอื้อต่อการเดินมากขึ้น เช่น ทางเท้าที่มีร่มเงา ป้ายบอกทางสำหรับคนเดินเท้าที่ดีขึ้น และการปรับปรุงคุณภาพอากาศในเมือง แม้การเปลี่ยนแปลงนโยบายเพียงเล็กน้อยก็สามารถช่วยลดภาระด้านโรคมะเร็งของประเทศโดยรวมได้
โดยสรุป งานวิจัยล่าสุดจากออกซ์ฟอร์ดนี้นำเสนอข่าวสารที่เปี่ยมพลังและนำไปปฏิบัติได้จริง นั่นคือ การเดินให้ได้วันละ ๗,๐๐๐–๙,๐๐๐ ก้าว ไม่ว่าจะจากการเดินปกติหรือการทำงานบ้าน ก็สามารถลดความเสี่ยงโรคมะเร็งได้อย่างมาก แม้ไม่ต้องออกกำลังกายอย่างหนักก็ตาม ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้นจากโรคมะเร็งและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง การฟื้นฟูวัฒนธรรมแห่งการเคลื่อนไหวอาจเป็น “ยาวิเศษ” ที่ง่ายที่สุดและคุ้มค่าที่สุดเพื่อสุขภาพที่ดีและอายุที่ยืนยาวของทุกคน
แหล่งข้อมูล:
- AOL: เดินครบก้าว ลดเสี่ยงมะเร็ง ผลวิจัยล่าสุดจากออกซ์ฟอร์ด
- องค์การอนามัยโลก: ข้อมูลเรื่องมะเร็ง
- Bangkok Post: บทความด้านสุขภาพและไลฟ์สไตล์
- British Journal of Sports Medicine – งานวิจัยฉบับเต็ม