งานวิจัยนานาชาติชิ้นล่าสุดจากทีมนักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยเซาท์ออสเตรเลีย ร่วมกับสถาบันวิจัย AdventHealth เปิดเผยว่า การเดินเร็วเพียงวันละ 5 นาที ก็อาจเพียงพอที่จะช่วยเสริมพลังสมองให้กับผู้สูงวัยได้ งานวิจัยดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์เมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568 ในวารสาร Age and Ageing โดยชี้ให้เห็นว่า แม้การออกกำลังกายระดับปานกลางถึงหนักเพียงเล็กน้อย เช่น การเดินเร็ว หรือวิ่งจ็อกกิง ก็สามารถพัฒนาความเฉียบคมทางปัญญาของผู้สูงอายุได้อย่างเห็นได้ชัด (ที่มา)

งานวิจัยชิ้นนี้เผยแพร่ออกมาในช่วงจังหวะที่ประเทศไทยและอีกหลายประเทศทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างรวดเร็ว ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ชี้ว่า ภายในปี พ.ศ. 2573 คาดการณ์ว่าประชากร 1 ใน 6 ของโลกจะมีอายุ 60 ปีขึ้นไป ในส่วนของประเทศไทยเอง สัดส่วนประชากรที่มีอายุเกิน 60 ปี ก็ทะลุร้อยละ 20 ไปแล้ว ส่งผลให้ไทยกลายเป็นหนึ่งในประเทศสังคมผู้สูงวัยของโลกอย่างเต็มตัว (WHO) ขณะที่ครอบครัวไทยจำนวนไม่น้อยต้องรับภาระดูแลสมาชิกสูงวัยในบ้าน และงบประมาณด้านสาธารณสุขก็มีจำกัดสวนทางกับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น การหาแนวทางที่ทำได้ง่ายและเข้าถึงได้เพื่อช่วยชะลอความเสื่อมถอยของสมองจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วน

การศึกษานี้วิเคราะห์ข้อมูลจากผู้สูงวัยที่มีสุขภาพสมองดี อายุระหว่าง 65 ถึง 80 ปี จำนวน 585 คน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัย IGNITE โครงการวิจัยขนาดใหญ่ในสหรัฐอเมริกาที่ทำร่วมกับสถาบันการศึกษาชั้นนำหลายแห่ง ทีมวิจัยได้ติดตามรูปแบบกิจกรรมของผู้เข้าร่วมตลอด 24 ชั่วโมง โดยแบ่งเป็น ช่วงนอนหลับ ช่วงเวลาพักผ่อนไม่เคลื่อนไหว กิจกรรมเบาๆ และกิจกรรมที่ต้องออกแรงระดับปานกลางถึงหนัก จากนั้นนำข้อมูลรูปแบบกิจกรรมเหล่านี้มาวิเคราะห์ความเชื่อมโยงกับผลการทดสอบความเร็วในการประมวลผลของสมอง การทำงานของสมองส่วนหน้า (เช่น การวางแผน การตัดสินใจ) และความจำ สิ่งที่น่าค้นพบคือ กลุ่มที่สมองมีการพัฒนามากที่สุด กลับเป็นกลุ่มที่เปลี่ยนพฤติกรรมจากเดิมที่แทบไม่ได้ขยับตัว มาเป็นการออกกำลังกายอย่างกระฉับกระเฉงเพียงวันละ 5 นาที การพัฒนาที่ว่านี้รวมถึงความสามารถในการประมวลผลข้อมูลที่เร็วขึ้น ความจำขณะทำงาน (working memory) ดีขึ้น และทักษะการทำงานหลายอย่างพร้อมกัน (multitasking) ก็ดีขึ้นด้วย

หนึ่งในนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเซาท์ออสเตรเลียที่ถูกอ้างถึงในรายงาน ได้อธิบายว่า “ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดเกิดขึ้นกับกลุ่มคนที่ปกติแทบไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกายเลย แต่เริ่มหันมาออกกำลังกายระดับปานกลางถึงหนักเพียงเล็กน้อย แค่วันละ 5 นาทีเท่านั้น” การออกกำลังกายลักษณะนี้ ที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นและหายใจแรงขึ้น มีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับประสิทธิภาพการทำงานของสมองที่ดีขึ้น ในทางกลับกัน กิจวัตรประจำวันที่เน้นการอยู่นิ่งๆ หรือทำกิจกรรมเบาๆ เป็นหลัก กลับสัมพันธ์กับความสามารถในการคิดที่ช้าลงและความจำที่ถดถอย

ประเด็นสำคัญคือ ประโยชน์เหล่านี้ยังคงเห็นผลชัดเจนโดยไม่ขึ้นกับปัจจัยทางพันธุกรรมหรือภูมิหลังทางประชากรของผู้เข้าร่วมแต่ละคน ซึ่งชี้ว่าผลการวิจัยนี้น่าจะสามารถนำไปปรับใช้ได้ในวงกว้าง รวมถึงกับกลุ่มประชากรที่หลากหลายในประเทศไทยด้วย สำหรับการทำงานของสมองส่วนที่พัฒนาขึ้นมากที่สุด ได้แก่ ความเร็วในการประมวลผลข้อมูล ความจำขณะทำงาน และการทำงานของสมองส่วนหน้า ซึ่งล้วนเป็นทักษะทางความคิดที่จำเป็นต่อการวางแผน การตัดสินใจ และการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ๆ อย่างไรก็ดี งานวิจัยนี้ไม่พบผลกระทบที่ชัดเจนต่อความจำเชิงเหตุการณ์ (episodic memory - ความสามารถในการจดจำรายละเอียดของเหตุการณ์ในอดีต) หรือทักษะการรับรู้ด้านมิติสัมพันธ์ (spatial cognition)

นักวิจัยอีกท่านจากสถาบัน AdventHealth ได้เน้นย้ำว่า “ในแต่ละวัน เราต่างต้องตัดสินใจว่าจะใช้เวลาไปกับอะไรบ้าง หากเรายอมแบ่งเวลาเพียงเล็กน้อยมาทำกิจกรรมที่ช่วยให้หัวใจได้สูบฉีดแรงขึ้น สุขภาพสมองของเราก็จะได้รับอานิสงส์ไปด้วย” กระนั้นก็ตาม ทีมวิจัยยังคงย้ำเตือนว่า แม้งานวิจัยแบบภาคตัดขวาง (cross-sectional study) นี้จะแสดงให้เห็นความเชื่อมโยงที่ชัดเจน แต่ก็ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยแบบติดตามผลระยะยาว (longitudinal study) เพื่อพิสูจน์ว่าการทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่องจะส่งผลต่อสมองของผู้สูงอายุในระยะยาวอย่างไร

สำหรับบริบทของประเทศไทย ซึ่งค่านิยมทางสังคมบางส่วนอาจส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมักใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับบ้าน และอาจมีการเคลื่อนไหวร่างกายน้อย หลักฐานจากงานวิจัยชิ้นใหม่นี้จึงนำเสนอแนวทางที่ปฏิบัติได้จริงและไม่สิ้นเปลือง เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุยังคงมีความคิดที่เฉียบแหลม หน่วยงานด้านสาธารณสุขในบ้านเราเองก็เคยมีการรณรงค์เรื่อง “เดินช้า เดินไว สุขภาพดีได้ทุกวัย” มาบ้างแล้ว ซึ่งสื่อความหมายว่าการเคลื่อนไหวทุกรูปแบบล้วนมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่งานวิจัยล่าสุดนี้ยิ่งตอกย้ำให้เห็นคุณค่าของการเคลื่อนไหวอย่างตั้งใจและกระฉับกระเฉง เพื่อส่งเสริมสุขภาพที่ดีในวัยเก๋าโดยเฉพาะ

ในวัฒนธรรมไทยดั้งเดิม ผู้เฒ่าผู้แก่มักเปรียบเสมือนคลังภูมิปัญญาของครอบครัว ดังนั้น การดูแลสุขภาพสมองของท่านเหล่านี้จึงไม่ใช่แค่การดูแลสุขภาวะส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อความผาสุกในครอบครัวและการสืบทอดความรู้จากรุ่นสู่รุ่นอีกด้วย การค้นพบว่าการออกกำลังกายเพียงวันละ 5 นาทีก็ให้ประโยชน์ต่อสมองได้นั้น ช่วยลดกำแพงในการเริ่มต้นได้อย่างมาก เพราะแสดงให้เห็นว่าการดูแลสมรรถภาพร่างกายของผู้สูงวัยไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องน่ากลัว สิ้นเปลือง หรือใช้เวลานานเสมอไป

ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขจากกรมอนามัย แม้จะไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการศึกษานี้ ก็เคยให้ข้อมูลสนับสนุนว่า การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะกิจกรรมกลางแจ้ง ไม่เพียงแต่จะช่วยเสริมสร้างสุขภาพกาย แต่ยังส่งผลดีต่อสุขภาวะทางอารมณ์และสังคมของผู้สูงอายุอีกด้วย กิจกรรมง่ายๆ อย่างการเดินเล่นในวัด สวนสาธารณะของชุมชน หรือตลาดแถวบ้าน ล้วนสอดคล้องกับวิถีชีวิตดั้งเดิม และสามารถปรับให้เข้ากับแนวทาง “5 นาทีฟิตสมอง” ที่งานวิจัยใหม่นี้นำเสนอได้อย่างไม่ยากเย็น (มูลนิธิส่งเสริมสุขภาพไทย) ขณะเดียวกัน ผู้ให้บริการด้านสุขภาพ รวมถึงผู้ดูแล ควรช่วยกันสร้างสภาพแวดล้อมและกิจวัตรประจำวันที่เอื้อให้การเคลื่อนไหวอย่างกระฉับกระเฉงเป็นเรื่องง่ายและน่าสนุกสำหรับผู้สูงวัย

สำหรับในอนาคต ทีมวิจัยสนับสนุนให้มีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงผลกระทบระยะยาวของการออกกำลังกายระดับปานกลางถึงหนักเป็นประจำ ที่มีต่อการทำงานของสมอง ส่วนผู้ที่มีบทบาทในการกำหนดนโยบายและนักวางผังเมือง ผลวิจัยนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนาและขยายโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อผู้สูงอายุ เช่น ทางเท้าที่ปลอดภัย พื้นที่สาธารณะร่มรื่น และโครงการออกกำลังกายที่ผู้สูงวัยเข้าถึงได้ง่าย นอกจากนี้ โรงเรียนและศูนย์ชุมชนอาจจับมือกับโรงพยาบาลในพื้นที่และองค์กรไม่แสวงผลกำไร เพื่อริเริ่มกิจกรรม “เดินฟิตสมอง” หรือการออกกำลังกายแบบกลุ่ม โดยอาศัยค่านิยมแบบไทยๆ ที่เน้นการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน (ดั่งคำพังเพยที่ว่า น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า)

สำหรับผู้อ่านชาวไทยทุกท่าน โดยเฉพาะผู้ที่มีคุณพ่อคุณแม่ หรือปู่ย่าตายายสูงวัยอยู่ที่บ้าน สารสำคัญจากงานวิจัยนี้ชัดเจนและตรงไปตรงมา นั่นคือ ลองชวนผู้สูงวัยที่คุณรักออกไปเดินเร็วกันทุกวัน แม้จะแค่ 5 นาทีก็ยังดี อาจจะแนะนำเส้นทางเดินเล่นสวยๆ ใกล้บ้าน หรือไปเป็นเพื่อนเดินออกกำลังกายที่สวนสาธารณะแถวบ้านเพื่อเป็นกำลังใจให้กัน หากท่านมีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหว การออกกำลังกายในน้ำ หรือแอโรบิกบนเก้าอี้ ก็อาจให้ผลลัพธ์ที่ดีใกล้เคียงกัน หัวใจสำคัญที่สุดคือ การตระหนักว่าทุกนาทีของการขยับร่างกายอย่างกระฉับกระเฉงนั้นมีความหมาย และไม่มีคำว่าแก่เกินไปสำหรับการเริ่มต้น

ในยามที่สังคมไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ การใส่ใจดูแลสุขภาพสมองจึงเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาความผูกพันอันอบอุ่นในครอบครัว ความมีชีวิตชีวาทางวัฒนธรรม และความมั่นคงของสังคมโดยรวม เพียงวันละ 5 นาที ก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ มาเริ่มลงมือทำกันตั้งแต่วันนี้ ทำให้การเดินเร็วเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวัน และช่วยให้ผู้สูงวัยชาวไทย รวมถึงคนรอบข้างที่รักท่าน มีสมองที่สดใสแข็งแรงไปอีกนานเท่านาน

อ่านเพิ่มเติม: