ความเชื่อที่มีมานานว่าโรคทางจิตเวชส่วนใหญ่ตกทอดมาจากพ่อแม่ อันเป็นรากฐานสำคัญของวงการจิตเวชศาสตร์ชีวภาพมาหลายทศวรรษ กำลังเผชิญกับคำถามสำคัญ บทวิเคราะห์ชิ้นใหม่ที่ลงลึกในรายละเอียด ซึ่งตีพิมพ์เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2025 ชี้ให้เห็นว่า งานวิจัยในปัจจุบันพบว่าบทบาทของพันธุกรรมในการอธิบายสาเหตุของโรคทางจิตเวชนั้นอาจมีน้อยกว่าที่เราเคยเข้าใจกันมากนัก จุดประกายให้เกิดการเรียกร้องให้หันมาทำความเข้าใจอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้นถึงความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างยีน สิ่งแวดล้อม และปัจจัยทางจิตวิทยา ที่ส่งผลต่อการก่อตัวของสุขภาพจิต (Madin America)

แล้วเรื่องนี้สำคัญกับคนไทยอย่างไร? ในบ้านเราที่ประเด็นสุขภาพจิตเพิ่งจะเริ่มเป็นที่สนใจในวงกว้างระดับประเทศ บทสนทนาในสังคมก็มักจะคล้อยตามทิศทางความก้าวหน้าทางการแพทย์และจิตเวชศาสตร์สากล ซึ่งรวมถึงการให้ความสำคัญกับปัจจัยทางพันธุกรรม คนไทยไม่น้อย โดยเฉพาะในสังคมเมือง อาจคุ้นเคยกับคำอธิบายที่ว่าอาการซึมเศร้า วิตกกังวล หรือโรคจิตเภท เป็นโรคที่สืบทอดกันในครอบครัวและมีพันธุกรรมเป็นปัจจัยหลัก การตระหนักว่าโรคทางจิตเวชไม่ได้ถูกกำหนดโดยดีเอ็นเอแต่เพียงอย่างเดียว จะช่วยลดอคติและการตีตรา ทั้งยังเป็นข้อมูลสำคัญในการกำหนดนโยบาย และเป็นแรงผลักดันให้เกิดการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตที่ครอบคลุมยิ่งขึ้นทั่วประเทศ

งานวิจัยล่าสุดนี้ ซึ่งได้รับการทบทวนอย่างถี่ถ้วนในบทความชิ้นใหม่โดยนักวิชาการด้านจิตเวชและนักวิจารณ์ผลงานทางวิทยาศาสตร์ ได้ตั้งคำถามต่อสมมติฐานหลักสามประการของจิตเวชศาสตร์ชีวภาพ ได้แก่: สมองคืออวัยวะที่ควบคุมจิตใจ, ยาหรือการกระตุ้นระบบประสาทสามารถบรรเทาอาการทางจิตเวชได้, และที่สำคัญที่สุดคือ พันธุกรรมเป็นสาเหตุหลักของโรคทางจิตเวช การค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์อย่างไม่หยุดยั้งในช่วงที่ผ่านมาได้เปิดโปงให้เห็นถึงจุดอ่อนในเสาหลักข้อที่สามนี้ นั่นคือแนวคิดที่ว่าพันธุกรรมเป็นตัวกำหนดทุกสิ่ง

ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันในหมู่นักวิจัยแล้วว่ายังไม่มีการทดสอบทางชีวภาพหรือตัวชี้วัดทางชีวภาพใดที่น่าเชื่อถือพอจะใช้สำหรับวินิจฉัยโรคทางจิตเวชใดๆ ที่ระบุไว้ใน DSM-5 ซึ่งเป็นคู่มือมาตรฐานสากลทางจิตเวชศาสตร์ (Madin America) แม้ว่าร่างกายและสมองของเราจะมีพื้นฐานทางชีวภาพอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ และยีนก็มีบทบาทในการกำหนดพฤติกรรมของเรา แต่โดยภาพรวมแล้ว บทบาทของยีนต่อโรคทางจิตเวชโดยทั่วไปนั้นดูเหมือนจะมีน้อยกว่าและซับซ้อนกว่าที่คนส่วนใหญ่ หรือแม้แต่บุคลากรทางการแพทย์จำนวนไม่น้อย เคยเชื่อกันมา

ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจประการหนึ่งจากบทความนี้คือ ค่าประมาณการถ่ายทอดทางพันธุกรรม (heritability estimates) ซึ่งเป็นตัวเลขที่สื่อมักหยิบยกมาอ้างอิง (เช่น โรคจิตเภทหรือสมาธิสั้น “ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ร้อยละ 80”) นั้น แท้จริงแล้วเป็นเรื่องที่ถูกเข้าใจผิดกันอย่างกว้างขวาง ดังที่นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียผู้หนึ่งได้โต้แย้งไว้เมื่อหลายสิบปีก่อนว่า “ลักษณะทางพฤติกรรมของมนุษย์ทุกอย่างสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้” ทว่านั่นไม่ได้หมายความว่าลักษณะเหล่านั้นถูกกำหนดโดยยีนเป็นหลัก

ปัจจุบัน เครื่องมือหลักที่ใช้ในการประเมินบทบาทของพันธุกรรมต่อโรคทางจิตเวช ได้แก่ การศึกษาความเชื่อมโยงของจีโนมแบบกว้าง (Genome-Wide Association Studies หรือ GWAS) และการศึกษาในฝาแฝด การศึกษา GWAS ซึ่งเป็นการสแกนจีโนมทั้งหมดของกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ ตั้งแต่หลายแสนถึงหลายล้านคน ได้ระบุ “ยีนเสี่ยง” จำนวนมากที่อาจเกี่ยวข้องกับโรคทางจิตเวชต่างๆ อย่างไรก็ดี แม้จะมีกลุ่มตัวอย่างขนาดมหึมา สัดส่วนของอาการที่สามารถอธิบายได้ด้วยความแตกต่างทางพันธุกรรม หรือที่วัดผลทางสถิติเรียกว่า “ความแปรปรวนที่อธิบายได้” (explained variance) ก็ยังคงอยู่ในระดับต่ำอย่างน่าผิดหวัง

ตัวอย่างเช่น แม้การศึกษา GWAS จะค้นพบยีนที่อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงถึง 270 ยีนสำหรับโรคจิตเภท และ 178 ยีนสำหรับภาวะซึมเศร้า แต่เมื่อรวมกันแล้ว ยีนเหล่านี้สามารถอธิบายความแปรปรวนของอาการในแต่ละโรคได้เพียงร้อยละ 7.7 และน้อยเพียงร้อยละ 1.5–3.2 ตามลำดับเท่านั้น (Giangrande และคณะ อ้างอิงใน Madin America) สำหรับกลุ่มโรควิตกกังวล ความแตกต่างทางพันธุกรรมสามารถอธิบายความแตกต่างของอาการได้เพียงร้อยละ 0.5 ในทางกลับกัน เมื่อพิจารณาปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม กลับพบว่าปัจจัยเหล่านี้อาจอธิบายความแตกต่างของอาการได้มากถึงร้อยละ 30 และร้อยละ 24 ตามลำดับ

การศึกษาในฝาแฝด ซึ่งเป็นอีกเครื่องมือหลักที่ใช้กันมายาวนานในแวดวงพันธุศาสตร์พฤติกรรม ก็มีข้อจำกัดด้านระเบียบวิธีวิจัยและช่องโหว่ทางสถิติที่สำคัญเช่นกัน ฝาแฝดจากไข่ใบเดียวกัน (แฝดแท้) มีรหัสพันธุกรรมเหมือนกันเกือบร้อยละ 100 ในขณะที่ฝาแฝดจากไข่คนละใบ (แฝดเทียม) มีรหัสพันธุกรรมเหมือนกันประมาณร้อยละ 50 ตรรกะเบื้องหลังคือ หากแฝดแท้มีความคล้ายคลึงกันในการเกิดโรคทางจิตเวชมากกว่าแฝดเทียม นั่นย่อมบ่งชี้ถึงอิทธิพลของพันธุกรรม ทว่าข้อมูลจากความเป็นจริงกลับชี้ไปในทิศทางอื่น งานวิจัยขนาดใหญ่ในเดนมาร์กที่ติดตามคู่แฝดถึง 32,000 คู่ พบว่าแม้ค่าประมาณการถ่ายทอดทางพันธุกรรมของโรคจิตเภทจะสูงถึงร้อยละ 80 แต่อัตราการเกิดโรคร่วมกัน (concordance rate) ที่แท้จริง ซึ่งหมายถึงโอกาสที่แฝดแท้คนที่สองจะถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคเดียวกันหากคนแรกเป็นนั้น กลับอยู่ที่เพียงร้อยละ 33 เท่านั้น นั่นหมายความว่า สองในสามของคู่แฝดแท้ที่มีพันธุกรรมเหมือนกัน ไม่ได้ป่วยเป็นโรคจิตเภททั้งคู่ (Madin America) สำหรับแฝดเทียม อัตรานี้ยิ่งต่ำลงไปอีก อยู่ที่เพียงร้อยละ 7

ความคลาดเคลื่อนระหว่างค่าการถ่ายทอดทางพันธุกรรมกับความเสี่ยงที่แท้จริงนี้ ไม่ใช่เพียงประเด็นถกเถียงทางวิชาการเล็กๆ น้อยๆ แต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิธีที่คนทั่วไปทั้งในไทย (และทั่วโลก) ทำความเข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยงในครอบครัว การตัดสินใจเรื่องการแต่งงานและการวางแผนครอบครัว รวมถึงการเผชิญหน้ากับอคติและการตีตรา ผลพวงจากความเข้าใจผิดนี้ยังลุกลามไปถึงการกำหนดยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพจิตระดับชาติอีกด้วย

ผู้เชี่ยวชาญต่างเน้นย้ำว่าตัวเลขค่าการถ่ายทอดทางพันธุกรรมที่สูง ไม่ได้แปลว่าความผิดปกตินั้น “มีสาเหตุหลักมาจากยีน” เสมอไป ค่าประมาณเหล่านี้เป็นเพียงค่าทางสถิติที่คำนวณภายใต้สภาวะแวดล้อมที่ค่อนข้างคงที่ ลองจินตนาการถึงห้องเรียนที่เด็กทุกคนได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ ความแตกต่างของส่วนสูงส่วนใหญ่ย่อมมาจากพันธุกรรม แต่หากเด็กครึ่งห้องขาดสารอาหารอย่างรุนแรง ปัจจัยสิ่งแวดล้อมจะกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่อธิบายความแตกต่างของส่วนสูงได้มากกว่า และค่าการถ่ายทอดทางพันธุกรรมก็จะลดต่ำลง

ปฏิสัมพันธ์ซับซ้อนนี้เป็นที่เข้าใจกันดีในหมู่นักวิชาการและจิตแพทย์ชั้นนำของไทยหลายท่าน ซึ่งปัจจุบันหลายท่านให้ความสำคัญกับ “ปฏิสัมพันธ์ระหว่างยีนและสิ่งแวดล้อม” มากกว่าแนวคิดที่ว่าพันธุกรรมเป็นตัวกำหนดแต่เพียงฝ่ายเดียว ตัวอย่างเช่น นักวิจัยด้านสุขภาพจิตระดับมหาวิทยาลัยหลายแห่งมักชี้ให้เห็นว่า อัตราการเจ็บป่วยทางจิตที่เพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มเยาวชนไทยในเขตเมืองนั้น มีความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างรวดเร็ว ความกดดันในการสร้างความสำเร็จ ความรู้สึกโดดเดี่ยวในสังคมเมือง และบาดแผลทางใจในครอบครัว มากกว่าที่จะมาจากยีนตัวใดตัวหนึ่งโดยเฉพาะ

ความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับค่าการถ่ายทอดทางพันธุกรรมไม่ใช่เรื่องเพิ่งเกิด บทความนี้ได้ให้รายละเอียดว่านักวิทยาศาสตร์ได้ตั้งคำถามถึงประโยชน์ของค่าดังกล่าวมานานหลายทศวรรษแล้ว ในช่วงทศวรรษ 1970 นักพันธุศาสตร์และนักชีววิทยาเชิงวิวัฒนาการชาวอเมริกันผู้ทรงคุณวุฒิท่านหนึ่ง ได้เปรียบเปรยการใช้ค่าประมาณการถ่ายทอดทางพันธุกรรมว่าไม่ต่างจาก “การพยายามอธิบายกลไกของนาฬิกาด้วยการเฝ้าดูเพียงเข็มนาฬิกาที่เคลื่อนไป” กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ บทความหลายชิ้นได้ชี้ว่า “การถ่ายทอดทางพันธุกรรม” (heritability) เป็นหนึ่งในแนวคิดที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดมากที่สุดในประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ พร้อมทั้งเตือนว่าการนำไปใช้อย่างไม่ถูกต้องจะบิดเบือนความเข้าใจของสาธารณชนเกี่ยวกับพัฒนาการทางบุคลิกภาพและความเปราะบางทางอารมณ์ของมนุษย์

ในโลกแห่งความเป็นจริง การนำแนวคิดที่ว่าพันธุกรรมเป็นตัวกำหนดทุกสิ่งไปใช้อย่างไม่ถูกต้องนั้น ส่งผลกระทบทางสังคมและการเมืองอย่างใหญ่หลวง ในอดีต มีการนำค่าการถ่ายทอดทางพันธุกรรมไปใช้ในทางที่ผิดเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยอ้างว่ากลุ่มคนร่ำรวยและผู้มีอภิสิทธิ์นั้นเพียงแค่ “มียีนที่ดีกว่า” แม้แต่ในสังคมไทยปัจจุบัน ความเชื่อที่ว่าอาการป่วยทางจิตเป็นเรื่องของ “กรรมพันธุ์ในครอบครัว” หรือ “อยู่ในสายเลือด” ก็สามารถตอกย้ำการตีตรา หรือทำให้ผู้คนท้อถอยที่จะแสวงหาความช่วยเหลือหรือเชื่อว่าการแก้ไขเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์ ในทำนองเดียวกัน หากมองว่าสติปัญญาหรือพฤติกรรมถูกกำหนดตายตัวโดยพันธุกรรม การลงทุนด้านการศึกษา บริการทางสังคม หรือการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกัน ก็อาจถูกมองว่ามีความสำคัญน้อยลง ซึ่งนับเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและอันตรายอย่างยิ่ง

บทความได้สรุปพร้อมให้ข้อคิดที่สำคัญสำหรับผู้ปฏิบัติงานและผู้กำหนดนโยบายว่า แม้ว่ายีนบางชนิดอาจทำให้บุคคลมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคบางอย่าง เช่น กรณีของโรคที่เกิดจากยีนเดี่ยวซึ่งพบได้ไม่บ่อยนักอย่างโรคฮันติงตัน แต่ปัจจัยทางสังคม เช่น การเข้าถึงบริการทางการแพทย์ ก็ยังคงมีอิทธิพลอย่างมากต่อผลลัพธ์สุดท้ายที่จะเกิดขึ้น สำหรับปัญหาสุขภาพจิตส่วนใหญ่ ซึ่งไม่มียีนตัวใดตัวหนึ่งเป็นสาเหตุโดยตรง ปัจจัยทางสังคมจึงยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นไปอีก

งานวิจัยล่าสุดตอกย้ำว่า งบประมาณมหาศาลหลายพันล้านที่ทุ่มเทให้กับการค้นหา “การทดสอบทางชีวภาพ” สำหรับโรคทางจิตเวชที่สำคัญนั้น ยังไม่สามารถให้ผลลัพธ์เป็นตัวชี้วัดทางชีวภาพที่เชื่อถือได้สำหรับการวินิจฉัยโรค หรือนำไปสู่วิธีการรักษาแบบใหม่ที่ให้ผลลัพธ์ก้าวหน้าอย่างที่คาดหวัง ปัจจุบัน มาตรการป้องกันและบำบัดรักษาที่มุ่งเน้นการสนับสนุนทางด้านจิตใจและสังคม เช่น การดูแลที่คำนึงถึงบาดแผลทางใจ (trauma-informed care) โครงการที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน และการลดปัญหาความยากจนและความเครียดในครอบครัว กลับเป็นกลยุทธ์ที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนมากที่สุดในการยกระดับสุขภาพจิตของประชากรโดยรวม (Madin America, MSN Health)

สังคมไทย ซึ่งมีลักษณะผสมผสานอันเป็นเอกลักษณ์ระหว่างความทันสมัยที่รุดหน้าอย่างรวดเร็ว ค่านิยมครอบครัวที่ฝังรากลึก และประเพณีชุมชนที่เข้มแข็ง นับว่าอยู่ในจุดที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะน้อมรับบทเรียนนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีการรณรงค์จากภาครัฐและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริหลายโครงการที่มุ่งลดการตีตราผู้ป่วยทางจิต และพัฒนาบริการสายด่วนสุขภาพจิต คลินิกเคลื่อนที่ และเครือข่ายการให้คำปรึกษาในสถานศึกษา อย่างไรก็ดี การตระหนักถึงความสำคัญของปัจจัยทางสังคมที่กำหนดสุขภาพ ตั้งแต่ปัญหาความยากจนไปจนถึงบาดแผลทางใจ ความกดดันทางการศึกษา ไปจนถึงความเครียดจากสภาพแวดล้อม ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องการการขับเคลื่อนอย่างจริงจัง

ขณะที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าแก้ไขวิกฤตสุขภาพจิต สิ่งสำคัญอย่างยิ่งคือบุคลากรในแวดวงการศึกษา บุคลากรทางการแพทย์ ผู้นำชุมชน และผู้ที่มีบทบาทกำหนดนโยบาย ต้องก้าวข้ามคำอธิบายที่ฟังดูง่ายแต่ไม่ครอบคลุมอย่าง “มันเป็นเรื่องของยีน” การจัดการกับปัญหาการตีตรา การปรับปรุงการเข้าถึงการสนับสนุนทางจิตใจและสังคม และการส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่สามารถเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ ควรได้รับความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการค้นหาเงื่อนงำทางพันธุกรรมใดๆ

สำหรับครอบครัวที่มีความกังวลใจ นี่หมายถึงการทำความเข้าใจว่าภาวะสุขภาพจิตส่วนใหญ่นั้นไม่ได้ถูก “ลิขิต” มาจากพันธุกรรม แต่เป็นผลมาจากปัจจัยที่เชื่อมโยงกันทั้งทางชีวภาพ จิตใจ และสังคม การให้ความช่วยเหลือตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม การสนับสนุนด้วยความเข้าอกเข้าใจ และความพยายามในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เกื้อกูลและเอื้ออาทร สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างแท้จริง แทนที่จะจดจ่ออยู่กับเพียงประวัติครอบครัวและเรื่องยีน ผู้อ่านชาวไทยควรมองหาความช่วยเหลือเมื่อต้องการ หยิบยื่นกำลังใจให้แก่กันและกัน และร่วมกันส่งเสริมแนวทางการดูแลสุขภาพจิตแบบองค์รวม

สำหรับผู้ที่สนใจเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับความก้าวหน้าล่าสุดในประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างพันธุกรรมและโรคทางจิตเวช แหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือมีอาทิ บทความใน Madin America ฐานข้อมูลกลาง PubMed รวมถึงองค์กรและศูนย์วิชาการในประเทศ เช่น ราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย การสนทนาอย่างมีข้อมูล การดูแลที่สอดคล้องกับบริบททางวัฒนธรรม และการสนับสนุนที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง โดยทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักฐานเชิงประจักษ์มากกว่าความเชื่อเดิมๆ คือเครื่องมือที่ดีที่สุดที่จะนำเราก้าวไปข้างหน้า