งานวิจัยด้านประสาทวิทยาล่าสุดได้เปรียบเทียบการทำงานของสมองมนุษย์กับการเคลื่อนไหวรวมกลุ่มอันน่าอัศจรรย์ของฝูงนกกิ้งโครง (starling) ซึ่งเป็นฝูงนกขนาดใหญ่ที่นกนับพันตัวดูราวกับเคลื่อนไหวเป็นหนึ่งเดียว สร้างรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงและประสานกันไปทั่วท้องฟ้า เฉกเช่นเดียวกัน มีนักวิจัยจำนวนไม่น้อยที่กำลังเสนอว่าการทำงานของจิตใจ เช่น อารมณ์ ความคิด และการกระทำ ไม่ได้เกิดขึ้นจากสมองส่วนใดส่วนหนึ่งทำงานโดยลำพัง แต่เกิดจากความร่วมมือที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาของเครือข่ายเซลล์ประสาทขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงถึงกัน มุมมองที่ว่า “สมองคือเครือข่ายเชื่อมโยง” นี้ กำลังท้าทายความเชื่อดั้งเดิมเกี่ยวกับสมองที่แบ่งเป็นส่วนๆ และอาจนำไปสู่ความเข้าใจใหม่ๆ ในทุกเรื่อง ตั้งแต่การเรียนรู้และความคิดสร้างสรรค์ ไปจนถึงภาวะสุขภาพจิต เช่น ความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า (aeon.co)

แล้วเรื่องนี้มันสำคัญกับคนไทยเราอย่างไร? ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ทั้งตำราประสาทวิทยาและความเข้าใจของคนทั่วไปมองว่าสมองสามารถแบ่งออกเป็นส่วนต่างๆ ที่ทำงานเฉพาะเจาะจง เช่น ส่วนหนึ่งสำหรับการมองเห็น อีกส่วนสำหรับการเคลื่อนไหว และอีกส่วนสำหรับอารมณ์ เป็นต้น ความเข้าใจแบบ “แยกส่วน” นี้ส่งผลต่อทุกอย่าง ตั้งแต่วิธีที่แพทย์ในไทยประเมินผู้บาดเจ็บทางสมอง ไปจนถึงโครงสร้างหลักสูตรจิตวิทยาในมหาวิทยาลัยในไทย และแม้กระทั่งความเชื่อทั่วไปเกี่ยวกับบุคลิกภาพแบบ “สมองซีกซ้าย” และ “สมองซีกขวา” แต่งานวิจัยล่าสุด รวมถึงการศึกษาด้วยภาพถ่ายสมองแบบพลวัตและทฤษฎีล้ำสมัย กลับชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างสมองนั้นเชื่อมโยงและยืดหยุ่นกว่าที่คิดไว้มาก ซึ่งเป็นการค้นพบที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่งทั้งด้านการศึกษา การแพทย์ และวัฒนธรรมในประเทศไทยและทั่วโลก

ที่มาของทฤษฎีสมองแบบแยกส่วนนั้นมีรากฐานทางชีววิทยา ย้อนกลับไปถึงงานของนักประสาทวิทยาชาวตะวันตกในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เช่น ฟอกทส์ (Vogts) และโบรดมันน์ (Brodmann) ซึ่งแผนที่เปลือกสมองของพวกเขาได้แบ่งสมองออกเป็นส่วนย่อยๆ ตามสถาปัตยกรรมของเซลล์ เป็นเวลาหลายปีที่ “บริเวณโบรดมันน์” ที่รู้จักกันดีนี้ยังคงปรากฏอยู่ในตำราและการบรรยายทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยแต่ละส่วนถูกกำหนดหน้าที่เฉพาะ เช่น เปลือกสมองส่วนการมองเห็นอยู่ด้านหลัง เปลือกสมองส่วนการเคลื่อนไหวอยู่ด้านหน้า เป็นต้น (Wikipedia) อย่างไรก็ตาม ดังที่นักประสาทวิทยา ลูอิซ เปสโซอา อธิบายในบทความล่าสุด เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น fMRI (การสร้างภาพด้วยเรโซแนนซ์แม่เหล็กตามการทำงานของสมอง) ช่วยให้นักวิจัยสังเกตสมองขณะทำงานได้ ทำให้เห็นว่ากลุ่มเซลล์ประสาทจากหลายส่วนของสมองทำงานร่วมกันขณะที่เราทำกิจกรรมต่างๆ รูปแบบเหล่านี้เปลี่ยนแปลงอย่างลื่นไหลตามสิ่งที่บุคคลกำลังคิดหรือรู้สึก ไม่ต่างอะไรกับรูปทรงที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาของฝูงนกกิ้งโครง เปสโซอาได้ระบุไว้ว่า “มันไม่ใช่แผนที่ที่ตายตัว แต่เป็นการรวมกลุ่มที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและขึ้นอยู่กับบริบท”

หัวใจสำคัญของทฤษฎีสมองที่เชื่อมโยงกันก็คือแนวคิดเรื่อง “การอุบัติ” (emergence) ซึ่งหมายถึงการที่ปรากฏการณ์ซับซ้อนเกิดขึ้นจากปฏิสัมพันธ์ง่ายๆ โดยไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่งหรือปัจเจกใดควบคุมผลลัพธ์โดยรวม เฉกเช่นฝูงนกกิ้งโครงที่ไม่มีนกตัวใดเป็นผู้นำฝูง ก็ไม่มีกลุ่มเซลล์ประสาทกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่ควบคุมการทำงานเฉพาะอย่างโดยลำพัง สัญญาณต่างๆ ไหลผ่านเครือข่ายที่เชื่อมโยงกันอย่างหนาแน่นระหว่างสมองส่วนต่างๆ และส่วนย่อยๆ ประสบการณ์ทางจิตใจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความทรงจำ การเคลื่อนไหว หรืออารมณ์ ล้วนไม่ได้เกิดจากสมองส่วนใดส่วนหนึ่งเพียงจุดเดียว แต่เกิดจากการทำงานร่วมกันเป็นทีมของสมองหลายส่วน ซึ่งปรับเปลี่ยนไปตามบริบท (aeon.co)

การศึกษาล่าสุด รวมถึงงานวิจัยเกี่ยวกับ “เครือข่ายความเด่นชัด” (salience network) ของสมอง แสดงให้เห็นว่าการรวมกลุ่มทำงานของสมองเหล่านี้ครอบคลุมพื้นที่สมองส่วนนอก (เปลือกสมอง) และส่วนลึกที่อยู่ห่างไกลกัน โดยมีการรวมตัวและปรับเปลี่ยนใหม่อย่างต่อเนื่องตามความจำเป็นในขณะนั้น (PubMed) ตัวอย่างเช่น เครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับความสนใจหรือการรับรู้สิ่งสำคัญทางอารมณ์ อาจเป็นการรวมตัวของสมองส่วนต่างๆ ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เมื่อถูกกระตุ้นด้วยความหิว ความเครียด หรือการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม สิ่งนี้ตอกย้ำความสามารถในการปรับตัวและความยืดหยุ่นของสมอง เปสโซอาให้ความเห็นว่า สิ่งนี้อธิบายได้ว่าทำไมจึงแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะชี้ชัดถึง “สาเหตุ” เดียวของความผิดปกติทางจิตหลายชนิด แต่ภาวะอย่างความวิตกกังวล โรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ (PTSD) หรือภาวะซึมเศร้า ล้วนเกิดจากความผิดปกติที่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ในวงจรสมองที่เชื่อมโยงกันหลายส่วน ไม่ใช่แค่เพราะอะมิกดาลา (ส่วนสมองที่เกี่ยวกับอารมณ์) ทำงานหนักเกินไป หรือระบบสารสื่อประสาทระบบใดระบบหนึ่งบกพร่องเท่านั้น

บุคลากรทางการแพทย์ในไทยเริ่มให้ความสนใจในเรื่องนี้ นักประสาทวิทยาชั้นนำจากโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ได้ให้ความเห็นเมื่อเร็วๆ นี้ว่า ทฤษฎี “สมองที่เชื่อมโยงกัน” นับเป็น “การพลิกกระบวนทัศน์ครั้งสำคัญ ที่จะกระทบต่อทุกอย่าง ตั้งแต่การวินิจฉัยโรคไปจนถึงการออกแบบโปรแกรมฟื้นฟูสมรรถภาพ” ขณะที่นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันประสาทวิทยาศาสตร์แห่งหนึ่งในไทยให้ทัศนะว่า “เดิมทีเราอาจรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและผู้ที่สมองบาดเจ็บโดยดูจากบริเวณที่เสียหาย แต่เมื่อมองผ่านเลนส์ของเครือข่ายสมอง เราจะเห็นว่าการฟื้นฟูควรมุ่งเน้นกิจกรรมที่กระตุ้นการทำงานของสมองทั้งระบบ อาทิ ดนตรีบำบัด การแก้ปัญหากลุ่ม และการฝึกสติ ไม่ใช่เพียงการฝึกเฉพาะจุด แนวทางนี้ยังสอดรับกับการแพทย์แผนไทยแบบองค์รวม ที่เน้นความเชื่อมโยงของกาย ใจ และชุมชนอีกด้วย”

การเปลี่ยนมุมมองเช่นนี้ยังสอดรับกับขนบธรรมเนียมทางการแพทย์และวัฒนธรรมไทย หลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนาซึ่งหยั่งรากลึกในสังคมไทย ก็เน้นย้ำเรื่องความเชื่อมโยงของทุกสรรพสิ่งและความสำคัญของบริบทต่อการก่อตัวของความคิดและความรู้สึก เช่นเดียวกับฝูงนกที่เคลื่อนไหวประสานกันจากปฏิสัมพันธ์ของนกแต่ละตัวในขณะนั้น การฝึกสติก็ส่งเสริมให้ผู้ฝึกสังเกตธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงและเชื่อมโยงกันของความคิด แทนที่จะมองว่าความคิดเป็นคุณสมบัติที่ตายตัวหรือเป็นข้อบกพร่องส่วนบุคคล ดังนั้น ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์นี้อาจเป็นสะพานเชื่อมระหว่างประสาทวิทยาศาสตร์ตะวันตกกับปรัชญาตะวันออก และอาจนำไปสู่แนวทางใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการดูแลสุขภาพจิตในประเทศไทย

ในแวดวงการศึกษาไทย โมเดล “สมองคือเครือข่าย” นี้ อาจช่วยให้เราเข้าใจเรื่องการเรียนรู้และสติปัญญาได้ลึกซึ้งขึ้น หลักสูตรในปัจจุบัน ทั้งในระดับโรงเรียนและมหาวิทยาลัยชั้นนำ มักแยกทักษะ “วิชาการ” ออกจาก “ความคิดสร้างสรรค์” หรือเน้นการท่องจำมากกว่าการแก้ปัญหาที่ต้องปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ ความเข้าใจที่ว่าสมองทำงานเป็นเครือข่ายที่ยืดหยุ่นและมีปฏิสัมพันธ์กันนี้ อาจจุดประกายรูปแบบการสอนใหม่ๆ โดยเปลี่ยนจากการสอนแบบแยกส่วน (เช่น “สมองคณิตศาสตร์” “สมองศิลปะ”) ไปสู่การทำโครงงานที่ต้องอาศัยความร่วมมือหลากหลายสาขาวิชา และการเผชิญปัญหาจริงในชีวิต ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการทำงานของเครือข่ายสมองอย่างรอบด้าน นักการศึกษาด้านประสาทวิทยาศาสตร์ในไทยท่านหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า “ต่อไปนี้เราสามารถสอนเด็กๆ ได้ว่าสติปัญญาไม่ใช่แค่การเก่งเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่คือความสามารถของสมองในการสร้างเครือข่ายเพื่อปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ใหม่ๆ ได้ เหมือนฝูงนกกิ้งโครงนั่นเอง”

กระบวนทัศน์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงนี้ยังช่วยอธิบายว่าเหตุใดการเจ็บป่วยทางจิตจึงรักษาได้ยากด้วยวิธีแบบ “สูตรสำเร็จ” เพียงอย่างเดียว จิตแพทย์ในไทยเริ่มตระหนักถึงข้อจำกัดของการรักษาที่มุ่งเน้นเพียงสารสื่อประสาทบางชนิดหรือสมองส่วนใดส่วนหนึ่งมากขึ้น งานวิจัยด้านภาพถ่ายสมองจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในไทยชี้ว่า อาการทางจิตเวชหลายอย่างสะท้อนความผิดปกติในวงจรสมองหลายส่วน ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละคนและแต่ละช่วงเวลา “รูปแบบเครือข่ายนี้อาจช่วยให้เราปรับการรักษาให้เหมาะกับแต่ละบุคคลได้ดียิ่งขึ้น โดยผสมผสานทั้งจิตบำบัด การออกกำลังกาย การใช้ยาสมุนไพรไทย และการสนับสนุนทางสังคม เพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้ป่วยแต่ละคน” จิตแพทย์ท่านหนึ่งซึ่งทำงานด้านการรักษาแบบผสมผสานให้ความเห็น

ในมุมมองด้านสาธารณสุข งานวิจัยนี้ชวนให้คนไทยมองข้ามมุมมองผิวเผินเกี่ยวกับสุขภาพจิตและการเจ็บป่วยทางจิต และเตือนให้ระวังการมองหาคำอธิบายหรือวิธีรักษาแบบ “ยาวิเศษ” ที่แก้ได้ทุกปัญหา พร้อมตระหนักว่าจิตใจและประสบการณ์ของมนุษย์นั้นซับซ้อนและขึ้นอยู่กับบริบทมากกว่าที่เราเคยเข้าใจ แนวคิดนี้ยังอาจชี้นำนโยบายภาครัฐ ให้หันมาลงทุนกับการป้องกัน การดูแลแบบองค์รวม และการสนับสนุนระดับชุมชนมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเสริมสร้าง “เครือข่าย” ทางสังคมที่สำคัญยิ่ง ทั้งในระดับหมู่บ้านและชุมชนเมืองของไทย

เมื่อมองไปในอนาคต ผลกระทบจากโมเดลสมองแบบเครือข่ายนี้อาจลึกซึ้งกว่าที่คิด ไม่เพียงแต่ในแวดวงประสาทวิทยาและจิตเวชศาสตร์ แต่ยังรวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) และนโยบายทางสังคม นักวิทยาศาสตร์และผู้กำหนดนโยบายในไทยอาจนำแนวคิดนี้ไปต่อยอดจากความพยายามระดับนานาชาติในการพัฒนา AI “บนฐานเครือข่าย” หรือการนำทฤษฎีเครือข่ายสังคมมาสร้างแบบจำลองสำหรับปรากฏการณ์ต่างๆ ตั้งแต่การระบาดของโรคไปจนถึงผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ปัจจุบัน วิศวกรชีวการแพทย์ในไทยกำลังร่วมมือกับทีมวิจัยระดับโลกเพื่อจัดทำแผนที่ “คอนเน็กโทมของคนไทย” (Thai connectome) ซึ่งเป็นแผนที่เครือข่ายการเชื่อมต่ออันซับซ้อนของสมอง ที่อาจมีลักษณะเฉพาะตามกลุ่มประชากรและพันธุกรรมของคนไทย งานวิจัยลักษณะนี้อาจนำไปสู่เทคโนโลยีการวินิจฉัยโรคแบบใหม่ๆ หรือการบำบัดรักษาที่สอดรับกับวัฒนธรรม ซึ่งสะท้อนรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของสมองและจิตใจของคนไทยได้

แน่นอนว่า มุมมองใหม่ต่อสมองนี้ย่อมสร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ผู้อ่านทุกคนได้ ภาพเปรียบเทียบกับฝูงนกกิ้งโครงช่วยย้ำเตือนว่า ชีวิตจิตใจของเราไม่ได้ถูกกำหนดตายตัวจากหน้าที่หรือโครงสร้างของสมองส่วนใดส่วนหนึ่ง แต่ละประสบการณ์เปรียบดั่ง “การโบยบิน” ที่เกิดจากปฏิสัมพันธ์อันนับไม่ถ้วนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั่วทั้งอาณาจักรอันกว้างใหญ่ของสมอง ซึ่งเป็นระบบที่มีชีวิตชีวาและปรับเปลี่ยนตัวเองไปตามบริบท ร่างกาย และสิ่งแวดล้อม

สำหรับผู้อ่านทั่วไป ข้อคิดที่นำไปปรับใช้ได้ในชีวิตประจำวันคือการหลีกเลี่ยงการมองอะไรแบบผิวเผินหรือด่วนสรุป ไม่ว่าจะเป็นการวินิจฉัยตนเอง การตัดสินความสามารถของคนอื่น หรือการเสพข่าววิทยาศาสตร์ แต่ควรส่งเสริมนิสัยที่ช่วยให้คิดอย่างยืดหยุ่นและเท่าทันบริบท เช่น การรักษาความสัมพันธ์ทางสังคมที่ดี การฝึกสติหรือสมาธิ การทำกิจกรรมหลากหลายที่ใช้สมองแบบองค์รวม เช่น ดนตรี ศิลปะ และการออกกำลังกาย รวมถึงการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์และการศึกษาที่เข้าใจว่าสุขภาพและสติปัญญาเป็นกระบวนการที่เปลี่ยนแปลงและปรับตัวได้ ไม่ใช่คุณสมบัติที่ตายตัว

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถค้นคว้าได้จากแหล่งข้อมูลที่ Aeon, Wikipedia: Emergence และงานวิจัยประสาทวิทยาล่าสุดผ่านทาง PubMed