จตุริตถีวิมาน
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา
๗. จตุริตถีวิมาน
ว่าด้วยวิมานที่เกิดขึ้นแก่หญิง ๔ นาง ผู้ถวายดอกไม้ต่างชนิดกัน
(พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพธิดาองค์หนึ่งว่า)
[๗๕๕-๗๕๗] เทพธิดา เพราะบุญอะไรเธอจึงมีผิวพรรณงามยิ่งนัก ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้
[๗๕๘] เทพธิดานั้นดีใจที่พระมหาโมคคัลลานเถระถาม จึงตอบปัญหาผลกรรมไปตามที่พระเถระถามว่า
[๗๕๙] ชาติก่อน ดิฉันได้ถวายดอกราชพฤกษ์ (บางแห่งแปลว่าดอกผักตบ) กำมือหนึ่ง แด่ภิกษุผู้กำลังเที่ยวบิณฑบาตในปัณณกตนครซึ่งตั้งอยู่บนเนิน เป็นเมืองที่รุ่งเรือง น่ารื่นรมย์ ของแคว้นเอสิกา
[๗๖๐-๗๖๑] เพราะบุญนั้นดิฉันจึงมีผิวพรรณงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีกายสว่างไสวไปทั่วทิศอย่างนี้
(เทพธิดาองค์ที่ ๒)
[๗๖๒-๗๖๔] เทพธิดา เพราะบุญอะไรเธอจึงมีผิวพรรณงามยิ่งนัก ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้
[๗๖๕] เทพธิดานั้นดีใจที่พระมหาโมคคัลลานเถระถาม จึงตอบปัญหาผลกรรมไปตามที่พระเถระถามว่า
[๗๖๖] ชาติก่อน ดิฉันได้ถวายดอกบัวเขียวกำมือหนึ่ง แด่ภิกษุผู้กำลังเที่ยวบิณฑบาตอยู่ในปัณณกตนครซึ่งตั้งอยู่บนเนิน เป็นเมืองที่รุ่งเรือง น่ารื่นรมย์ ของแคว้นเอสิกา
[๗๖๗-๗๖๘] เพราะบุญนั้นดิฉันจึงมีผิวพรรณงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้
(เทพธิดาองค์ที่ ๓)
[๗๖๙-๗๗๑] เทพธิดา เธอมีผิวพรรณงามยิ่งนัก ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้
[๗๗๒] เทพธิดานั้นดีใจที่พระมหาโมคคัลลานเถระถาม จึงตอบปัญหาของผลกรรมไปตามที่พระเถระถามว่า
[๗๗๓] ชาติก่อนดิฉันได้ถวายดอกบัวหลวงซึ่งมีรากขาว กลีบเขียว เกิดในสระน้ำกำมือหนึ่ง แด่ภิกษุผู้กำลังเที่ยวบิณฑบาตอยู่ในปัณณกตนคร ซึ่งตั้งอยู่บนเนิน เป็นเมืองที่รุ่งเรือง น่ารื่นรมย์ ของแคว้นเอสิกา
[๗๗๔-๗๗๕] เพราะบุญนั้นดิฉันจึงมีผิวพรรณงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้
(เทพธิดาองค์ที่ ๔)
[๗๗๖-๗๗๘] เทพธิดา เธอมีผิวพรรณงามยิ่งนัก ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้
[๗๗๙] เทพธิดานั้นดีใจที่พระมหาโมคคัลลานเถระถาม จึงตอบปัญหาผลกรรมไปตามที่พระเถระถามว่า
[๗๘๐] ชาติก่อนดิฉันชื่อว่าสุมนา ได้ถวายดอกมะลิตูม มีสีคล้ายงาช้าง แด่ภิกษุผู้กำลังเที่ยวบิณฑบาตอยู่ในปัณณกตนครซึ่งตั้งอยู่บนเนิน เป็นเมืองที่รุ่งเรือง น่ารื่นรมย์ ของแคว้นเอสิกา
[๗๘๑-๗๘๒] เพราะบุญนั้นดิฉันจึงมีผิวพรรณงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้
จตุริตถีวิมานที่ ๗ จบ
--------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ นำมาจากบางส่วนของ
อรรถกถา ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มัญชิฏฐกวรรคที่ ๔
๗. จตุริตถีวิมาน
อรรถกถาจตุริตถีวิมาน
จตุริตถีวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร?
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กรุงสาวัตถี ท่านพระมหาโมคคัลลานะเมื่อจาริกไปเทวโลก ได้ไปถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ท่านเห็นเทพธิดา ๔ องค์มีอัปสรเป็นบริวารองค์ละหนึ่งพัน เสวยทิพยสมบัติอยู่ในวิมาณ ๔ หลัง ซึ่งตั้งเรียงกันอยู่ในดาวดึงส์นั้น.
เมื่อจะถามถึงกรรมที่เทพธิดาเหล่านั้นทำไว้ในปางก่อน จึงถามตามลำดับ [เรียงตัว] ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
ดูราเทพธิดา ท่านมีวรรณะงาม เปล่งรัศมีสว่างไปทุกทิศ เหมือนดาวประกายพรึก เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญอะไร ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน โภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน.
ดูราเทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ท่านได้ทำบุญอะไร เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และมีรัศมีสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทพธิดาแม้นั้นได้พยากรณ์เรียงตัวต่อจากคำถามของพระเถระนั้น เพื่อจะแสดงความนั้น พระสังคีติกาจารย์จึงกล่าวคาถานี้ว่า
เทวดานั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้.
เล่ากันว่า ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ เทพธิดาเหล่านั้นเกิดในครอบครัวผู้มีอันจะกินในนครปัณณกตะ ในรัฐซึ่งมีชื่อว่าเอสิกะ ครั้นเจริญวัยแล้ว ไปมีสามีอยู่ร่วมพร้อมเพรียงกันในนครนั้นนั่นแหละ
บรรดานางเหล่านั้น นางหนึ่งเห็นภิกษุผู้ถือบิณฑบาตเป็นวัตร [ถือปิณฑปาติกธุดงค์] รูปหนึ่ง มีจิตเลื่อมใส ได้ถวายดอกราชพฤกษ์กำหนึ่ง. อีกนางหนึ่งได้ถวายดอกบัวขาบกำมือหนึ่งแก่ภิกษุอีกรูปหนึ่ง. นางหนึ่งได้ถวายดอกบัวหลวงกำมือหนึ่งแก่ภิกษุอีกรูปหนึ่ง. อีกนางหนึ่งได้ถวายดอกมะลิตูมแก่ภิกษุอีกรูปหนึ่ง.
ต่อมา นางเหล่านั้นตายไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีอัปสรเป็นบริวารพันหนึ่ง เทพธิดาเหล่านั้นเสวยทิพยสมบัติอยู่จนตลอดอายุในดาวดึงส์นั้น จุติจากดาวดึงส์แล้วก็ยังเวียนว่ายไปๆ มาๆ อยู่ในดาวดึงส์นั้นแหละ ด้วยเศษวิบากแห่งกรรมนั้นเอง แม้ในพุทธุปบาทกาลนี้ก็ได้เกิดในดาวดึงส์นั้นอีก ถูกท่านพระมหาโมคคัลลานะถามปัญหาตามนัยที่กล่าวแล้ว.
บรรดาเทพธิดาทั้งสี่นั้น เทพธิดาองค์หนึ่งเมื่อจะบอกถึงบุญกรรมที่ตนทำ ตอบว่า
ดีฉันได้ถวายดอกราชพฤกษ์กำมือหนึ่งแก่ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาตในนครปัณณกตะ ซึ่งตั้งอยู่บนเนิน เป็นนครชั้นดี น่ารื่นรมย์ของแคว้นเอสิกะ ด้วยบุญนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะเช่นนั้น ด้วยบุญนั้น ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ดีฉัน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ดีฉัน เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้และรัศมีของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทพธิดาอีกองค์หนึ่งตอบว่า
ดีฉันได้ถวายดอกบัวขาบกำมือหนึ่งแก่ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาตในนครปัณณกตะ ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเป็นนครชั้นดี น่ารื่นรมย์ของแคว้นเอสิกะ ด้วยบุญนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะเช่นนี้ ด้วยบุญนั้น ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ดีฉัน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ดีฉัน เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทพธิดาอีกองค์หนึ่งตอบว่า
ดีฉันได้ถวายดอกบัวหลวงกำมือหนึ่งซึ่งมีรากขาวกลีบเขียว เกิดในสระน้ำ แก่ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาตในนครปัณณกตะ ตั้งอยู่บนเนิน เป็นนครชั้นดี น่ารื่นรมย์ของแคว้นเอสิกะ เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ดีฉัน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ดีฉัน เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทพธิดาอีกองค์หนึ่งตอบว่า
ดีฉันชื่อสุมนา เจ้าค่ะ มีจิตงาม ได้ถวายดอกมะลิตูมมีสีดังงาช้างแก่ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาตในนครปัณณกตะ ซึ่งตั้งอยู่บนเนิน เป็นนครชั้นดี น่ารื่นรมย์ของแคว้นเอสิกะ เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะเช่นนี้ ฯลฯ และรัศมีของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
พระเถระก็ได้กล่าวอนุปุพพิกถาแล้วประกาศอริยสัจแก่เทพธิดาเหล่านั้น จบอริยสัจ เทพธิดาเหล่านั้นทั้งหมดพร้อมกับบริวารได้เป็นพระโสดาบัน.
พระเถระกลับมามนุษยโลก กราบทูลเรื่องนั้นถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุเกิดเรื่อง ทรงแสดงธรรมโปรดบริษัทที่ประชุมกัน พระธรรมเทศนานั้นได้เป็นประโยชน์แก่มหาชนแล.
จบอรรถกถาจตุริตถีวิมาน
-----------------------------------------------------