งานวิจัยหลายชิ้นที่ออกมาในช่วงหลังกำลังเขย่ามุมมองของทั้งโลกและสังคมไทยต่ออันตรายของความโดดเดี่ยวทางสังคม ผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าและผลการศึกษาล่าสุดต่างชี้ตรงกันว่า การตกอยู่ในสภาวะโดดเดี่ยวทางสังคมเป็นเวลานานส่งผลร้ายต่อสุขภาพของมนุษย์เทียบเท่ากับการสูบบุหรี่วันละซองเลยทีเดียว ดันให้ปัญหานี้กลายเป็นวาระสำคัญด้านสาธารณสุขระดับโลก แม้การเปรียบเทียบนี้ครั้งหนึ่งอาจฟังดูน่าตกใจ แต่ปัจจุบันมีงานวิจัยมากมายออกมารองรับ พร้อมกระตุ้นให้ต้องเร่งหาทางรับมือกับสภาวะที่กำลังคุกคามผู้คนนับล้านทั่วโลก

ในยุคดิจิทัลที่พลวัตทางสังคมผันผวน ประกอบกับวิถีชีวิตคนเมืองที่ทำให้โครงสร้างครัวเรือนไทยปรับเปลี่ยนตามไปด้วย ข้อค้นพบเหล่านี้จึงทวีความสำคัญอย่างยิ่งยวด สังคมไทย vốn ภาคภูมิใจในความแน่นแฟ้นของสายใยครอบครัวและชุมชนมาแต่ไหนแต่ไร ทว่าการขยายตัวของเมือง การย้ายถิ่นฐานเพื่อทำงาน และผลพวงจากการระบาดใหญ่ของโควิด-19 กลับทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับภาวะแปลกแยก ขาดปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่มีความหมาย ปัจจัยเสี่ยงนี้ถูกเปรียบเปรยว่าส่งผลต่ออายุขัยและความเป็นอยู่ที่ดีไม่ต่างจากการสูบบุหรี่เลย

หัวใจสำคัญของงานวิจัยเหล่านี้ชี้ชัดว่า ความโดดเดี่ยวทางสังคมไม่ได้เพียงสร้างความทุกข์หรือความเหงาทางใจ แต่ยังส่งผลกระทบต่อร่างกายโดยตรง บทความจาก TheHealthSite ระบุว่า ความโดดเดี่ยวทางสังคมนั้น “ส่งผลเสียต่อสุขภาพเทียบเท่ากับการดูดบุหรี่วันละ 15 มวน” (thehealthsite.com) ตัวเลขที่น่าตกใจนี้ถูกหยิบยกมากล่าวถึงอย่างแพร่หลายในสื่อต่าง ๆ รวมถึงหน่วยงานด้านสุขภาพระดับโลกอย่างสถาบันผู้สูงอายุแห่งชาติสหรัฐฯ (US National Institute on Aging) และสำนักงานแพทย์ใหญ่สหรัฐฯ (Office of the US Surgeon General) (extension.unh.edu, MSN) งานวิจัยที่เผยแพร่เมื่อปี 2023 ยิ่งตอกย้ำความเชื่อมโยงอันชัดเจนระหว่างความโดดเดี่ยวทางสังคม ความเหงา กับผลเสียต่อสุขภาพกาย เช่น อัตราการเกิดโรคเรื้อรังที่สูงขึ้น ภาวะสมองเสื่อม และการเสียชีวิต (PMC10592649)

หนึ่งในข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนที่สุดมาจากการวิเคราะห์ข้อมูลกลุ่มผู้สูงอายุในวงกว้าง ซึ่งพบว่าผู้ที่ถูกตัดขาดจากสังคมมากที่สุดมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เทียบได้กับกลุ่มผู้ที่สูบบุหรี่จัด ความเสี่ยงนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่โรคใดโรคหนึ่ง แต่ความโดดเดี่ยวยังสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง โรคอ้วน เบาหวานชนิดที่ 2 ภาวะสมองเสื่อม ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และแม้กระทั่งมะเร็ง นักวิจัยจากสถาบันผู้สูงอายุแห่งชาติสหรัฐฯ ท่านหนึ่งกล่าวว่า “ผลกระทบต่อสุขภาพจากความโดดเดี่ยวทางสังคมอาจรุนแรงไม่แพ้ปัจจัยเสี่ยงที่รู้จักกันดีอย่างการสูบบุหรี่ โรคอ้วน และการขาดการออกกำลังกาย”

ความเสียหายจากความโดดเดี่ยวไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผลกระทบทางร่างกาย เว็บไซต์ “Wellbeing Whisper” รายงานว่า ปัจจุบันนักวิชาการบางกลุ่มถึงกับนิยาม “ความเหงา” ว่าเป็น “โรค” ชนิดหนึ่ง ซึ่งส่งผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรง รวมถึงเพิ่มความชุกของภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล (Wellbeing Whisper) นอกจากนี้ ความโดดเดี่ยวยังเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นของโรคอัลไซเมอร์และความผิดปกติทางด้านการรับรู้และความคิดอื่น ๆ ในกลุ่มผู้สูงอายุ

แล้วสถานการณ์ในสังคมไทย ซึ่งแต่เดิมมีขนบธรรมเนียมครอบครัวและชุมชนที่แข็งแกร่ง เป็นอย่างไรบ้าง? การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและโครงสร้างประชากรส่งผลให้ แม้แต่ในสังคมไทยที่เคยมีวิถีชีวิตเน้นการพึ่งพาอาศัยกัน ก็มีผู้คนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ที่ต้องอาศัยอยู่ตามลำพังหรือห่างไกลจากครอบครัว กระแสความเป็นเมืองได้ก่อให้เกิดรูปแบบสังคมใหม่ ๆ ในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ ที่คนหนุ่มสาววัยทำงานอาจมีเครือข่ายออนไลน์กว้างขวาง แต่กลับมีเพื่อนที่พบปะสังสรรค์กันจริง ๆ น้อยลง เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสุขภาพที่ลงพื้นที่พบว่า ผู้สูงอายุไทยในชนบท ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์รวมของครอบครัวขยาย กำลังเผชิญกับภาวะโดดเดี่ยวมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากลูกหลานต้องย้ายถิ่นไปทำงานในเมือง การระบาดของโควิด-19 ยิ่งซ้ำเติมให้รอยร้าวเหล่านี้ชัดเจนขึ้น มาตรการล็อกดาวน์ การเว้นระยะห่างทางสังคม และความหวาดกลัวการติดเชื้อ ทำให้ผู้คนหลีกเลี่ยงการปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิด และยิ่งทวีความรู้สึกเหงาเปล่าเปลี่ยว

ผู้บริหารระดับสูงท่านหนึ่งจากกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า “วิถีชีวิตดั้งเดิมในชนบทของเรานั้นเน้นการไปมาหาสู่เพื่อนบ้าน การมีส่วนร่วมในงานประเพณีชุมชน และความเอื้ออาทรต่อกันมาตลอด แต่การอพยพเข้าเมือง ค่านิยมที่เปลี่ยนไป รวมถึงมาตรการด้านสาธารณสุขในช่วงที่ผ่านมา ได้กัดกร่อนตาข่ายความคุ้มครองทางสังคมเหล่านี้ แม้แต่ในบ้านเราเอง”

ปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มผู้สูงอายุเท่านั้น คนหนุ่มสาวและวัยทำงานจำนวนไม่น้อยก็กำลังเผชิญกับความรู้สึกแปลกแยกและไม่ผูกพันเช่นกัน การใช้สมาร์ทโฟนและการสื่อสารดิจิทัลที่แพร่หลายอย่างรวดเร็ว แม้จะเพิ่มความสะดวกสบาย แต่ในอีกด้านหนึ่งก็อาจบั่นทอนความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและดีต่อสุขภาพ นำไปสู่ภาวะที่เรียกว่า ‘ร่วมกันอยู่อย่างเดียวดาย’ (alone together) คือแม้จะอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย แต่กลับขาดปฏิสัมพันธ์ที่แท้จริง

อะไรทำให้ความโดดเดี่ยวทางสังคมอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้? ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ชี้ไปที่กลไกทางสรีรวิทยาที่ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ความโดดเดี่ยวกระตุ้นให้ร่างกายเกิดความเครียดเรื้อรัง ส่งผลให้ระดับการอักเสบทั่วร่างกายและความดันโลหิตสูงขึ้น ซึ่งล้วนเป็นอันตรายต่อหัวใจและระบบภูมิคุ้มกัน เมื่อขาดกำลังใจและการสนับสนุนทางสังคม ผู้คนมักละเลยพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ และมีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การบริโภคอาหารที่ไม่มีประโยชน์ การขาดการเคลื่อนไหวร่างกาย และการใช้สารเสพติด ผู้ที่แยกตัวจากสังคมมักจะไปพบแพทย์ล่าช้าเมื่อมีอาการเจ็บป่วย ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่สามารถป้องกันได้

อีกมิติหนึ่งคือผลกระทบทางด้านจิตใจ ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลสวนปรุง จังหวัดเชียงใหม่ ยืนยันว่าความโดดเดี่ยวทำให้อาการซึมเศร้า วิตกกังวล และความคิดอยากฆ่าตัวตายรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภาวะป่วยทางจิตอยู่เดิม ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า “การจัดการกับปัญหาความโดดเดี่ยวทางสังคมมีความจำเป็นต่อสุขภาพจิตในระยะยาว ไม่น้อยไปกว่าการรณรงค์ให้เลิกสูบบุหรี่หรือส่งเสริมการออกกำลังกาย”

หลักฐานจากทั่วโลกยิ่งตอกย้ำความน่ากังวลนี้ งานวิจัยชิ้นหนึ่งจากสหราชอาณาจักรที่เผยแพร่เมื่อปี 2022 พบว่าความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากการขาดปฏิสัมพันธ์ทางสังคมเป็นเวลานานนั้นแทบไม่ต่างจากการสูบบุหรี่ 15 มวนต่อวัน (ScienceDirect) ขณะที่งานวิจัยจากสหรัฐอเมริกาซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี 2023 ชี้ว่าผู้สูงอายุที่ขาดการติดต่อกับเพื่อนฝูงและครอบครัว มีโอกาสเกิดปัญหาสุขภาพรุนแรงมากกว่าสองเท่า และมีความเสี่ยงสูงขึ้นที่จะเสียชีวิตก่อนวัยอันควร (PMC10592649) ปัจจุบันองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้จัดให้ความโดดเดี่ยวทางสังคมเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สามารถป้องกันแก้ไขได้ ซึ่งสัมพันธ์กับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

ในอดีต วัฒนธรรมเอื้อเฟื้อเกื้อกูลของไทย ประกอบกับประเพณีทางพุทธศาสนาในการทำบุญร่วมกันในชุมชน เปรียบเสมือนเกราะป้องกันความเหงา พระสงฆ์มักมีบทบาทสำคัญในการเยี่ยมเยียนผู้เจ็บป่วยและผู้สูงอายุ กิจกรรมชุมชน เช่น งานวัด งานบุญ หรืองานศพ ก็เป็นพื้นที่สำหรับการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม อย่างไรก็ตาม ประเพณีเหล่านี้กำลังเผชิญความท้าทายในสังคมไทยยุคปัจจุบัน นักสังคมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมหิดลท่านหนึ่งเตือนว่า “เราต้องไม่มองข้ามจำนวนครัวเรือนที่อาศัยอยู่คนเดียวซึ่งเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงความสัมพันธ์ผ่านช่องทางดิจิทัล ที่แม้จะมีประโยชน์ในเชิงฟังก์ชัน แต่ก็ไม่สามารถทดแทนเกราะป้องกันทางสุขภาพจิตที่ได้จากการปฏิสัมพันธ์แบบซึ่งหน้า”

เมื่อมองไปข้างหน้า ผลกระทบของความโดดเดี่ยวทางสังคมในประเทศไทย จะขึ้นอยู่กับการตอบสนองเชิงนโยบายและนวัตกรรมในระดับชุมชน กระทรวงสาธารณสุขและกรมกิจการผู้สูงอายุได้ริเริ่มโครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุในกิจกรรมชุมชน ขณะที่บางชุมชนเมืองกำลังพัฒนา ‘พื้นที่ที่สาม’ (third spaces) เช่น สวนหย่อมชุมชน และร้านกาแฟแบบเปิดโล่ง เพื่อเป็นแหล่งพบปะสังสรรค์ของคนทุกวัย ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้เพิ่มการลงทุนในโครงการอาสาสมัครเยี่ยมบ้าน การคัดกรองกลุ่มเสี่ยงเชิงรุกผ่านระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ และการร่วมมือกับภาคเอกชนด้านเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาเครื่องมือดิจิทัลที่ช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ในชีวิตจริง ไม่ใช่เข้ามาแทนที่

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้นำแนวคิด ‘การสั่งจ่ายกิจกรรมทางสังคม’ (social prescribing) มาปรับใช้ในระบบบริการสุขภาพ เหมือนเช่นในสหราชอาณาจักร ที่แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปสามารถ ‘สั่ง’ กิจกรรมต่าง ๆ เช่น คลาสศิลปะ หรือกลุ่มออกกำลังกาย ควบคู่ไปกับการรักษาด้วยยาสำหรับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าหรือโรคเรื้อรัง โครงการลักษณะนี้ยังไม่แพร่หลายในประเทศไทยนัก แต่โรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัยบางแห่งในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ กำลังเริ่มทดลองโครงการนำร่องบ้างแล้ว

สำหรับผู้อ่านที่อาจกังวลเกี่ยวกับตนเองหรือคนใกล้ชิด มีข้อแนะนำง่าย ๆ ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ เช่น หาเวลาพบปะพูดคุยกันบ้างแม้จะไม่บ่อย เข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มในชุมชนหรือกิจกรรมทางวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นที่วัด ชมรมในท้องถิ่น หรือศูนย์การเรียนรู้ต่าง ๆ ให้ความใส่ใจเป็นพิเศษกับกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุและผู้ที่อาศัยอยู่คนเดียว การโทรศัพท์พูดคุยหรือแวะไปเยี่ยมเยียนเป็นครั้งคราวสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมาก อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือหากรู้สึกเหงาหรือโดดเดี่ยวมากเกินไป และกระตุ้นให้คนรอบข้างทำเช่นเดียวกัน สุภาษิตไทยที่ว่า ‘น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า’ ยังคงย้ำเตือนถึงคุณค่าของการพึ่งพาอาศัยและดูแลซึ่งกันและกัน

ดังที่ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ชี้ชัด การสร้างเสริมความผูกพันทางสังคมไม่ใช่แค่เรื่องของความสุข แต่สำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพในระยะยาวและความเป็นอยู่ที่ดี ประเทศไทยซึ่งมีรากฐานประเพณีชุมชนที่เข้มแข็ง จึงมีศักยภาพในการเป็นผู้นำเพื่อหาทางออกที่สร้างสรรค์ แต่การปรับตัวให้เข้ากับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วคือกุญแจสำคัญ ดังนั้น การให้ความสำคัญกับการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมจึงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการดูแลสุขภาพด้านอื่น ๆ เพราะมันมีความหมายต่อชีวิต ไม่ต่างจากการตัดสินใจเลิกสูบบุหรี่เลยทีเดียว

สำหรับอ่านเพิ่มเติม สามารถดูได้จากแหล่งข้อมูลเหล่านี้: