ผลสำรวจล่าสุดสร้างความฮือฮาในแวดวง HR ไม่น้อย เมื่อพบว่าผู้สมัครงานกลุ่ม Gen Z เกือบครึ่งยอมรับว่าเคย ‘ใส่สีตีไข่’ ในใบสมัครงานของตัวเอง นับเป็นเทรนด์ที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับคนรุ่นก่อนๆ และยังชวนให้ตั้งคำถามสำคัญถึงนักการศึกษา นายจ้าง รวมถึงผู้กำหนดนโยบายทั้งในไทยและต่างประเทศ (ข้อมูลจาก Fox News และ AOL)

ผลสำรวจสดๆ ร้อนๆ ประจำปี 2567 นี้เผยว่า กลุ่มตัวอย่าง Gen Z มากถึง 44-56% ยอมรับว่าเคยโกหก หรืออย่างน้อยก็เคยคิดหนักที่จะ ‘แต่งเรื่อง’ ระหว่างขั้นตอนการสมัครงาน (Resume Genius) พอเทียบกับรุ่น Baby Boomers กลับมีเพียง 37% ที่ยอมรับว่าเคยทำอะไรคล้ายๆ กัน ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นช่องว่างระหว่างวัยที่ถ่างกว้างขึ้นเรื่อยๆ ในเรื่องมุมมองต่อความซื่อสัตย์ตอนสมัครงาน ขณะที่กลุ่ม Millennials และ Gen X ก็มีสัดส่วนที่น้อยกว่า คือ 50% และ 40% ตามลำดับ (Benefit News) ความแตกต่างระหว่างเจนนี้ส่งผลกระทบทั้งเรื่องความไว้เนื้อเชื่อใจ ขั้นตอนการตรวจสอบ และวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งกำลังเป็นที่ถกเถียงกันในหลายสังคม รวมถึงบ้านเรา ที่เด็ก Gen Z กำลังก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างรวดเร็ว

เหล่ากูรูมองว่าเทรนด์ที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้สมัคร Gen Z มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ทั้งความกดดันที่ต้องทำตัวเองให้เด่นในตลาดงานสุดโหด ความสะดวกในการแก้ข้อมูลส่วนตัวแบบดิจิทัล และการมองว่าการ ‘ปรุงแต่ง’ ข้อมูลนิดๆ หน่อยๆ ในเรซูเม่หรือตอนสัมภาษณ์เป็นเรื่องธรรมดา นักกลยุทธ์ด้าน HR รายหนึ่งให้สัมภาษณ์ในการวิเคราะห์อุตสาหกรรมล่าสุดว่า “ผู้สมัคร Gen Z รู้ดีว่ามีเครื่องมือคัดกรองด้วยอัลกอริทึมและคุณสมบัติที่ตั้งไว้เป๊ะ พวกเขารู้สึกกดดันสุดๆ ที่จะต้องผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำให้ได้ ซึ่งบางทีก็บีบให้ต้องบิดเบือนความจริง โดยเฉพาะเรื่องทักษะและประสบการณ์ทำงาน”

ถ้ามองภาพรวม Gen Z หรือคนที่เกิดช่วงปี พ.ศ. 2540-2555 (Wikipedia) ถือเป็นเจเนอเรชันแรกที่โตมาเป็นชาวดิจิทัลเต็มตัว (digital natives) ความคล่องแคล่วเรื่องเทคโนโลยีทำให้พวกเขาเข้าถึงข้อมูลได้แบบไม่เคยมีมาก่อน แถมยังมีช่องทางปรับแต่งตัวตนออนไลน์ของตัวเองได้สารพัด ไม่ว่าจะดีขึ้นหรือแย่ลงก็ตาม นักการศึกษาไทยหลายคนให้ข้อสังเกตว่า คนรุ่นนี้มาพร้อมนวัตกรรม เรียนรู้ไว และมีวิธีคิดแบบสากล แต่ก็ต้องเจอกับความท้าทายด้านจริยธรรมที่ต่างออกไปทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์

ขณะที่คนรุ่นก่อนๆ อาจจะกลัวการโดนจับโป๊ะเรื่องคุณสมบัติ แต่โลกดิจิทัลทุกวันนี้กลับเอื้อให้ ‘ปั้น’ เรซูเม่ได้เนียนขึ้นเยอะ ผลสำรวจชี้ว่าเรื่องที่ Gen Z มักบิดเบือนกันบ่อยสุด คือ การอ้างว่าเก่งซอฟต์แวร์เกินจริง การพูดเกินเบอร์เรื่องความรับผิดชอบในงานเก่า หรือการอุปโลกน์ตำแหน่งผู้นำในกิจกรรมนอกห้องเรียนทั้งที่ไม่ใช่เรื่องจริง โค้ชแนะแนวอาชีพรายหนึ่งบอกว่า “ผู้สมัคร Gen Z หลายคนมองข้ามผลที่จะตามมาจากการโกหกเล็กๆ น้อยๆ ในใบสมัคร โดยคิดว่าเป็นแค่ ‘การปรับแต่งอย่างสร้างสรรค์’ ไม่ใช่การหลอกลวงซึ่งๆ หน้า”

การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของนายจ้างในไทย ที่หลายแห่งยังยึดติดกับวุฒิการศึกษาและบุคคลอ้างอิงเป็นหลักในกระบวนการหาคน ในวัฒนธรรมที่เน้นความซื่อสัตย์สุจริต ความขยันขันแข็ง และให้ความสำคัญกับระบบอาวุโส การเปลี่ยนแปลงนี้จึงน่ากังวลไม่น้อย ผู้บริหารระดับสูงฝ่ายบุคคลจากบริษัทใหญ่แห่งหนึ่งในไทย (ขอไม่เปิดเผยชื่อ) ให้ความเห็นว่า “เราเริ่มเจอข้อมูลที่ไม่ตรงปกตอนเช็คประวัติผู้สมัครเด็กๆ มากขึ้น เรื่องนี้สร้างแรงกดดันให้ฝ่ายสรรหาต้องตรวจสอบละเอียดยิบ แต่ก็ชวนให้คิดหนักไปอีกว่า เราจะนิยามทักษะ ศักยภาพ และความสามารถจริงๆ ในที่ทำงานยุคใหม่กันยังไงดี”

ถ้ามองในระดับโลก เทรนด์นี้ไม่ได้เกิดแค่ในไทยเท่านั้น ผลสำรวจทั้งในอเมริกาและอังกฤษก็ออกมาคล้ายๆ กัน คือ Gen Z ครองแชมป์ให้ข้อมูลเท็จตอนสมัครงานมากที่สุด (Newsweek) ความง่ายของแพลตฟอร์มสมัครงานออนไลน์ บวกกับแรงกดดันจากระบบติดตามผู้สมัคร (Applicant Tracking Systems หรือ ATS) ที่ใช้ AI ก็เป็นตัวเร่งให้ปัญหานี้ลามไประดับโลก

สำหรับนักการศึกษาไทย ผลสำรวจนี้ตอกย้ำความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเสริมการเรียนการสอนเรื่องจริยธรรม โดยเฉพาะความเป็นพลเมืองดิจิทัลและความซื่อสัตย์ในอาชีพ อย่างที่อาจารย์จากมหาวิทยาลัยดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ชี้ว่า “เราพยายามสร้างสมดุลระหว่างการสอนทักษะดิจิทัลกับการปลูกฝังเรื่องความซื่อสัตย์และชื่อเสียงในระยะยาว เด็กๆ ของเราต้องเข้าใจว่านายจ้างในอนาคตมองหาทั้งความเก่งและนิสัยที่ดี”

ในมุมวัฒนธรรม สังคมไทยกำลังถกกันหนักขึ้นเรื่องแรงกดดันที่เด็กรุ่นใหม่ต้องเจอ เพื่อให้เป็นเลิศทั้งเรื่องเรียนและการงาน ปรากฏการณ์ ‘แต่ง’ เรซูเม่ให้ดูดีเกินจริง อาจสะท้อนความกังวลลึกๆ ที่คนหนุ่มสาวต้องแบกรับ ทั้งความคาดหวังที่สูงปรี๊ด โอกาสงานที่น้อยลง และสังคมที่เปลี่ยนไปสู่งานอิสระ (gig economy) หรืองานทางไกล สังคมไทยแต่ไหนแต่ไรมาก็ให้ความสำคัญกับ ‘หน้าตา’ และการรักษาคอนเนคชันดีๆ ผู้เชี่ยวชาญบางคนจึงมองว่าการ ‘ปั้น’ เรซูเม่อาจมาจากความต้องการรักษาหน้าตาและไม่อยากให้ใครมองว่าไม่เก่ง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงานหรือผู้ใหญ่

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากไม่รีบแก้ไข ปัญหานี้อาจกัดเซาะความเชื่อมั่นในกระบวนการจ้างงาน และทำลายระบบการรับคนเข้าทำงานตามความสามารถจริงๆ ตอนนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้าน HR และผู้นำการศึกษาในไทยกำลังเรียกร้องให้นำเทคโนโลยีตรวจสอบคุณวุฒิที่แข็งแกร่งเข้ามาใช้ เช่น ใบรับรองแบบบล็อกเชน และเครื่องมือ AI ตรวจสอบข้อมูลข้ามระบบ เพื่อสู้กับการให้ข้อมูลเท็จ และเรียกความเชื่อมั่นในตัวผู้สมัครรุ่นใหม่กลับคืนมา

สำหรับผู้อ่านชาวไทย โดยเฉพาะน้องๆ นักเรียน นักศึกษา คนที่กำลังหางาน และผู้ปกครอง มีข้อแนะนำดังนี้:

  • เข้าใจไว้เลยว่าองค์กรส่วนใหญ่เดี๋ยวนี้ใช้เครื่องมือคัดกรองสุดล้ำตรวจจับข้อมูลที่ไม่ตรงกันในเรซูเม่และใบสมัคร
  • เน้นสร้างทักษะจริงๆ ผ่านการเรียน การฝึกงาน และกิจกรรมนอกห้องเรียน
  • ปรึกษาศูนย์แนะแนวอาชีพของมหาวิทยาลัย ที่ปรึกษา HR หรือแหล่งข้อมูลพัฒนาอาชีพ เพื่อเตรียมใบสมัครที่จริงใจและได้ผล
  • จำไว้ว่าการสร้างชื่อเสียงเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตจะส่งผลดีในระยะยาวทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว ซึ่งสอดคล้องกับคุณธรรมสำคัญที่สังคมไทยให้ค่ามาตลอด

ท้ายที่สุด แม้ความเก่งกาจด้านดิจิทัลของ Gen Z จะนำพลังใหม่ๆ มาสู่ตลาดงานไทย แต่คุณค่าของความซื่อสัตย์สุจริตก็ยังเป็นสมบัติล้ำค่าเหนือกาลเวลาเสมอ หากยึดมั่นในความโปร่งใสและความจริงใจ Gen Z ก็สามารถช่วยกันสร้างนิยามความสำเร็จในที่ทำงานแห่งศตวรรษที่ 21 ขึ้นมาใหม่ได้ ทั้งในไทยและทั่วโลก

แหล่งข้อมูล: