แท้จริงแล้ว ความรู้และปัญญาไม่ได้เกิดขึ้นจากการประกาศหรือสั่งการ แต่ต้องอาศัยเวลา การฝึกฝน และวิริยะอุตสาหะที่ต่อเนื่อง ผู้ที่มัวแต่หลงใหลในความสะดวกของอำนาจย่อมไม่มีความเพียรพอในการเรียนรู้

ในโลกที่หมุนเร็วด้วยข้อมูล ข่าวสาร และการเปลี่ยนแปลง แต่สังคมบางแห่งกลับเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า ติดขัด และอึดอัด เพราะอำนาจยังถูกใช้เป็นเครื่องมือควบคุมความคิด อำนาจและปัญญาจึงกลายเป็นสองสิ่งที่เดินสวนทางกันอยู่บ่อยครั้ง ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว อำนาจควรเป็นกลไกเอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้และพัฒนาสังคม มิใช่อุปสรรคขวางกั้น

ผู้มีอำนาจจำนวนไม่น้อยมักไม่เปิดรับความเห็นที่แตกต่าง เพราะเกรงว่าจะทำให้กระบวนการตัดสินใจยุ่งยาก ล่าช้า หรือเสีย “ความเป็นเอกภาพ” และในความรู้สึกของผู้ใช้อำนาจนั้น ความเห็นที่หลากหลายคือความวุ่นวาย การแสดงออกอย่างเสรีคือการต่อต้าน และการตั้งคำถามคือการขัดขืน พวกเขาจึงเลือกเดินทางลัดด้วยการสั่งการ ดีกว่าการฟังเสียงต่าง ๆ ที่อาจทำให้ต้องทบทวนความคิดเดิม ๆ ของตน

บ่อยครั้งที่เราพบว่า ผู้มีอำนาจเข้าใจว่าตน “รู้แล้ว” หรือ “ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้อะไรเพิ่มเติม” เพราะสามารถสั่งการและมีคนทำให้ทุกอย่าง นานวันเข้าก็หลงลืมว่าความรู้นั้นต้องแสวงหา ต้องเรียนรู้ และต้องฝึกฝนด้วยตนเอง ไม่มีใครสามารถใส่ปัญญาเข้าไปในสมองของอีกคนได้ เหมือนกับที่ไม่มีใครสามารถออกกำลังกายแทนกันได้ การมีอำนาจไม่ได้แปลว่ามีความรู้ และผู้มีอำนาจที่ไม่เรียนรู้ ย่อมขาดปัญญาในท้ายที่สุด

เราสามารถเห็นปรากฏการณ์นี้ได้ในโลกของการศึกษาในบ้านเรา เช่น ในช่วงปี ๒๕๖๖-๒๕๖๗ ที่ผ่านมานี้ มีการผลักดันนโยบายหลักสูตรฐานสมรรถนะลงสู่สถานศึกษาในหลายพื้นที่อย่างเร่งรีบ โดยขาดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากครูผู้ปฏิบัติในระดับสนามจริง แม้เจตนารมณ์ของนโยบายอาจหวังดีและตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดสมัยใหม่ แต่วิธีการขับเคลื่อนที่อิงอำนาจจากส่วนกลางโดยไม่เข้าใจบริบทของโรงเรียนขนาดเล็กหรือโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล กลับกลายเป็นภาระมากกว่าการพัฒนา ครูจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่าตนไม่มีส่วนร่วม ไม่มีเสียง ไม่มีอิสระในการคิด หรือแม้แต่ในความเป็นจริง..ไม่มีสิทธิปฏิเสธ

แท้จริงแล้ว ความรู้และปัญญาไม่ได้เกิดขึ้นจากการประกาศหรือสั่งการ แต่ต้องอาศัยเวลา การฝึกฝน และวิริยะอุตสาหะที่ต่อเนื่อง ผู้ที่มัวแต่หลงใหลในความสะดวกของอำนาจย่อมไม่มีความเพียรพอในการเรียนรู้ และเมื่อจุดประสงค์ของการแสวงหาความรู้มิใช่เพื่อความเข้าใจ แต่เป็นเพื่อผลประโยชน์อื่น เช่น ชื่อเสียง อำนาจ หรือเงินตรา ความรู้นั้นก็จะกลายเป็นเครื่องมือของการหลอกตนเองและผู้อื่นมากกว่าจะเป็นปัญญาแท้จริง

สิ่งหนึ่งที่ “อำนาจกับปัญญา” ได้เตือนใจเราอย่างแยบคาย คือ “จุดประสงค์” ที่แท้จริงเบื้องหลังการกระทำ ไม่ว่าใครจะพูดอย่างไร ก็ไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่เขา “ทำ” คนที่อยากเป็นจิตรกรเพื่อเงิน ภาพของเขาย่อมไม่มีวันงดงามเหมือนคนที่วาดด้วยใจรัก เช่นเดียวกับนักวิชาการที่หาความรู้เพื่อชื่อเสียง หรือผู้บริหารที่เสนอแนวนโยบายเพื่อสร้างผลงานตนเอง ความรู้ที่แสวงหานั้น ย่อมไม่อาจนำไปสู่การสร้างปัญญาที่แท้จริงได้เลย

ความคิดที่หลากหลายจึงมิใช่สิ่งน่ารังเกียจ หากแต่เป็นเครื่องมือสำคัญของปัญญา การเปิดพื้นที่ให้คนเห็นต่างกล้าพูด กล้าเสนอความคิดเห็น ย่อมทำให้ข้อมูลรอบด้านมากขึ้น และการตัดสินใจย่อมแม่นยำขึ้นด้วย ตัวอย่างง่าย ๆ ก็ปรากฏอยู่ในทฤษฎีการคัดเลือกโดยธรรมชาติของชาลส์ ดาร์วิน ที่ชี้ว่า “ความหลากหลายคือหัวใจของการอยู่รอด” เฉกเช่นกันในวงการนโยบาย หากไม่มีความหลากหลายของความคิด การตัดสินใจของผู้มีอำนาจก็อาจกลายเป็นความผิดพลาดที่ไม่มีใครกล้าทักท้วง

เมื่อพินิจให้ลึกลงไป จะพบว่า ปัญญาไม่เคยสนใจอำนาจ และอำนาจมักไม่เห็นคุณค่าของปัญญา หากผู้ใช้อำนาจไม่รู้เท่าทันตัวเอง เขาย่อมหลงในอำนาจดั่งคนเมาที่ขาดสติ ไม่อาจแยกแยะได้ว่าการกระทำของตนนั้นนำไปสู่ความจริง ความดี หรือเพียงความพึงใจของตนเองเท่านั้น

สังคมที่มีความหวังในการพัฒนา ต้องกล้าถามตัวเองเสมอว่า เรากำลังเดินด้วยปัญญา หรือกำลังหลงทิศเพราะอำนาจ? คำถามนี้มิใช่เพื่อตำหนิใคร หากแต่เพื่อย้ำเตือนทุกคนว่า ปัญญาไม่สามารถมอบหมายให้ผู้อื่นทำแทน และการใช้อำนาจที่ดี ต้องอยู่ภายใต้กรอบของปัญญา ไม่ใช่เดินสวนทางกันเช่นที่เป็นอยู่

เอกสารอ้างอิง ;
๑) นพ.ประเวศ วะสี. (๒๕๔๖). ปัญญาเพื่อสันติ. กรุงเทพฯ: สวนเงินมีมา.
๒) ราชบัณฑิตยสถาน. (๒๕๖๓). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน.
๓) ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช. (๒๕๖๑). การเรียนรู้ที่แท้. กรุงเทพฯ: สถาบันส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อปวงชน.
๔) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (๒๕๖๕). นโยบายการศึกษาชาติ พ.ศ. ๒๕๖๖–๒๕๘๐. กรุงเทพฯ: พริกหวานกราฟิก.
๕) TDRI. (๒๕๖๗). นโยบาย STEM และกลไกเชื่อมโยงคุณภาพการศึกษา. สืบค้นจาก https://tdri.or.th/2024/03/policy-stem-education
๖) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.). (๒๕๖๖). บทเรียนจากพื้นที่นวัตกรรมฯ. สืบค้นจาก https://www.eef.or.th/news-061223-2
๗) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (๒๕๖๖). ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปการศึกษาโดยใช้ข้อมูลจากพื้นที่. สืบค้นจาก https://www.onec.go.th/th.php/page/view/Newseducation/6101
๘) Darwin, C. (1859). On the origin of species. London: John Murray.