งานวิจัยยุคใหม่เริ่มหันมาให้ความสนใจกับแง่มุมสำคัญที่มักถูกมองข้ามในการดูแลผู้ที่ผ่านพ้นจากมะเร็งเต้านม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาวะทางเพศ การรับมือกับอาการต่างๆ แบบรอบด้าน ตลอดจนการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เช่น การออกกำลังกายและโภชนาการ ล่าสุด การประชุมวิชาการด้านมะเร็งเต้านมซานอันโตนิโอ ประจำปี 2024 (2024 San Antonio Breast Cancer Symposium) ถึงกับจัดช่วงอภิปรายพิเศษเกี่ยวกับประเด็นคุณภาพชีวิตเหล่านี้โดยเฉพาะ สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในมุมมองของแพทย์ นักวิจัย และผู้ผลักดันประเด็นนี้ ที่หันมาใส่ใจความเป็นจริงในชีวิตประจำวันของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมทั่วโลก รวมถึงในบ้านเราด้วย

ประเด็นนี้ถือว่าสำคัญยิ่งสำหรับคนไทย เพราะมะเร็งเต้านมยังคงเป็นมะเร็งที่พบบ่อยอันดับต้นๆ ในผู้หญิง และอัตราการรอดชีวิตก็สูงขึ้นเรื่อยๆ จากการตรวจพบโรคแต่เนิ่นๆ และการรักษาที่พัฒนาขึ้น (องค์การอนามัยโลก (WHO)) เมื่อสตรีไทยจำนวนไม่น้อยสามารถมีชีวิตยืนยาวได้หลายปีหลังการวินิจฉัย จุดสนใจจึงไม่ได้อยู่ที่แค่การ ‘รอดชีวิต’ อีกต่อไป แต่ขยับไปสู่การมี ‘คุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด’ การที่เวทีประชุมวิชาการระดับโลกให้ความสำคัญกับหัวข้ออย่างสุขภาวะทางเพศ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และการออกกำลังกาย จึงนับเป็นทิศทางที่น่าสนใจ แต่ขณะเดียวกันก็ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในการหยิบยกเรื่องเหล่านี้มาพูดคุยกันทั้งในแวดวงการแพทย์และในสังคมวงกว้าง โดยเฉพาะในบริบทวัฒนธรรมที่เรื่องเพศยังคงเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน

ในการประชุมช่วงที่ใช้ชื่อว่า “เรื่องเพศ สารเสริม และไลฟ์สไตล์” (Sex, Drugs, Rock and Roll) ได้เจาะลึกประเด็นชีวิตประจำวันที่มักถูกมองข้ามในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งแบบเดิมๆ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสผู้ดำเนินการอภิปรายจากศูนย์มะเร็งครบวงจรโรสเวลล์พาร์ค (Roswell Park Comprehensive Cancer Center) ระบุว่า เป้าหมายคือการชี้ให้เห็นถึง “ประโยชน์และข้อเสียที่อาจตามมาจากปัจจัยต่างๆ ที่ผู้ป่วยสามารถปรับเปลี่ยนได้เอง” ในยามที่ผู้ผ่านพ้นจากมะเร็งต้องต่อสู้กับอาการเจ็บปวด อ่อนเพลีย หรือคลื่นไส้ หรือเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเรื่องเพศวิถีและภาพลักษณ์ของตนเอง ความสำคัญของการเปิดใจพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่จำกัดเพศ วัย หรือวัฒนธรรม จึงยิ่งเด่นชัดขึ้น

งานวิจัยชี้ว่า สุขภาวะทางเพศเป็นเรื่องซับซ้อนและมีหลายมิติสำหรับผู้ที่ผ่านพ้นจากมะเร็งเต้านม ไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับอาการทางร่างกาย เช่น ภาวะช่องคลอดแห้งและความเจ็บปวดจากการรักษาด้วยฮอร์โมน แต่ยังส่งผลกระทบต่ออารมณ์และจิตใจอย่างมาก ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยาชั้นนำจากสถาบันมะเร็งสุขภาพ มหาวิทยาลัยบราวน์ (Brown University Health Cancer Institute) เล่าประสบการณ์ว่า “หากถามผู้ฟังว่า ‘ใครมีปัญหาเรื่องเพศสัมพันธ์บ้าง’ ก็จะได้คำตอบแบบหนึ่ง แต่ถ้าเปลี่ยนไปถามถึงปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ใกล้ชิด ก็จะได้คำตอบที่ต่างออกไปมาก” ผลการศึกษาชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจซึ่งนำเสนอในงานนี้เผยว่า สัดส่วนของผู้หญิงที่มองว่าหน้าอกเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นเพศ ลดลงจาก 95% เหลือเพียง 47% หลังการผ่าตัดเต้านมออกโดยไม่มีการเสริมสร้างเต้านมใหม่ มีการพูดถึงแนวทางการช่วยเหลือที่สำคัญ เช่น ผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื้นช่องคลอด ยาชาเฉพาะที่ และการปรึกษาด้านความสัมพันธ์ แต่ผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่งในการประชุมเน้นย้ำว่า “หลังผ่านพ้นมะเร็ง ทุกคนควรมีสิทธิที่จะมีชีวิตเพศที่ดีได้”

เวทีประชุมวิชาการนี้ยังได้พิจารณาถึงแนวโน้มที่ผู้ผ่านพ้นจากมะเร็งเต้านมหันมาสนใจการบำบัดแบบองค์รวมมากขึ้น เช่น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและกัญชา เพื่อบรรเทาอาการต่างๆ ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์มะเร็งเฟรดฮัทช์ (Fred Hutch Cancer Center) ได้ชี้ให้เห็นทั้งข้อดีและข้อควรระวัง แม้ว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางอย่าง (เช่น ขิงช่วยลดอาการคลื่นไส้ โสมบรรเทาความอ่อนเพลีย สุคนธบำบัดจากดอกลาเวนเดอร์ช่วยคลายกังวล) จะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนถึงประโยชน์ แต่บางชนิดก็อาจมีความเสี่ยง หรือถึงขั้นเป็นอันตรายได้ ตัวอย่างเช่น น้ำมันปลาอาจเพิ่มความเสี่ยงเลือดออกง่าย และสารต้านอนุมูลอิสระบางตัวอาจขัดขวางการรักษาที่อาศัยภาวะเครียดออกซิเดชัน สิ่งที่น่าสนใจคือ ผลสำรวจชิ้นหนึ่งในสหรัฐฯ พบว่า 42% ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมใช้กัญชา แต่มีเพียง 22% ที่แจ้งให้แพทย์ทราบ ซึ่งสะท้อนช่องว่างการสื่อสารที่สำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังมีข้อจำกัดทางกฎหมายหรือข้อห้ามต่างๆ แพทย์และผู้ป่วยชาวไทยเองก็เผชิญความท้าทายคล้ายกันในการเปิดประเด็นพูดคุยเรื่องเหล่านี้ เนื่องจากยังมีประเด็นอ่อนไหวทางกฎหมายและวัฒนธรรมอยู่มาก

แนวทางล่าสุดของสมาคมมะเร็งวิทยาคลินิกแห่งอเมริกา (American Society of Clinical Oncology - ASCO) แนะนำให้ใช้กัญชาเป็นการรักษาเสริมเพื่อควบคุมอาการคลื่นไส้และอาเจียนในบางกรณีเท่านั้น แต่ไม่แนะนำสำหรับอาการปวด ความอ่อนเพลีย หรือผลลัพธ์โดยรวมของโรคมะเร็ง (แนวทางของ ASCO) ส่วนผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอีกหลายชนิด เช่น ว่านหางจระเข้สำหรับปัญหาผิวหนังจากการฉายรังสี หรืออะเซทิล-แอล-คาร์นิทีนสำหรับอาการปวดเส้นประสาท หลักฐานสนับสนุนยังคงไม่ชัดเจนหรือบางครั้งก็ชี้ให้เห็นถึงผลเสียด้วยซ้ำ สิ่งสำคัญที่ผู้ป่วยทุกคน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ควรตระหนักคือ ต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งทุกครั้งก่อนทดลองใช้การบำบัดแบบองค์รวมหรือสมุนไพรใดๆ และไม่ควรปิดบังข้อมูลการใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ด้วยความเขินอายหรือหวาดกลัว

การออกกำลังกาย ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นเพียงการบำบัดเสริม ปัจจุบันกลับได้รับการยอมรับว่ามีบทบาทสำคัญถึงขั้น ‘ช่วยชีวิต’ ได้ในระหว่างการรักษามะเร็งเต้านม งานวิจัยที่นำโดยศูนย์มะเร็งครบวงจรโรสเวลล์พาร์ค ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากการศึกษาหลายชิ้น พบว่า การปฏิบัติตามคำแนะนำการออกกำลังกายของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) (อย่างน้อย 150 นาทีสำหรับกิจกรรมระดับปานกลาง หรือ 75 นาทีสำหรับกิจกรรมระดับหนักต่อสัปดาห์) ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้เกือบครึ่ง และลดอัตราการกลับมาเป็นซ้ำของโรคได้ถึง 31% แม้เพียงการเพิ่มการขยับร่างกายเล็กน้อยก็ให้ประโยชน์อย่างเห็นได้ชัด ทีมวิจัยระบุว่า “ไม่มีคำว่าน้อยเกินไป” (สำหรับการออกกำลังกายเพื่อให้ได้ประโยชน์) เรื่องนี้นับว่าสำคัญมากสำหรับประเทศไทย ที่การขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็วและการเปลี่ยนผ่านวิถีชีวิตส่งผลให้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ มีพฤติกรรมเนือยนิ่งมากขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญจากไคเซอร์เพอร์มาเนนเต แคลิฟอร์เนียตอนเหนือ (Kaiser Permanente Northern California) ได้กล่าวถึงประเด็น “อาหารการกิน” ซึ่งเป็นอีกองค์ประกอบในแนวคิด “เรื่องเพศ สารเสริม และไลฟ์สไตล์” โดยชี้ไปที่รูปแบบการบริโภคอาหาร ข้อมูลชี้ว่าการรับประทานอาหารคุณภาพสูง เช่น อาหารเมดิเตอร์เรเนียน หรืออาหารแบบแดช (DASH diet) สัมพันธ์กับการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของอัตราการเสียชีวิตทั้งจากมะเร็งเต้านมโดยตรงและจากสาเหตุอื่นๆ ขณะที่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มความเสี่ยงการเกิดมะเร็งเต้านม ทีมวิจัยยังคงศึกษาหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบของแอลกอฮอล์หลังการวินิจฉัยโรค

สำหรับผู้ที่ผ่านพ้นมะเร็งชาวไทย ข้อค้นพบเหล่านี้มาในช่วงเวลาที่กระแสความสนใจการแพทย์เชิงบูรณาการ สมุนไพรแผนโบราณ และธุรกิจฟิตเนสสุขภาพกำลังมาแรง อย่างไรก็ดี ความท้าทายก็ยังมีอยู่ ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยยังประสบปัญหาในการเข้าถึงข้อมูลที่เชื่อถือได้ หรือรู้สึกอึดอัดใจที่จะปรึกษาแพทย์เรื่องสุขภาวะทางเพศและการบำบัดแบบองค์รวม ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของแนวโน้มที่พบเห็นได้ทั่วโลก ยิ่งไปกว่านั้น การเปิดใจพูดคุยเรื่องความสัมพันธ์ใกล้ชิดยังคงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างปิดในสังคมไทย แม้แต่ในกลุ่มคนใกล้ชิดในครอบครัวก็ตาม

เมื่อมองไปในอนาคต ผลการศึกษาใหม่ๆ เหล่านี้น่าจะส่งผลต่อแวดวงการแพทย์ไทย เครือข่ายผู้ป่วย และอาจรวมถึงแนวทางระดับประเทศในการดูแลผู้ที่ผ่านพ้นมะเร็ง โรงพยาบาลในไทย โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ เริ่มมีการจัดตั้งคลินิกสำหรับผู้ผ่านพ้นมะเร็งและทีมสหวิชาชีพมากขึ้น ซึ่งประกอบด้วยนักกายภาพบำบัด นักโภชนาการ และนักจิตวิทยา เพื่อช่วยดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม ขณะเดียวกัน องค์กรไม่แสวงผลกำไรและกลุ่มผู้ป่วยเองก็เริ่มมีบริการให้คำปรึกษาจากเพื่อนช่วยเพื่อน (peer support) ในประเด็นเพศวิถีและภาพลักษณ์ ซึ่งนับเป็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมที่ค่อยเป็นค่อยไปแต่มีความหมาย

แล้วข้อมูลเหล่านี้มีความหมายอย่างไรต่อผู้ป่วยและครอบครัวชาวไทยในวันนี้? คำแนะนำคือ เริ่มจากการเปิดใจสอบถามทีมแพทย์เกี่ยวกับประเด็นเพศวิถี อาหารการกิน การออกกำลังกาย และการบำบัดทางเลือกต่างๆ ไม่ควรมีเรื่องไหนเป็นเรื่องต้องห้าม ลองติดตามการออกกำลังกายของตนเอง และตั้งเป้าหมายเล็กๆ ที่ทำได้จริงและสม่ำเสมอ หากสนใจผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือสมุนไพร ไม่ว่าจะเป็นวิตามินที่โฆษณาทั่วไปจนถึงยาสมุนไพรไทยแผนโบราณ ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้ง สำหรับผู้ที่เผชิญปัญหาด้านความสัมพันธ์ใกล้ชิด ก็มีทั้งทางเลือกทางการแพทย์และการให้คำปรึกษา ไม่มีใครควรต้องเก็บงำความทุกข์ไว้เพียงลำพัง

ท้ายที่สุด สำหรับผู้กำหนดนโยบายและผู้นำชุมชนในประเทศไทย หลักฐานใหม่ๆ เหล่านี้ยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นที่ต้องมีการพูดคุยกันอย่างเปิดอกและเข้าใจในความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรมมากขึ้น เกี่ยวกับสุขภาวะทางเพศ การใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่างปลอดภัย และวิถีชีวิตที่ดีต่อสุขภาพของผู้ผ่านพ้นจากมะเร็ง แผนยุทธศาสตร์มะเร็งแห่งชาติจึงควรให้ความสำคัญไม่เพียงแค่การตรวจคัดกรองและการรักษาตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม แต่ต้องรวมถึงการดูแลผู้ผ่านพ้นมะเร็งแบบองค์รวมโดยยึดผู้ป่วยเป็นหัวใจสำคัญด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถศึกษาแนวปฏิบัติโดยละเอียดได้จากเว็บไซต์ของสมาคมมะเร็งวิทยาคลินิกแห่งอเมริกา (แนวทางการดำเนินชีวิตและการดูแลผู้รอดชีวิตของ ASCO) ส่วนในประเทศไทย สามารถค้นหาข้อมูลได้จากคลินิกมะเร็งเต้านมของโรงพยาบาลชั้นนำ และหน่วยงานต่างๆ เช่น สถาบันมะเร็งแห่งชาติ (nci.go.th)

ด้วยการเปิดใจพูดคุยอย่างตรงไปตรงมา การใช้ชีวิตอย่างกระฉับกระเฉง การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และการขอความช่วยเหลือโดยไม่ลังเลหรืออาย ผู้พิชิตมะเร็งเต้านมชาวไทยจะสามารถก้าวสู่อนาคตที่ไม่เพียงแต่มีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น แต่ยังมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นด้วย