ผลการศึกษาล่าสุดเน้นย้ำถึงความสำคัญอย่างยิ่งยวดของการออกกำลังกายในการชะลอความรุนแรงและบรรเทาอาการของโรคพาร์กินสัน จากบทวิเคราะห์ปี 2024 ในวารสาร Journal of Neurology, Neurosurgery and Psychiatry (วารสารด้านประสาทวิทยา ศัลยกรรมประสาท และจิตเวชศาสตร์) เดิมทีเคยเชื่อกันว่าการใช้ยาเพียงอย่างเดียวเป็นแกนหลักในการจัดการโรคพาร์กินสัน แต่ปัจจุบัน งานวิจัยหลายชิ้นชี้ตรงกันว่าการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและเข้มข้นอาจช่วยลดทั้งความรุนแรงและชะลอการลุกลามของโรคได้อย่างชัดเจน สำหรับคนไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยและเผชิญกับโรคเรื้อรังมากขึ้น ผลวิจัยนี้นับเป็นแสงแห่งความหวังที่จับต้องได้และเป็นแนวทางที่เป็นรูปธรรมในการดูแลตนเองและรับมือกับโรคพาร์กินสัน
ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสนใจอย่างเร่งด่วน เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยโรคพาร์กินสันเพิ่มสูงขึ้นทั้งทั่วโลกและในประเทศไทย เมื่อจำนวนผู้สูงวัย (อายุ 60 ปีขึ้นไป) ในไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โรคทางระบบประสาทอย่างพาร์กินสันจึงเป็นภัยใกล้ตัวมากขึ้น ส่งผลกระทบทั้งต่อตัวผู้ป่วย ครอบครัว และภาระของระบบสาธารณสุข รายงานปี 2563 จากหน่วยงานภาครัฐด้านการควบคุมโรค ระบุว่า โรคพาร์กินสันสร้างผลกระทบต่อคนไทยราว 120,000 ราย และคาดการณ์ว่าตัวเลขนี้จะสูงขึ้นตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของประเทศ ที่ผ่านมา การรับมือกับโรคนี้มักมุ่งเน้นไปที่การใช้ยาเพื่อควบคุมอาการด้านการเคลื่อนไหวและอาการอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว แต่การรักษาด้วยยาเพียงอย่างเดียวมักไม่สามารถบรรเทาอาการได้ทั้งหมด เช่น ปัญหาการทรงตัว ภาวะซึมเศร้า และความบกพร่องด้านความจำและความเข้าใจ
งานวิจัยเด่นๆ ในปัจจุบันชี้ว่าการออกกำลังกายไม่เพียงช่วยบรรเทาอาการด้านการเคลื่อนไหว (เช่น การเดิน การทรงตัว และปัญหาการทำงานประสานกันของอวัยวะ) และอาการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว (รวมถึงภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และปัญหาการนอนหลับ) แต่ยังอาจช่วยชะลอความเสื่อมของระบบประสาทซึ่งเป็นกลไกหลักของโรคพาร์กินสันได้อีกด้วย หนึ่งในงานวิจัยที่ถูกอ้างอิงในบทวิเคราะห์ปี 2024 ได้ติดตามผู้ป่วยโรคพาร์กินสันระยะเริ่มต้นจำนวน 237 คน เป็นเวลาห้าปี พบว่าผู้ที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันถดถอยช้ากว่าอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำ (AARP.org)
ผู้เชี่ยวชาญด้านสรีรวิทยาการออกกำลังกายจากมหาวิทยาลัยออร์ฮูส สถาบันวิจัยในเดนมาร์ก เน้นว่า “การออกกำลังกายให้ประโยชน์ทางคลินิกหลายด้านในโรคพาร์กินสัน เพราะช่วยรับมือได้ทั้งอาการด้านการเคลื่อนไหวและอาการอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้อง” ผลการศึกษาหลายชิ้นชี้ว่าการออกกำลังกายสามารถช่วยให้การทำงานประสานกันของอวัยวะ การทรงตัว การเดินดีขึ้น และลดความเสี่ยงการหกล้ม ซึ่งเป็นกลุ่มอาการที่มักจะจัดการได้ยากด้วยยาเพียงอย่างเดียว
กลไกที่ทำให้เกิดประโยชน์เหล่านี้เกี่ยวพันกับทั้งร่างกายและระบบประสาท การออกกำลังกายดูเหมือนจะช่วยส่งเสริม “ภาวะพลาสติกของระบบประสาท” (neuroplasticity) หรือความสามารถของสมองในการปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อสร้างเครือข่ายเซลล์ประสาทขึ้นใหม่ คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออร์ฮูส อธิบายเพิ่มเติมว่า “มีงานวิจัยบางชิ้นที่ใช้เครื่องสแกนสมองแบบ PET scan พบว่าหลังจากการออกกำลังกายแบบแอโรบิกเป็นเวลาหกเดือน ระดับสารโดพามีนในสมองจะเพิ่มขึ้น” สารโดพามีนนี้สำคัญอย่างยิ่งต่อการเคลื่อนไหวและสภาวะอารมณ์ ซึ่งเป็นสองสิ่งที่ได้รับผลกระทบหนักจากโรคพาร์กินสัน
งานวิจัยขนาดเล็กชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจในปี 2024 พบว่าการออกกำลังกายอย่างหนัก เช่น คาร์ดิโอร่วมกับการฝึกกล้ามเนื้อสัปดาห์ละ 3 ครั้ง อาจช่วยชะลอความเสื่อมของระบบประสาทอันเนื่องมาจากโรคได้จริง ผลตรวจ MRI และ PET scan ของผู้เข้าร่วมวิจัยชี้ว่า หลังจากผ่านไปหกเดือน เซลล์สมองที่ผลิตโดพามีนของผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่มีสุขภาพดีขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมโรคพาร์กินสันแห่งสหรัฐอเมริกา (American Parkinson’s Disease Association) ก็เห็นพ้องในประเด็นนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านความผิดปกติของการเคลื่อนไหวท่านหนึ่ง ให้คำแนะนำว่า หลังมื้ออาหาร “ควรเดินเล่นขยับร่างกายบ้าง” พร้อมทั้งแนะนำการออกกำลังกายเป็นหนึ่งในวิธีแรกๆ ในการจัดการกับปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในผู้ป่วยพาร์กินสัน เช่น ภาวะย่อยอาหารช้า
อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่าไม่ใช่การออกกำลังกายทุกรูปแบบจะให้ผลลัพธ์เท่ากัน มูลนิธิพาร์กินสัน (Parkinson’s Foundation) แนะนำให้ออกกำลังกายระดับปานกลางถึงหนักอย่างน้อยสัปดาห์ละ 150 นาที โดยควรเป็น “คาร์ดิโอ” อย่างน้อย 90 นาที กิจกรรมแอโรบิกที่แนะนำ เช่น เต้นรำ เดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ และเทนนิส ควรทำควบคู่กับการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและท่าบริหารที่ช่วยเรื่องการทรงตัวและความคล่องแคล่ว สำหรับในประเทศไทย บุคลากรทางการแพทย์แนะนำให้เริ่มต้นด้วยการประเมินจากนักกายภาพบำบัดผู้เชี่ยวชาญโรคพาร์กินสัน เพื่อออกแบบโปรแกรมที่เหมาะกับแต่ละคน
กิจกรรมที่จะให้ประโยชน์สูงสุดคือการออกกำลังกายที่ท้าทายทั้งร่างกายและสมอง ผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่ง ตั้งข้อสังเกตว่า “การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ หรือรูปแบบการเคลื่อนไหวใหม่ๆ สามารถเปลี่ยนชีววิทยาของสมองได้” พร้อมยกตัวอย่างการเต้นรำ ที่ผสมผสานการเคลื่อนไหวร่างกายเข้ากับการเรียนรู้ทักษะใหม่ งานวิจัยปี 2024 โดยโรงเรียนบัลเลต์แห่งชาติแคนาดา พบว่าคลาสเต้นรำประจำสัปดาห์ช่วยลดอาการซึมเศร้าและตัวชี้วัดทางชีวภาพของภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยพาร์กินสันที่เข้าร่วม ผลลัพธ์นี้ไม่ได้มาจากแค่การขยับร่างกาย แต่ยังรวมถึงความท้าทายทางสมองและการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นด้วย
เรื่องนี้ถือว่าเข้ากับวัฒนธรรมไทยได้เป็นอย่างดี เพราะกิจกรรมกลุ่มอย่างรำไทย การออกกำลังกายหมู่ในสวนสาธารณะ หรือแม้แต่การซ้อมมวยในชุมชน ก็เป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตคนไทยมานาน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงวัย การเต้นแอโรบิกสไตล์ไทยๆ ที่พบเห็นได้ตามสวนสาธารณะทั่วกรุงเทพฯ ไม่เพียงเป็นการออกกำลังกาย แต่ยังเป็นพื้นที่ทางสังคม ซึ่งทั้งสองส่วนนี้ช่วยเสริมสร้างสุขภาวะทางใจที่ดีขึ้น
กระแสใหม่ๆ ยังชี้ว่าการชกมวยก็อาจมีประโยชน์เช่นกัน โดยมีงานวิจัยชี้ว่าโปรแกรมชกมวยแบบไม่ปะทะ (non-contact boxing) ช่วยให้อาการทั้งด้านการเคลื่อนไหวและอาการอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องดีขึ้น การชกมวยเป็นการผสมผสานระหว่างแอโรบิก การฝึกความแข็งแรง และการฝึกความคล่องแคล่ว นอกจากนี้ยังได้ประโยชน์จากมิตรภาพและบรรยากาศที่ดีในการทำกิจกรรมกลุ่ม
สิ่งที่นักวิจัยเน้นย้ำคือ ทุกคนสามารถได้รับประโยชน์จากการออกกำลังกาย ไม่ว่าจะมีพื้นฐานความแข็งแรงระดับใด หรือโรคจะอยู่ในระยะไหนก็ตาม งานวิจัยระยะยาวพบว่าผู้ป่วยจะได้รับประโยชน์ไม่ว่าจะเพิ่งเริ่มต้นหรือออกกำลังกายเป็นประจำอยู่แล้ว ที่ปรึกษาทางการแพทย์หลักของมูลนิธิ The Michael J. Fox Foundation แนะนำว่า “ให้เริ่มจากสิ่งที่ท้าทายสำหรับคุณ แล้วค่อยๆ เพิ่มระดับความหนักขึ้นไป” ท่านยังเตือนไม่ให้ออกกำลังกายหักโหมเกินไป โดยแนะให้หาจุดสมดุลที่เหมาะสมกับแต่ละคน คือมีความท้าทาย แต่ไม่ถึงกับเหนื่อยล้าหรือบาดเจ็บ
ในบริบทของไทย การออกกำลังกายจึงเป็นกลยุทธ์จัดการโรคที่เข้าถึงง่ายและประหยัด สวนสาธารณะและสนามกีฬา ซึ่งส่วนใหญ่ไม่เสียค่าใช้จ่ายหรือมีค่าใช้จ่ายน้อย เป็นพื้นที่สำหรับกิจกรรมแอโรบิกกลุ่ม ไทเก๊ก หรือลีลาศ หน่วยงานภาครัฐด้านสาธารณสุขสามารถนำโปรแกรมออกกำลังกายที่ออกแบบเฉพาะบุคคลไปปรับใช้ในศูนย์สุขภาพชุมชนได้ และสามารถขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ เช่น นักกายภาพบำบัดในพื้นที่ หรือผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันทางการแพทย์ชั้นนำของรัฐที่มีโครงการเฉพาะทางด้านระบบประสาท
สำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแลชาวไทย การนำการออกกำลังกายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันจะให้ประโยชน์ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสังคม ซึ่งอาจช่วยลดการพึ่งพายาและชะลอภาวะทุพพลภาพรุนแรง การมีส่วนร่วมของคนในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการเดินเล่น ปั่นจักรยาน หรือเต้นรำด้วยกัน ก็ช่วยสร้างแรงจูงใจและทำให้การออกกำลังกายสม่ำเสมอ ซึ่งสอดรับกับวัฒนธรรมครอบครัวขยายที่พบเห็นได้ทั่วไปในสังคมไทย
ในอนาคต นักวิจัยคาดว่าการทดลองขนาดใหญ่ขึ้นจะช่วยยืนยันผลในการปกป้องระบบประสาทจากการออกกำลังกายอย่างเข้มข้น นักประสาทวิทยาจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเยล กล่าวว่า “เรารู้อยู่แล้วว่าการออกกำลังกายดีต่ออาการของโรค แต่การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่ามันสามารถช่วยปกป้องระบบประสาทได้จริง” โดยอ้างอิงผลการศึกษาเบื้องต้นที่น่าสนใจจากภาพถ่ายสมอง
แนวทางในอนาคตสำหรับประเทศไทย อาจรวมถึงการผลักดันให้การออกกำลังกายเป็นองค์ประกอบหลักในแนวทางการดูแลผู้ป่วยพาร์กินสันระดับชาติ การขยายความร่วมมือระหว่างแผนกประสาทวิทยา นักกายภาพบำบัด และศูนย์ชุมชนในพื้นที่ และการส่งเสริมให้คณะแพทยศาสตร์ต่างๆ ผลิตผู้เชี่ยวชาญด้านความผิดปกติของการเคลื่อนไหวและการฟื้นฟูด้วยการออกกำลังกายเพิ่มขึ้น
ข้อแนะนำสำหรับผู้อ่านชาวไทยที่เป็นโรคพาร์กินสัน หรือผู้ดูแล ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ คือ ปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนเริ่มโปรแกรมออกกำลังกายใหม่ทุกครั้ง ตั้งเป้าออกกำลังกายระดับปานกลางถึงหนักอย่างน้อยสัปดาห์ละ 150 นาที เลือกกิจกรรมที่ชอบและสนุก (เช่น รำไทย เต้นร่วมสมัย เดินเร็วกับเพื่อน หรือคลาสชกมวย) และพยายามเพิ่มการเคลื่อนไหวที่ท้าทายสมองเข้าไปด้วยถ้าทำได้ ผู้ให้บริการด้านสุขภาพในพื้นที่ โดยเฉพาะในโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ชั้นนำ สามารถให้คำแนะนำโปรแกรมที่เหมาะกับแต่ละคนได้
จากข้อมูลทั้งหมด ชี้ชัดว่าการออกกำลังกายไม่ใช่แค่ทางเลือกเสริมอีกต่อไป แต่เป็นเสาหลักสำคัญในการรับมือกับโรคพาร์กินสัน สำหรับผู้สูงวัยชาวไทยและครอบครัวที่จำนวนเพิ่มมากขึ้น การหันมาออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและมีความท้าทาย จะช่วยให้การเคลื่อนไหว อารมณ์ และความสามารถในการดูแลตัวเองในระยะยาวดีขึ้นอย่างเห็นผล
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม อ่านได้ที่: