ใครๆ ก็คงเคยรู้สึกคิดถึงบ้านกันทั้งนั้น แต่รู้ไหมว่าอาการนี้มันส่งผลกระทบต่อใจและกายเราลึกซึ้งกว่าที่คิด โดยเฉพาะยุคนี้ที่คนไทยจำนวนไม่น้อยต้องจากบ้านไปเรียนต่อ ทำงาน หรือแม้แต่เที่ยวต่างบ้านต่างเมือง รวมถึงการย้ายถิ่นฐานในประเทศ งานวิจัยทางจิตวิทยาใหม่ๆ ช่วยให้เราเข้าใจมากขึ้นว่าทำไมการคิดถึงบ้านถึงเป็นเรื่องสำคัญ มันส่งผลต่อร่างกายและอารมณ์เรายังไง แล้วคนไทยเราจะรับมือกับความรู้สึกสากลนี้ได้แบบไหน ข้อมูลจาก HuffPost

การคิดถึงบ้านไม่ได้หมายความแค่ว่าอยากเจอหน้าครอบครัวหรืออยากกินอาหารรสมือแม่เท่านั้น นักจิตวิทยาอธิบายว่ามันเป็นปฏิกิริยาธรรมชาติเมื่อเราต้องสูญเสียความผูกพันและรู้สึกไม่มั่นคงในที่ใหม่ๆ นักจิตวิทยาคลินิกและอาจารย์ด้านสาธารณสุขจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ ท่านหนึ่งชี้ว่า จริงๆ แล้วสิ่งที่เราโหยหาอาจไม่ใช่รายละเอียดหยุมหยิมของบ้าน แต่เป็น ‘ความรู้สึกอุ่นใจ’ จากสิ่งที่คุ้นเคย คาดเดาได้ และปลอดภัยต่างหาก “เราโหยหาสิ่งที่ใจรับรู้ว่ามันคุ้นชิน คาดการณ์ได้ สม่ำเสมอ และมั่นคง” อาจารย์ท่านนั้นอธิบาย ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ตรงใจใครหลายคนที่ต้องย้ายออกจากชุมชนไทยอันอบอุ่น หรือบ้านที่เคยอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา แม้ว่าการจากมานั้นจะเพื่อโอกาสที่ดีกว่าในชีวิตก็ตาม

สำหรับคนไทยเรา อาการนี้ยิ่งเห็นได้ชัดในกลุ่มนักศึกษาเด็กต่างจังหวัดที่เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ หรือไปไกลถึงเมืองนอก กลุ่มพี่น้องแรงงานที่ต้องไปทำงานต่างถิ่น หรือแม้แต่คนเมืองเองที่บางครั้งก็โหยหาอยากกลับไปสัมผัสชีวิตบ้านทุ่ง งานศึกษาชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับนักศึกษาไทยเมื่อปี 2018 ชี้ว่าปัจจัยหลักๆ ที่ทำให้คิดถึงบ้านก็มีทั้งความรู้สึกโดดเดี่ยว การไม่มีกิจวัตรเดิมๆ ที่คุ้นเคย และที่สำคัญในยุคนี้คือการต้องห่างจากสมาร์ทโฟน ซึ่งเป็นหน้าต่างเชื่อมใจกับบ้านและคนใกล้ตัว อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานวิจัยนี้

แล้วพอเราคิดถึงบ้านจัดๆ มันเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายและจิตใจเรากันแน่? ผู้เชี่ยวชาญเปรียบว่ามันคล้ายกับการเผชิญความเปลี่ยนแปลงทางใจ บางครั้งก็ไม่ต่างจากความรู้สึกเศร้าโศกเลยทีเดียว อาการที่เจอบ่อยๆ ก็เช่น ซึมเศร้า กังวล นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร ไม่มีสมาธิ ส่วนร่างกายก็อาจมีอาการปั่นป่วนในท้อง เครียดจนตัวสั่น อยากจะร้องไห้ออกมา หรือรู้สึกอึดอัดไม่สบายตัวตลอดเวลา อาการทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกับสัญชาตญาณ ‘สู้หรือหนี’ (fight-or-flight response) ของร่างกายเรา เวลาที่ต้องไปอยู่ในที่ที่ไม่คุ้นเคยและอาจรู้สึกไม่ปลอดภัย “มันเป็นกลไกปรับตัวตามวิวัฒนาการที่คอยบอกให้เราระวังภัย” นักจิตวิทยาคลินิกท่านเดิมชี้ให้เห็น พร้อมเสริมว่าสมองเราบันทึกไว้ว่า ‘บ้าน’ คือความปลอดภัย พอต้องไกลบ้านปุ๊บ ต่อมอะมิกดาลา (amygdala) ซึ่งเปรียบเหมือนสัญญาณเตือนภัยในสมอง ก็จะยิ่งส่งเสียงร้องดังขึ้น แสดงออกมาเป็นอาการทางกายให้เห็น ข้อมูลจาก Wikipedia, WebMD

นอกจากนี้ อาการคิดถึงบ้านยังพ่วงมาด้วยกลุ่มอาการที่เกี่ยวกับ ‘ความกังวล’ และ ‘ความโศกเศร้า’ กลุ่มแรกจะเน้นไปที่ความเครียดและความประหม่าจากความไม่คุ้นชิน ส่วนกลุ่มหลังจะหนักไปทางความโหยหา ความเศร้า และการคิดวนเวียนถึงสิ่งที่จากมาจนแทบห้ามใจไม่อยู่ ซึ่งบางทีก็แสดงออกมาในรูปของความทรงจำที่ดูสวยงามกว่าความเป็นจริง “เราคงไม่บอกว่า ‘คิดถึงฝุ่นควัน’ หรือ ‘คิดถึงเสียงแม่บ่นจัง’” อาจารย์ด้านสาธารณสุขท่านเดิมยกตัวอย่าง “แต่เราจะนึกถึง ‘ความสบายในห้องนอน’ ‘เพื่อนเก่าที่รู้ใจ’ หรือ ‘บรรยากาศแถวบ้านที่คุ้นเคย’” สำหรับคนไทยเราแล้ว ภาพจำเหล่านี้มักจะอบอวลไปด้วยรสชาติอาหารที่คุ้นลิ้น งานบุญประเพณี ภาษาถิ่น และไออุ่นของความเป็นพี่เป็นน้องในชุมชน

แม้ว่าอาการคิดถึงบ้านจะไม่ใช่ความผิดปกติทางคลินิก แต่คนที่มีภาวะซึมเศร้าหรือวิตกกังวลอยู่แล้ว ก็อาจมีอาการรุนแรงกว่าเดิมได้ ประเด็นนี้ยิ่งน่าห่วงในกลุ่มนักศึกษาไทยที่ต้องเจอภาวะตื่นตระหนกทางวัฒนธรรม (culture shock) เมื่อไปอยู่ต่างบ้านต่างเมือง รวมถึงคุณพ่อคุณแม่ผู้สูงวัยในต่างจังหวัดที่ลูกหลานย้ายไปทำงานไกลบ้าน ซึ่งเป็นภาพที่เราเห็นกันมากขึ้นตามการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็วในไทยและการเดินทางไปทำงานต่างแดนของแรงงานไทย

ผู้เชี่ยวชาญเปรียบการปรับตัวกับอาการคิดถึงบ้านว่าเหมือนการค่อยๆ หย่อนตัวลงสระน้ำเย็น ช่วงแรกอาจจะตกใจ แต่พอเวลาผ่านไปก็จะเริ่มรู้สึกสบายขึ้น นักจิตวิทยาท่านหนึ่งแนะว่าให้รีบสร้างกิจวัตรประจำวันและมองหาสถานที่ที่ทำให้รู้สึกคุ้นเคย เช่น ร้านกาแฟเจ้าประจำ หรือวัดใกล้ๆ ให้เร็วที่สุด แล้วค่อยๆ สานสัมพันธ์ใหม่ๆ ขึ้นมา “อาการคิดถึงบ้านเป็นเรื่องปกติของกระบวนการปรับตัว และเรามีวิธีที่จะช่วยให้ผ่านช่วงนี้ไปได้ แถมยังรู้สึกว่าเราจัดการชีวิตตัวเองได้ดีขึ้นด้วย” นักเขียนผู้เชี่ยวชาญด้านความวิตกกังวลท่านหนึ่งให้กำลังใจ

การยอมรับความรู้สึกตัวเองและใจดีกับตัวเองคือกุญแจสำคัญในการรับมือกับอาการคิดถึงบ้าน “บอกตัวเองว่าไม่เป็นไรนะ มันปกติมากที่จะรู้สึกแบบนี้ ความรู้สึกแย่ๆ เดี๋ยวมันก็ผ่านไป นี่เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง” นักจิตวิทยาคลินิกท่านเดิมกล่าว การเข้าใจว่าอาการคิดถึงบ้านมักจะมาเป็นพักๆ จะช่วยให้เราเตรียมตัวรับมือได้ดีขึ้น อย่างนักให้คำปรึกษาในมหาวิทยาลัยไทยแห่งหนึ่ง ก็จะแนะนำให้นักศึกษาคุยกับเพื่อนที่บ้านบ้าง แต่ก็ต้องกล้าที่จะลองเข้าไปมีส่วนร่วมกับชุมชนใหม่ๆ อย่างเต็มที่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นชมรมต่างๆ ศูนย์ศาสนา หรือกิจกรรมอาสา

แค่หาอะไรทำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจอาจไม่พอ แต่การ ‘มีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย’ นั้นสำคัญกว่า “แทนที่จะแค่ ‘หาอะไรทำแก้เซ็งไปวันๆ’ อยากให้ลอง ‘เข้าไปมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง’ จะเป็นเรื่องเรียน เรื่องงาน ผู้คนรอบข้าง การไปออกกำลังกาย หรือเข้าศูนย์ปฏิบัติธรรมก็ได้” อาจารย์ท่านเดิมแนะ การสร้างกิจวัตรที่แน่นอนจะช่วยให้เรารู้สึกมั่นคง โดยเฉพาะกับคนที่คุ้นเคยกับการกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัว การไปทำบุญที่วัดตอนเช้า หรือการไปเดินตลาดนัดแถวบ้านเป็นประจำ

สำหรับคนไทยเราแล้ว ข้อคิดเหล่านี้คงโดนใจใครหลายคน การต้องจากบ้านเกิดเมืองนอน เช่น เด็กอีสานที่เข้ามาเรียนต่อในกรุงเทพฯ ไม่ใช่แค่ต้องปรับตัวเรื่องการเดินทางหรือที่อยู่ใหม่ แต่ยังเหมือนต้อง ‘หยั่งราก’ ชีวิตใหม่ลงใน ‘ผืนดิน’ ที่ไม่คุ้นเคย วัฒนธรรมไทยเราให้ค่ากับความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของหมู่คณะ การต้องพลัดพรากหรือขาด ‘บ้าน’ จึงกระทบความรู้สึกอย่างแรง แต่เราก็มีวิธีเยียวยาใจตามแบบฉบับของเรา เช่น การได้กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตา การหาโอกาสไปวัดแถวบ้าน การสืบสานประเพณีดั้งเดิมในที่ใหม่ หรือการผูกมิตรผ่านภาษาถิ่นและอาหารการกิน แม้แต่เทคโนโลยีก็เหมือนดาบสองคม วิดีโอคอลหรือโซเชียลมีเดียช่วยให้ติดต่อกับที่บ้านได้ก็จริง แต่บางทีก็ยิ่งทำให้คิดถึงจับใจ

งานวิจัยใหม่ๆ จากจีนและเยอรมนีชี้ว่าความเหงาและอาการคิดถึงบ้านนั้นสัมพันธ์กับพฤติกรรมการรับมือที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เช่น กินแก้เครียด นอนไม่หลับ และสุขภาพจิตโดยรวมแย่ลง ข้อมูลจาก PubMed ในบ้านเราเอง หน่วยงานสุขภาพจิตก็ให้ความสำคัญกับการปรึกษาปัญหาตั้งแต่เนิ่นๆ และการมีเครือข่ายคอยช่วยเหลือดูแลกัน ศูนย์ให้คำปรึกษาในมหาวิทยาลัยและศูนย์บริการชุมชนต่างๆ ก็เริ่มตื่นตัวกับปัญหานี้มากขึ้น มีการจัดกิจกรรมอบรมเพื่อสร้าง ‘ภูมิคุ้มกันทางใจ’ (resilience) ซึ่งบางกิจกรรมก็นำหลักสติภาวนาแบบพุทธมาปรับใช้ด้วย

เมื่อมองไปข้างหน้า สังคมไทยจะยิ่งมีการโยกย้ายถิ่นฐานของผู้คนมากขึ้น ความท้าทายคือเราจะสนับสนุนคนที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ได้อย่างไร พร้อมทั้งส่งเสริมให้พวกเขามีทักษะในการปรับตัวและสร้างความผูกพันใหม่ๆ ได้ สำหรับนายจ้างของแรงงานข้ามถิ่น นักการศึกษา และผู้กำหนดนโยบาย นี่หมายถึงการช่วยให้พวกเขายังคงรักษาความเป็นตัวตนจากบ้านเกิดไว้ได้ พร้อมๆ กับการเปิดใจรับประสบการณ์ใหม่ๆ

ถ้ากำลังคิดถึงบ้านจนไม่เป็นอันทำอะไร ลองทำตามนี้ดูนะ: ยอมรับความรู้สึกตัวเองก่อนเลยว่ามันเป็นเรื่องปกติ ไม่ต้องรู้สึกผิด หาอะไรที่คุ้นเคยทำหรือไปในที่ใหม่ๆ สร้างตารางชีวิตประจำวันแล้วทำตามนั้นให้ได้ ลองเปิดใจขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง (สมัยนี้มีบริการให้คำปรึกษาที่เป็นส่วนตัว ทั้งในมหาวิทยาลัยและที่ทำงานหลายแห่งทั่วไทยเลย) และที่สำคัญที่สุดคือ ใจดีกับตัวเองให้มากๆ เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดให้ตัวเองในช่วงที่กำลังปรับตัวนี้

สุดท้ายนี้ ครอบครัวและเพื่อนๆ ที่บ้านเกิดก็มีส่วนช่วยได้นะ ไม่ใช่แค่คอยให้กำลังใจ แต่ยังรวมถึงการสนับสนุนให้คนที่เรารักได้ลองเข้าไปมีส่วนร่วมกับชุมชนใหม่ๆ อย่างเต็มที่ด้วย ความเห็นอกเห็นใจ ไม่ว่าจะจากตัวเราเองหรือคนรอบข้าง จะช่วยแบ่งเบาความรู้สึกหนักอึ้งนี้ไปได้มากทีเดียว

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและแหล่งอ้างอิงในบทความนี้: