กระแสงานวิจัยที่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ กำลังพลิกมุมมองของนักวิทยาศาสตร์และผู้คนทั่วไปต่อการทำความเข้าใจและรับมือกับความวิตกกังวล โดยมี “การเจริญสติ” เป็นหัวใจสำคัญของความเข้าใจระลอกใหม่นี้ ผลการศึกษาล่าสุดจากทีมนักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตันในเซนต์หลุยส์ ที่เผยแพร่ในวารสาร Neuroscience and Biobehavioral Reviews ชี้ว่าการเจริญสติไม่ใช่ “สูตรสำเร็จตายตัว” ที่ใช้ได้กับทุกคน แต่เปรียบเสมือนชุดเครื่องมืออันหลากหลายที่สามารถเลือกปรับใช้ให้เข้ากับลักษณะความวิตกกังวลที่แตกต่างกันไปได้ การค้นพบนี้ถือว่าสำคัญยิ่งสำหรับผู้อ่านชาวไทย ซึ่งหลายคนกำลังเผชิญหน้ากับแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามาในชีวิตยุคปัจจุบัน ตั้งแต่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจไปจนถึงวัฒนธรรมการทำงานที่เรียกร้องสูงลิ่ว
การเจริญสติ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีทั้งในแง่ภูมิปัญญาตะวันออกและหลักจิตวิทยาสมัยใหม่ คือการตั้งใจจดจ่ออยู่กับปัจจุบันขณะโดยไม่เข้าไปตัดสิน แม้คนไทยจำนวนไม่น้อยจะคุ้นเคยกับการทำสมาธิ โยคะ หรือกิจกรรมทำนองนี้มาตั้งแต่เด็กๆ ไม่ว่าจะจากโรงเรียนหรือวัด แต่ข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ กำลังช่วยให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าการเจริญสติเข้าไปทำงานกับระบบประสาทเพื่อลดทอนความวิตกกังวลได้อย่างไร คณะนักวิจัย ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมการรู้คิดและนักจิตวิทยา เผยว่าการเจริญสติช่วยเสริมสร้าง “การควบคุมการรู้คิด” (cognitive control) ของสมอง ซึ่งก็คือความสามารถในการจัดการความคิดและพฤติกรรมให้สอดคล้องกับเป้าหมาย แม้ในยามที่ต้องเผชิญความเครียดและสิ่งรบกวนรอบด้าน เรื่องนี้สอดรับกับสถานการณ์ในประเทศไทยอย่างยิ่ง ซึ่งระดับความวิตกกังวลมีแนวโน้มสูงขึ้น จากข้อมูลของกรมสุขภาพจิต โดยมีปัญหาเรื่องงาน แรงบีบคั้นทางเศรษฐกิจ และความกังวลเรื่องสุขภาพเป็นตัวกระตุ้นหลัก (ดู รายงานสุขภาพจิตประจำปีของไทย)
นักวิจัยหลังปริญญาเอกท่านหนึ่งจากกลุ่มวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และการปฏิบัติสติอธิบายว่า “การควบคุมการรู้คิดคือความสามารถในการกำกับความคิดและการกระทำของตัวเองเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย… ความกังวลนั้นกินพื้นที่ในระบบความจำขณะทำงาน (working memory) ของสมองไปมาก ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้เก็บเป้าหมายของเรา” พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ความวิตกกังวลเข้ามาแย่งชิงทรัพยากรทางความคิดของเรา ทำให้การจดจ่อกับภาระหน้าที่ในแต่ละวันเป็นเรื่องยาก ซึ่งเป็นสิ่งที่นักเรียนไทยที่กำลังเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย พนักงานออฟฟิศที่ต้อง juggle งานหลายอย่างพร้อมกัน หรือเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กที่กำลังเผชิญความผันผวนทางเศรษฐกิจ ต่างก็คงเข้าใจดี
ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนความร่วมมือจากโครงการสหวิทยาการ เน้นย้ำว่าเทคนิคการเจริญสตินั้นไม่เหมือนกันทั้งหมด การค้นพบชิ้นสำคัญของพวกเขาคือกรอบแนวคิดที่เชื่อมโยงการฝึกเจริญสติแบบต่างๆ เข้ากับ “ลักษณะความวิตกกังวล” ที่แตกต่างกัน สำหรับผู้ที่มีแนวโน้มจะคิดฟุ้งซ่าน คือคิดวนเวียนเรื่องเดิมๆ และมีความคิดลบๆ ผุดขึ้นซ้ำๆ แนะนำให้ฝึกการทำสมาธิแบบจดจ่อ (focused attention meditation) เทคนิคนี้คือการกำหนดความสนใจไปที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น ลมหายใจหรือเสียง แล้วค่อยๆ ดึงสติกลับมาเมื่อจิตใจเริ่มวอกแวก แนวทางนี้มีรากฐานมาจากการทำสมาธิแบบพุทธดั้งเดิม ซึ่งยังคงมีการสอนกันอย่างแพร่หลายในวัดไทย และเริ่มมีการนำไปประยุกต์ใช้ในโรงพยาบาลต่างๆ ในไทยเพื่อลดความเครียดกันมากขึ้น (เดอะ เนชั่น ไทยแลนด์)
ในขณะที่บางคนอาจประสบกับความวิตกกังวลทางร่างกายมากกว่า เช่น อาการใจสั่น หรือหายใจถี่ ในกรณีนี้ การทำสมาธิแบบเปิดรับ (open monitoring meditation) อาจให้ผลดีกว่า แทนที่จะจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะ ผู้ฝึกจะเพียงเฝ้าสังเกตประสบการณ์ทั้งภายในและภายนอกทั้งหมดที่ปรากฏขึ้นในแต่ละขณะ โดยไม่เข้าไปตอบโต้หรือตัดสิน ทัศนคติที่เปิดกว้างและยอมรับเช่นนี้ สอดคล้องกับแนวคิด “ใจเย็น” ของไทยเรา คือจิตใจที่เยือกเย็น สุขุม ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมไทยให้คุณค่ามาช้านาน เพื่อเป็นเกราะป้องกันความร้อนรุ่มจากความขัดข้องหมองใจในชีวิตประจำวัน
ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาท่านหนึ่งซึ่งมีส่วนร่วมในงานวิจัยนี้กล่าวว่า “ปัจจุบันมีการยอมรับกันมากขึ้นว่าการฝึกเหล่านี้มีประโยชน์อย่างยิ่งในการส่งเสริมสุขภาวะทางใจ แต่เรายังไม่เข้าใจกลไกการทำงานของการเจริญสติที่ก่อให้เกิดผลดีเหล่านี้อย่างถ่องแท้ นี่คือจุดที่งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์มีคุณค่ามาก เพราะช่วยให้เราระบุได้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าเหตุใดและอย่างไรที่การฝึกบางอย่างจึงได้ผล”
ที่สำคัญคืองานวิจัยนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องปฏิบัติการเท่านั้น กลุ่มวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และการปฏิบัติสติของมหาวิทยาลัยแห่งนั้นยังจัดกิจกรรมเวิร์คช็อปและกิจกรรมชุมชนอยู่เป็นประจำ เพื่อสาธิตการฝึกเจริญสติในรูปแบบต่างๆ และช่วยให้แต่ละคนได้เลือกวิธีที่เหมาะสมกับตัวเองที่สุด รูปแบบนี้มีความคล้ายคลึงอย่างเห็นได้ชัดกับในประเทศไทย ที่มีการนำการเจริญสติมาบูรณาการเข้ากับหลักสูตรการเรียนการสอน โปรแกรมส่งเสริมสุขภาวะในองค์กร และแม้กระทั่งในทัณฑสถาน (ดู กระทรวงศึกษาธิการ ประเทศไทย)
นัยยะอีกประการสำหรับผู้อ่านชาวไทยคือ การเจริญสติมีศักยภาพในการช่วยลดช่องว่างของบริการสุขภาพจิตที่กำลังแบกรับภาระอย่างหนัก องค์การอนามัยโลก (WHO) เคยออกมาเตือนถึงปัญหาการขาดแคลนบุคลากรด้านสุขภาพจิตในประเทศไทย (WHO ประเทศไทย) นั่นหมายความว่าการฝึกฝนที่ช่วยให้แต่ละคนสามารถจัดการความเครียดและความวิตกกังวลของตนเองได้ด้วยตัวเองจึงยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องความแตกต่างระหว่างวัย กล่าวคือ ในขณะที่โซเชียลมีเดียและการเชื่อมต่อดิจิทัลตลอดเวลาอาจทำให้เยาวชนไทยมีความวิตกกังวลสูงขึ้น การฝึกเจริญสติที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับก็เป็นวิธีที่เข้าถึงง่ายและมีค่าใช้จ่ายต่ำในการรับมือกับความเครียดในยุคดิจิทัล ในงานวิจัยหลายชิ้นพบว่า แอปพลิเคชันการเจริญสติแบบแนะนำตนเองและโปรแกรมออนไลน์ต่างๆ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่ดี ซึ่งเป็นส่วนที่พร้อมสำหรับการขยายผลในบริบทของไทย
ในเชิงวัฒนธรรม การเจริญสติเข้ากันได้ดีกับพระพุทธศาสนาและคติความเชื่อดั้งเดิมของไทย ซึ่งให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลของกายและใจ อย่างไรก็ตาม ดังที่งานวิจัยใหม่ชี้ให้เห็น อนาคตอยู่ที่การผสมผสานภูมิปัญญาเหล่านี้เข้ากับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เพื่อปรับการฝึกปฏิบัติให้มีความเฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น โรงพยาบาลในไทยกำลังร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อทำการทดลองแบบสุ่ม เพื่อศึกษาว่าการเจริญสติช่วยลดความวิตกกังวลในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งและผู้ดูแลได้อย่างไร ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องเผชิญกับความเครียดอย่างมหาศาล (งานวิจัยโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่) หลักฐานเบื้องต้นแสดงให้เห็นประโยชน์ในวงกว้าง ตั้งแต่การมีอารมณ์และการนอนหลับที่ดีขึ้น ไปจนถึงการลดความเจ็บปวดและการยอมรับความไม่แน่นอนของชีวิตได้มากขึ้น
เมื่อมองไปข้างหน้า การเพิ่มการเข้าถึงทางเลือกในการเจริญสติที่หลากหลาย ไม่ว่าจะผ่านทางโรงเรียน สถานที่ทำงาน วัด หรือแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน จะช่วยลดอคติเกี่ยวกับสุขภาพจิตและมอบเครื่องมือที่นำไปใช้ได้จริงแก่คนไทยหลายล้านคน ผู้ที่เชื่อมั่นในแนวทางวิทยาศาสตร์อาจมั่นใจได้จากผลการศึกษาภาพถ่ายสมอง ที่แสดงให้เห็นว่าการทำสมาธิเจริญสติเป็นประจำสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสมองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสมาธิและการควบคุมการรู้คิดได้จริง ในขณะที่ผู้ที่ยึดมั่นในประเพณีอาจพบความสบายใจในการปฏิบัติที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตทางจิตวิญญาณของไทยที่มีมานานหลายศตวรรษ
สำหรับการนำไปปรับใช้ได้ทันที ขอแนะนำให้ผู้อ่านชาวไทยลองสำรวจการเจริญสติในรูปแบบต่างๆ โดยเริ่มจากการฝึกหายใจง่ายๆ หรือการทำสมาธิตามเสียงแนะนำ เช่น ที่มีให้บริการผ่านแอปพลิเคชันฟรีหรือโครงการรณรงค์ของกระทรวงสาธารณสุข ผู้ที่พบว่าตนเองมักจมอยู่กับความคิดที่วนเวียนไม่หยุด อาจลองใช้เทคนิคการจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ในขณะที่ผู้ที่เผชิญกับอาการทางกายต่างๆ อาจได้รับประโยชน์จากการฝึกแบบเปิดรับ ครูบาอาจารย์และนายจ้างสามารถมีบทบาทสำคัญในการแนะนำเครื่องมือเหล่านี้ โดยปรับแนวทางให้เหมาะสมกับความต้องการเฉพาะของนักเรียนหรือพนักงานของตน
งานวิจัยใหม่นี้เน้นย้ำสาระสำคัญว่า: ไม่มีวิธีเดียวในการฝึกเจริญสติ และการค้นพบสิ่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตนเองถือเป็นการเดินทางที่สร้างพลังใจในตัวมันเอง ดังที่ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาท่านเดิมกล่าวไว้ว่า “คนเรามีทางเลือกที่แตกต่างกัน… การได้เรียนรู้การฝึกเหล่านี้เป็นเรื่องที่เสริมพลังอย่างมาก และทำให้รู้สึกว่าเราสามารถควบคุมวิธีที่เราจะนำไปใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองได้”
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถอ่านรายงานต้นฉบับได้ที่ Earth.com รวมถึงงานวิจัยต้นทางในวารสาร Neuroscience and Biobehavioral Reviews และคู่มือภาษาไทยจาก กรมสุขภาพจิต