ทฤษฎี “ปล่อยพวกเขาไป” (Let Them) ซึ่งเป็นแนวคิดจิตวิทยาสุดเรียบง่ายจาก เมล ร็อบบินส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างแรงจูงใจ กำลังกลายเป็นกระแสที่ได้รับความสนใจไปทั่วโลก แนวคิดนี้เป็นการปรับวิธีคิดที่โดนใจผู้คนมากมายที่กำลังเผชิญความเครียด ความขัดแย้งกับคนรอบข้าง และปัญหาในการกำหนดขอบเขตของตัวเอง เมล ร็อบบินส์ และผู้สนับสนุนท่านอื่นๆ ชี้ว่า พลังของสองคำนี้อยู่ที่การช่วยให้ผู้คนเลิกเก็บเรื่องหยุมหยิมมาคิดมาก ส่งเสริมความสงบในใจและความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น ท่ามกลางปัญหาสุขภาพใจที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นในสังคมไทย ทฤษฎีนี้ไม่เพียงนำเสนอมุมมองข้ามวัฒนธรรมที่น่าสนใจ แต่ยังสอดรับอย่างน่าทึ่งกับวัฒนธรรมไทยที่หยั่งรากลึกในพุทธศาสนาเรื่องการยอมรับและ “การปล่อยวาง” (Upworthy; เว็บไซต์ทางการของเมล ร็อบบินส์)

หัวใจสำคัญของ “ปล่อยพวกเขาไป” นั้นเรียบง่ายจนน่าทึ่ง คือ เมื่อต้องเผชิญคำวิจารณ์ การถูกปฏิเสธ หรือการตัดสินใจที่อาจดูไม่เข้าทีของคนอื่น ก็แค่ “ปล่อยพวกเขาไป” แทนที่จะพยายามควบคุมสถานการณ์ภายนอก ปกป้องตัวเอง หรือเก็บการกระทำที่ไม่ดีของคนอื่นมาเป็นอารมณ์ การปรับทัศนคติเช่นนี้จะช่วยลดความวิตกกังวลและสร้างพลังใจให้เข้มแข็ง เมล ร็อบบินส์ ชี้ว่า ความทุกข์ส่วนใหญ่ของเราไม่ได้เกิดจากตัวเหตุการณ์ แต่เกิดจากปฏิกิริยาของเราเอง ซึ่งมักมาจากการที่เราอยากจะไปบงการความคิดเห็นและพฤติกรรมของคนอื่น การฝึก “ปล่อยพวกเขาไป” จะช่วยให้ผู้คนได้ความสงบทางใจกลับคืนมา และเรียนรู้ที่จะให้เรื่องภายนอกยังคงอยู่ภายนอก เรื่องนี้ยิ่งสำคัญมากในโลกยุคปัจจุบันที่เชื่อมต่อกันตลอดเวลา ซึ่งโซเชียลมีเดียยิ่งทำให้การวิพากษ์วิจารณ์ การนินทา และดราม่าออนไลน์ลุกลามบานปลาย

สำหรับคนไทย แนวคิด “ปล่อยพวกเขาไป” อาจฟังดูคุ้นหู ในวัฒนธรรมไทย แนวคิดเรื่อง “ทำใจ” ซึ่งหมายถึงการยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นหรือเป็นอยู่ ได้ฝังรากลึกในชีวิตประจำวันมานานแล้ว หลักอนัตตาในพุทธศาสนาสอนเรื่องการไม่ยึดมั่นถือมั่น การไม่ตอบโต้ และความยืดหยุ่นเมื่อเผชิญกับความไม่แน่นอน ซึ่งเป็นคุณค่าที่สะท้อนอยู่ในแนวคิดการยอมรับของเมล ร็อบบินส์ แม้จะเป็นหลักการทางโลกก็ตาม (PubMed) สำนวนไทยอย่าง “ใจเย็นๆ” และ “ไม่เป็นไร” ก็ยิ่งตอกย้ำถึงภูมิปัญญาในการปล่อยวางความขุ่นข้องหมองใจ ความโกรธ และความอยากเอาชนะ

ทฤษฎี “ปล่อยพวกเขาไป” ของเมล ร็อบบินส์ ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางหลังจากที่เธอได้แบ่งปันหลักการสำคัญผ่านพอดแคสต์และโซเชียลมีเดียส่วนตัว โดยอธิบายว่า “เมื่อคุณ ‘ปล่อยพวกเขาไป’ ให้ทำในสิ่งที่พวกเขาต้องการ มันจะสร้างการควบคุมและความสงบทางอารมณ์ให้คุณมากขึ้น และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับผู้คนในชีวิตของคุณ” แนวทางนี้ได้รับการสนับสนุนจากนักจิตบำบัดและไลฟ์โค้ชหลายท่าน โดยมีหลักการง่ายๆ คือ แทนที่จะพยายามจัดการว่าคนอื่นจะมองคุณอย่างไร หรือพยายาม “แก้ไข” คนอื่นเมื่อพวกเขามีพฤติกรรมที่บั่นทอนจิตใจ คุณเพียงแค่ถอยออกมา ปล่อยวางการควบคุม และอนุญาตให้พวกเขาเป็นในสิ่งที่พวกเขาเป็น โดยไม่ต้องไปขัดขวางหรือเข้าไปก้าวก่ายจนเกินงาม (Wondermind)

วิธีการนี้มีพื้นฐานทางจิตวิทยาที่ได้รับการสนับสนุนจากงานวิจัยล่าสุดหลายชิ้น งานวิจัยจำนวนหนึ่งชี้ว่า การมีทัศนคติที่เน้นการยอมรับ ซึ่งคล้ายกับสิ่งที่ได้จากการฝึกเจริญสติและความไม่ยึดมั่นในพุทธศาสนา มีความเชื่อมโยงกับระดับความวิตกกังวลที่ลดลง อารมณ์ที่ดีขึ้น และความพึงพอใจในความสัมพันธ์ที่มากขึ้น การทดลองล่าสุดที่ศึกษาการปรับเปลี่ยนทัศนคติเพียงครั้งเดียวพบว่า สามารถลดอารมณ์เชิงลบในกลุ่มวัยรุ่นและนักศึกษามหาวิทยาลัยได้อย่างชัดเจน โดยผู้ที่ปรับใช้ความเชื่อที่ยืดหยุ่นและยอมรับได้แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งทางใจที่เพิ่มขึ้น (PubMed: การทดลอง SIGMA; PMC: ความไม่ยึดมั่น) นอกจากนี้ แนวคิดของนักจิตวิทยาอย่าง จอห์น ซี. แม็กซ์เวลล์ ผู้สอน “กฎ 30 วินาที” ว่าด้วยการสร้างปฏิสัมพันธ์เชิงบวก ก็ยังเชื่อมโยงทฤษฎีนี้เข้ากับงานวิจัยในวงกว้างเกี่ยวกับการส่งเสริมการสื่อสารและการเชื่อมโยงทางสังคมได้อีกด้วย

แต่ทัศนคติที่ดูเหมือนง่ายๆ อย่าง “ปล่อยพวกเขาไป” จะส่งผลต่อสุขภาพใจอย่างมีความหมายได้จริงหรือ? นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านการบำบัดด้วยการเจริญสติหลายท่านที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศยืนยันถึงคุณค่าของแนวคิดนี้สำหรับผู้ที่กำลังต่อสู้กับภาวะหมดไฟ ความคาดหวังสูง หรือความเครียดทางสังคม นักบำบัดท่านหนึ่งกล่าวกับ The Everygirl ว่า “เมื่อคุณเลิกเก็บทุกเรื่องเล็กน้อยมาใส่ใจ และปล่อยให้คนอื่นรับผิดชอบการกระทำของตัวเอง คุณจะรู้สึกมั่นคงมากขึ้น มันเป็นเหมือนยาถอนพิษความวิตกกังวลที่เกิดจากการที่เราต้องการเอาใจคนอื่น หรือต้องการควบคุมในสิ่งที่ควบคุมไม่ได้”

การประยุกต์ใช้ในบริบทวัฒนธรรมไทยนั้นน่าสนใจเป็นพิเศษ การที่สังคมไทยเปิดรับการเจริญสติและการยอมรับมาเป็นเครื่องมือเพื่อสุขภาวะที่ดีนั้นเห็นได้ชัดจากการเพิ่มขึ้นของกิจกรรมเข้าค่ายการบำบัดด้วยการเจริญสติ (MBCT) และการนำหลักปรัชญาพุทธมาปรับใช้ในระบบบริการสุขภาพกระแสหลัก (WellnessTourism.com) แนวคิดเรื่อง “ทำใจ” หรือการยอมรับทางอารมณ์ ได้รับการเน้นย้ำในงานวิจัยเชิงคุณภาพชิ้นหนึ่งเมื่อปี 2562 ว่าเป็นกลยุทธ์การรับมือที่สำคัญ ช่วยให้คนไทยเผชิญความยากลำบากโดยไม่ยึดติดกับผลลัพธ์หรือโทษตัวเองมากเกินไป (APA PsycNet) การไม่ยึดติดนี้ไม่ใช่ความเฉยเมย แต่เป็นการแสดงออกถึงท่าทีที่ยืดหยุ่น ไม่ตอบโต้ต่อการเปลี่ยนแปลงที่ไม่พึงประสงค์ ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่เมล ร็อบบินส์ สนับสนุนอย่างยิ่ง

ในระดับโลก กระแส “ปล่อยพวกเขาไป” กำลังได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในหมู่คนที่เหนื่อยล้าจากการพยายามเอาใจคนอื่น หรือการสื่อสารในลักษณะตั้งรับ โซเชียลมีเดียเต็มไปด้วยเรื่องเล่าจากผู้ที่นำทฤษฎีนี้ไปใช้ในที่ทำงาน ครอบครัว และความสัมพันธ์รัก ส่งผลให้ความเครียดลดลงและเกิดความผูกพันที่แท้จริงมากขึ้น อย่างไรก็ดี มีผู้ท้วงติงว่า แนวคิดนี้ต้องนำไปใช้อย่างระมัดระวัง ไม่ควรปล่อยให้มีการแสดงพฤติกรรมที่ไม่ให้เกียรติหรือบั่นทอนจิตใจ และต้องแยกแยะให้ออกระหว่างการปล่อยวางการควบคุม กับการละเลยขอบเขตที่เหมาะสมของตนเอง

สำหรับประเทศไทย ซึ่งให้ความสำคัญกับความปรองดองในสังคม แต่การเก็บกดอารมณ์บางครั้งอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตที่สะสม คำแนะนำให้ “ปล่อยพวกเขาไป” จึงมีความเกี่ยวข้องทั้งในเชิงปฏิบัติและวัฒนธรรม การตื่นตัวเรื่องสุขภาพใจที่เพิ่มมากขึ้น เห็นได้จากการจัดประชุมส่งเสริมการเจริญสติ การรณรงค์ให้มีการพูดคุยอย่างเปิดอก และการเติบโตของบริการด้านสุขภาพใจ ทำให้ทฤษฎีนี้เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในคลังเครื่องมือดูแลสุขภาพใจของคนไทย (NATIONTHAI.COM; เอกสาร MBCT Thailand PDF)

นักวิชาการด้านการศึกษาและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตสามารถนำแนวคิด “ปล่อยพวกเขาไป” มาใช้เป็นแบบฝึกหัดทางความคิดที่น่าสนใจในกิจกรรมอบรมการจัดการความเครียดได้ เนื่องจากสอดคล้องกับแนวปฏิบัติที่อิงหลักพุทธธรรมซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในการดูแลสุขภาพจิตในไทยอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น โรงพยาบาลและศูนย์สุขภาพต่างๆ มักใช้วิธีการบำบัดด้วยการเจริญสติเพื่อลดความเจ็บปวด ความวิตกกังวล และอาการซึมเศร้า การส่งเสริมให้ไม่ยึดติดกับคำตัดสินเชิงลบจากสังคม หรือความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน อาจช่วยเสริมสร้างพลังใจ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและพนักงานออฟฟิศที่ต้องเผชิญกับความกดดันด้านผลงาน

สิ่งสำคัญคือ แนวทางการแก้ไขไม่ควรเป็นเพียงแค่คำคมเท่ๆ “ปล่อยพวกเขาไป” จะได้ผลดีที่สุดเมื่อเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการดูแลอารมณ์ของตนเองอย่างรอบด้าน ซึ่งรวมถึงการเจริญสติ การทบทวนตนเอง และการฝึกแสดงออกถึงสิทธิของตนเองอย่างเหมาะสม (assertiveness) ในบริบทครอบครัวหรือที่ทำงานแบบไทยๆ การพูดคุยเรื่องอารมณ์อย่างเปิดเผย โดยรักษาสมดุลกับวัฒนธรรมการสื่อสารแบบอ้อมๆ ของไทย จะช่วยสร้างพื้นที่สำหรับการกำหนดขอบเขตและการฝึกยอมรับไปพร้อมกัน

ในอนาคต ยังจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจว่าทฤษฎีสร้างแรงจูงใจจากตะวันตกสอดคล้องหรือแตกต่างจากค่านิยมวัฒนธรรมไทยและหลักจิตวิทยาเชิงพุทธอย่างไร หาก “ปล่อยพวกเขาไป” ได้รับความนิยมในหมู่ผู้มีอิทธิพลทางความคิดและนักการศึกษาชาวไทย เช่นเดียวกับการเจริญสติและการทำสมาธิ ก็อาจเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่แสวงหาความสงบภายใน ไม่ใช่ด้วยการพยายามควบคุมคนอื่น แต่ด้วยการหันมาจัดการปฏิกิริยาทางอารมณ์ของตัวเอง

บทสรุปสำหรับผู้อ่านชาวไทยนั้นชัดเจนว่า: ในช่วงเวลาที่รู้สึกกังวลเมื่อต้องเข้าสังคม เผชิญความขัดแย้ง หรือผิดหวัง ลองเปิดใจรับแนวคิด “ปล่อยพวกเขาไป” ฝึก “ทำใจ” และปล่อยให้คนอื่นเป็นอย่างที่เขาเป็น โดยที่เรามุ่งความสนใจไปที่ความสงบและขอบเขตส่วนตัวของเรา เมื่อนำมารวมกับธรรมเนียมไทยที่เน้นความสุภาพและความสำรวม มนตร์บทใหม่นี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจอันทรงพลังว่า บางครั้งเส้นทางสู่ความสุขก็คือการปล่อยวาง

สำหรับผู้ที่สนใจแนวทางปฏิบัติเพิ่มเติม ลองผสมผสานการฝึกเจริญสติในชีวิตประจำวันเข้ากับการเตือนตัวเองเป็นระยะๆ ว่า “ปล่อยพวกเขาไป” อาจจะเขียนใส่กระดาษโน้ตติดไว้ที่โต๊ะทำงาน ท่องในใจเบาๆ เมื่อรู้สึกตึงเครียด หรือนำไปปรับใช้กับการทำสมาธิหรือการสวดมนต์ เมื่อเวลาผ่านไป การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้อาจช่วยลดความเครียดและเพิ่มความสุขสงบในใจ ซึ่งหยั่งรากมาจากทั้งจิตวิทยาสมัยใหม่และภูมิปัญญาไทยแต่โบราณ

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับทฤษฎีนี้ สามารถดูได้ที่เว็บไซต์ทางการของเมล ร็อบบินส์ (melrobbins.com) งานวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับทัศนคติการยอมรับ (PMC Nonattachment) หรือแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับ “Let Them” บน Amazon