อัมพวิมาน
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา
๘. อัมพวิมาน
ว่าด้วยวิมานที่เกิดขึ้นแก่หญิงผู้ถวายวัดสวนมะม่วง
(พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพธิดาองค์หนึ่งว่า)
[๗๘๓] สวนมะม่วงทิพย์ของเธอ น่ารื่นรมย์ ในสวนนี้มีปราสาทกว้างใหญ่ กึกก้องไปด้วยเสียงดนตรีต่างๆ เหล่าเทพอัปสรก็ส่งเสียงเจื้อยแจ้ว
[๗๘๔] ปราสาทของเธอนี้มีประทีปทองดวงใหญ่สว่างไสวอยู่เป็นนิตย์ แวดล้อมโดยรอบด้วยต้นมะม่วงที่มีผลเป็นผ้า
[๗๘๕-๗๘๖] เพราะบุญอะไรเธอจึงมีผิวพรรณงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้
[๗๘๗] เทพธิดานั้นดีใจที่พระมหาโมคคัลลานเถระถาม จึงตอบปัญหาผลกรรมไปตามที่พระเถระถามว่า
[๗๘๘] ชาติก่อนดิฉันเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ในมนุษยโลก ดิฉันได้สร้างวิหารแวดล้อมด้วยต้นมะม่วงถวายสงฆ์
[๗๘๙] เมื่อให้สร้างวิหารสำเร็จเรียบร้อยแล้ว จะทำการฉลอง จึงใช้ผ้าประดับต้นมะม่วงทั้งหลายแล้ว แต่งให้เป็นผลมะม่วง
[๗๙๐] ดิฉันเลื่อมใสตามประทีปไว้ที่ต้นมะม่วงเหล่านั้น นิมนต์หมู่สาวกของพระผู้มีพระภาคซึ่งเป็นหมู่ที่สูงสุดให้ฉันแล้ว ได้มอบถวายวิหารนั้นแด่สงฆ์ด้วยมือทั้งสองของตน
[๗๙๑] เพราะบุญนั้นดิฉันจึงมีสวนมะม่วงที่น่ารื่นรมย์ ในสวนนี้มีปราสาทกว้างใหญ่ กึกก้องไปด้วยเสียงดนตรีต่างๆ เหล่าเทพอัปสรก็ส่งเสียงเจื้อยแจ้ว
[๗๙๒] ปราสาทของดิฉันนี้มีประทีปทองดวงใหญ่สว่างไสวอยู่เป็นนิตย์ แวดล้อมโดยรอบด้วยต้นมะม่วงที่มีผลเป็นผ้า
[๗๙๓-๗๙๔] เพราะบุญนั้นดิฉันจึงมีผิวพรรณงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้
อัมพวิมานที่ ๘ จบ
-----------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ นำมาจากบางส่วนของ
อรรถกถา ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มัญชิฏฐกวรรคที่ ๔
๘. อัมพวิมาน
อรรถกถาอัมพวิมาน
อัมพวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน กรุงสาวัตถี.
สมัยนั้น อุบาสิกคนหนึ่งในกรุงสาวัตถี ได้ฟังว่า การถวายอาวาสมีผลมากและมีอานิสงส์มาก เกิดฉันทะความพอใจ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วกราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์มีความประสงค์จะสร้างอาวาสแห่งหนึ่ง ขอได้โปรดตรัสบอกโอกาสเช่นนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสั่งภิกษุทั้งหลาย.
ภิกษุทั้งหลายได้แสดงที่ให้อุบาสิกานั้น นางได้สร้างอาวาสที่น่ารื่นรมย์ในที่นั้นแล้วให้ปลูกต้นมะม่วงรอบอาวาสนั้น.
อาวาสนั้นมีต้นมะม่วงเรียงรายล้อมรอบ สมบูรณ์ด้วยร่มเงาและน้ำ มีภูมิภาคขาวสะอาดเกลื่อนกลาดด้วยทราย คล้ายข่ายแก้วมุกดาน่าจับใจเหลือเกิน.
นางตกแต่งวิหารนั้นด้วยผ้าสีต่างๆ และด้วยพวงดอกไม้พวงของหอมเป็นต้นจนดูคล้ายเทพวิมาน ติดตั้งตะเกียงน้ำมันและเอาผ้าใหม่พันต้นมะม่วงทั้งหลายแล้วมอบถวายแด่สงฆ์.
ต่อมา นางทำกาลกิริยาตายไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ วิมานหลังใหญ่แวดล้อมไปด้วยสวนมะม่วงได้ปรากฏแก่นาง.
นางแวดล้อมไปด้วยหมู่อัปสรเสวยทิพยสมบัติอยู่ในวิมานนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะเข้าไปหานางแล้ว ถามด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
สวนมะม่วงทิพย์ของท่านน่ารื่นรมย์ ในสวนนี้มีปราสาทหลังใหญ่กึกก้องไปด้วยดนตรีต่างๆ เจื้อยแจ้วไปด้วยหมู่เทพอัปสร. อนึ่ง ในปราสาทนี้มีประทีปทองดวงใหญ่ สว่างไสวอยู่เป็นนิตย์ ปราสาทของท่านแวดล้อมด้วยต้นไม้ที่ออกผลเป็นผ้าโดยรอบ ด้วยบุญอะไร ท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้ ด้วยบุญอะไร ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน.
ดูราเทพธิดาผู้มีอานุภาพใหญ่ อาตมาขอถามท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ท่านทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทพธิดานั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว จึงพยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า
เมื่อชาติก่อน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในหมู่มนุษย์อยู่ ในมนุษยโลก ดีฉันมีจิตเลื่อมใสได้สร้างวิหารถวายสงฆ์ แวดล้อมไปด้วยต้นมะม่วง เมื่อสร้างวิหารสำเร็จเรียบร้อยแล้วได้ทำการฉลอง เอาผ้าหุ้มต้นมะม่วงทั้งหลาย ทำผลมะม่วงด้วยผ้า ตามประทีปไว้ที่ต้นมะม่วงนั้นๆ นิมนต์หมู่สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าซึ่งเป็นหมู่สูงสุดให้ฉัน แล้วมอบถวายวิหารนั้นแด่สงฆ์ด้วยมือของตน เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีสวนมะม่วงที่น่ารื่นรมย์ มีปราสาทหลังใหญ่ในสวนนี้ ซึ่งกึกก้องไปด้วยดนตรีต่างๆ เจื้อยแจ้วไปด้วยหมู่เทพอัปสร.
อนึ่ง ในปราสาทนี้จึงมีประทีปทองดวงใหญ่สว่างไสวอยู่เป็นนิตย์ ปราสาทของดีฉันจึงแวดล้อมด้วยต้นไม้ที่ออกผลเป็นผ้าโดยรอบ เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ดีฉัน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ดีฉัน
ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดีฉันเป็นมนุษย์ได้กระทำบุญอันใดไว้ เพราะบุญอันนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทพธิดานั้นได้พยากรณ์ด้วยประการฉะนี้.
คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
จบอรรถกถาอัมพวิมาน
-----------------------------------------------------