เรื่องการศึกษาของเด็ก ๆ กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจมากขึ้น หลังมีรายงานจากต่างแดนเผย 8 เทคนิคช่วยจำชั้นยอด ที่พิสูจน์แล้วว่าช่วยให้เด็ก ๆ จำบทเรียนและเรียนเก่งขึ้นจริง เทคนิคเหล่านี้ถือเป็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ให้หลายครอบครัวไทยที่กำลังปวดหัวกับสนามสอบในโรงเรียนและหลักสูตรที่ปรับเปลี่ยนไว บทความชิ้นล่าสุดจาก The Times of India (timesofindia.indiatimes.com) ชี้ว่า เทคนิคเหล่านี้กำลังฮิตติดลมบนในหมู่ครูบาอาจารย์และผู้ปกครองทั่วโลก เพราะเป็นวิธีที่ใช้ได้ผลจริง แถมมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์หนุนหลังเรื่องการพัฒนาความจำอีกด้วย

หลายปีมานี้ ความต้องการแนวทางส่งเสริมการเรียนรู้ที่อิงหลักวิทยาศาสตร์ในบ้านเราพุ่งสูงขึ้นมาก ส่วนหนึ่งก็เพราะการแข่งขันด้านการเรียนที่ดุเดือด และความกังวลเรื่องผลกระทบทางการศึกษาหลังยุคโควิด-19 ระบาดหนัก เด็กนักเรียนไม่น้อยเลยที่ต้องแบกรับความกดดันจากการท่องตำราเพื่อไปสอบในสนามสำคัญ ๆ อย่างการสอบของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) หรือแม้แต่การสอบเข้ามหาวิทยาลัย เพราะการท่องจำยังคงเป็นหัวใจสำคัญของระบบการศึกษาไทย โดยเฉพาะการเน้นเรียนแบบท่องเป็นนกแก้วนกขุนทอง ผู้ปกครองก็เลยพยายามควานหาเครื่องมือใหม่ ๆ ที่ใช้ได้จริงมาช่วยให้ลูกหลานได้เปรียบคนอื่นในสนามเรียน (UNESCO Bangkok)

บทความจาก The Times of India ย่อยข้อมูลเชิงลึกทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดออกมาเป็นวิธีที่เข้าใจง่าย ๆ นำไปปรับใช้ได้ทั้งที่บ้านและในห้องเรียน ในบรรดา 8 เทคนิคช่วยจำขั้นเทพนั้น มีตั้งแต่: การแปลงบทเรียนเป็นเรื่องเล่าสั้น ๆ, การใช้เทคนิค “วังความจำ” (memory palace), การอ่านออกเสียงตอนเรียนหนังสือ, การใช้สีสันเข้ามาช่วยในการจดโน้ต, การแต่งคำคล้องจองหรือเพลงช่วยจำเนื้อหายาก ๆ, การใช้แผนผังความคิด (mind maps), การทบทวนซ้ำแบบเว้นระยะ (spaced repetition) และการลดสิ่งรบกวนสมาธิให้น้อยที่สุด (Times of India)

เทคนิค “วังความจำ” (memory palace) เป็นกลวิธีช่วยจำ (mnemonic) ที่มีมาตั้งแต่ยุคกรีกโบราณโน่น วิธีนี้คือให้เด็ก ๆ ลองนึกภาพอาคารสมมติขึ้นมาหลังหนึ่ง แล้ว “เก็บ” ข้อมูลต่าง ๆ ไว้ตามมุมนั้นมุมนี้ในอาคาร พอจะดึงข้อมูลมาใช้ ก็แค่ “เดิน” เล่นในวังความจำในหัว นักวิทยาศาสตร์การรับรู้ (cognitive scientists) เชียร์เทคนิคการสร้างภาพแบบนี้ เพราะมันไปกระตุ้นสมองส่วนที่เกี่ยวกับความจำเชิงพื้นที่ (spatial memory) ให้ทำงาน ส่วนเทคนิคอื่น ๆ อย่างแผนผังความคิดและการเล่าเรื่องสั้น ก็เข้าทางเด็ก ๆ ที่ชอบฟังนิทานและดูภาพอยู่แล้ว ทำให้ข้อมูลที่จับต้องยากกลายเป็นเรื่องที่เห็นภาพชัดและเชื่อมโยงกันง่ายขึ้น

มุมมองจากเหล่าผู้เชี่ยวชาญก็ช่วยตอกย้ำหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังวิธีเหล่านี้ ผลการทบทวนงานวิจัยล่าสุดด้านจิตวิทยาการรู้คิด (cognitive psychology) ชี้ว่า การฝึกความจำโดยใช้การสร้างภาพ การทบทวนซ้ำ ๆ และการมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง ช่วยเสริมพลังความจำของเด็ก ๆ ได้อย่างเห็นผล (Wikipedia) งานวิเคราะห์อภิมาน (meta-analysis) ปี 2024 ที่ลงใน ScienceDirect พบว่า เด็กนักเรียนที่ฝึกทบทวนแบบเว้นระยะ (spaced repetition) ซึ่งเป็นการวางแผนตารางทบทวนแบบมีชั้นเชิงเพื่อให้จำได้แม่นที่สุด สามารถจำข้อมูลใหม่ได้มากกว่าเด็กที่ใช้วิธีโหมอ่านก่อนสอบแบบเดิม ๆ ถึง 50-80% เลยทีเดียว (ScienceDirect) ขณะเดียวกัน นักการศึกษาจากโรงเรียนนานาชาติชั้นนำหลายแห่งในไทยก็เริ่มเอาตัวช่วยจำอย่างคำคล้องจอง เพลง และโน้ตสีสวย ๆ มาปรับใช้ในแผนการสอนกันแล้ว ผู้อำนวยการโรงเรียนประถมมากประสบการณ์แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เล่าว่า “เราเห็นเลยว่าคะแนนสอบของเด็ก ๆ ดีขึ้น แถมพวกเขาก็มั่นใจขึ้นเยอะ เมื่อเราเอาแบบฝึกหัดช่วยจำสนุก ๆ มาสอดแทรกในกิจกรรมประจำวัน”

การนำเทคนิคช่วยจำเหล่านี้มาปรับใช้ยิ่งมีความสำคัญอย่างมากในบ้านเรา ที่ซึ่งการท่องจำเป็นรากฐานสำคัญของการศึกษาภาครัฐมาตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 สำหรับหลายครอบครัวไทย ความเครียดที่ต้องเคี่ยวเข็ญให้ลูกหลานสอบผ่านฉลุยในสนามสอบชี้ชะตาอนาคต ทำให้กลยุทธ์ช่วยจำที่ใช้ง่าย ๆ ไม่ได้เป็นแค่เรื่องเรียนอีกต่อไป แต่กลายเป็นเรื่องสำคัญต่อความเป็นอยู่ที่ดีของครอบครัว โอกาสการงานในวันหน้า หรือแม้แต่การยกระดับฐานะทางสังคมเลยก็ว่าได้ ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการกำลังเดินหน้าปฏิรูปการศึกษาอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก (active learning) เครื่องมือช่วยพัฒนาความจำที่ใช้ได้ผลจริงเหล่านี้ก็เข้ามาช่วยเสริมการเปลี่ยนผ่านไปสู่การสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางได้เป็นอย่างดี (Ministry of Education, Thailand)

สมัยก่อน การศึกษาแบบไทยเดิม ๆ เน้นการท่องจำพระธรรมคำสอน พระบรมราชโองการ และบทกวีชั้นครู มาถึงปัจจุบัน ธรรมเนียมปฏิบัติทางวัฒนธรรมเหล่านี้ก็มาบรรจบกับงานวิจัยระดับโลกได้อย่างลงตัว โดยผู้ปกครองนำภูมิปัญญาท้องถิ่น อย่างการสวดมนต์และการท่องบทอาขยานเป็นทำนอง มาผสมผสานเข้ากับกลยุทธ์ช่วยจำยุคใหม่ ไม่กี่ปีมานี้ ติวเตอร์เฉพาะทางทั้งในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ เริ่มเปิดคอร์สสอนที่เอาการละเล่นเพื่อการเรียนรู้แบบไทย ๆ มาผสมกับกิจกรรมวังความจำและแผนผังความคิด ซึ่งก็โดนใจผู้เรียนยุคดิจิทัลรุ่นใหม่ไม่น้อย

มองไปข้างหน้า คาดกันว่าการนำ 8 เทคนิคช่วยจำที่ว่านี้มาปรับใช้ จะเข้ามามีบทบาทต่อมาตรฐานการสอนและโปรแกรมเสริมทักษะหลังเลิกเรียนทั่วฟ้าเมืองไทย พอผู้ปกครองและสถาบันการศึกษาเริ่มเห็นความสำคัญมากขึ้น บรรดาบริษัทสตาร์ทอัพด้านการศึกษาและนักพัฒนาแอปพลิเคชันก็ไม่รอช้า เร่งออกแบบเครื่องมือบนมือถือและเกมสนุก ๆ ที่ตอบโจทย์เทคนิคเหล่านี้ โดยปรับให้เข้ากับภาษาไทยและความต้องการของหลักสูตรบ้านเราโดยเฉพาะ ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายคาดการณ์ว่า ทางกระทรวงศึกษาธิการน่าจะมีแนวทางเพิ่มเติมออกมา เกี่ยวกับการนำกิจกรรมส่งเสริมความจำไปผนวกเข้ากับตำราเรียนและการอบรมครูบาอาจารย์ต่อไป

สำหรับครอบครัวไทยที่อยากได้แนวทางที่เอาไปทำตามได้เลย ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เริ่มจากจุดเล็ก ๆ เช่น คุณพ่อคุณแม่และคุณครูอาจจะลองกระตุ้นให้เด็ก ๆ เล่าเรื่องที่เรียนมาด้วยภาษาของตัวเอง ทำมายแมพสีสวย ๆ จากเรื่องที่อ่านประจำสัปดาห์ หรือชวนกันร้องเพลงสูตรคูณเสียงดังฟังชัด การลดสิ่งร้าวใจจากหน้าจอตอนเรียนหนังสือ และการหยิบของใช้ในชีวิตประจำวันมาประยุกต์ เช่น เอาผลไม้มาจัดเรียงทำแบบฝึกหัดวังความจำ ก็เป็นกลยุทธ์ที่ไม่ต้องเสียเงินเสียทอง ใคร ๆ ก็ทำได้ แถมปรับใช้ได้ทั้งในเมืองและต่างจังหวัด

แม้จะยังเถียงกันไม่จบเรื่องบทบาทของการเรียนแบบท่องจำกับการคิดสร้างสรรค์ในการศึกษาไทย แต่เคล็ดลับช่วยจำที่อิงงานวิจัย ซึ่งนักวิทยาศาสตร์การรับรู้ก็การันตี แถมรายงานระดับโลกก็เพิ่งพูดถึงนั้น มีหลักการง่าย ๆ เหมือนกันคือ เด็กทุกคนสามารถเป็นนักเรียนที่มั่นใจและเรียนรู้ได้เก่งขึ้น ถ้ามีเครื่องมือที่ใช่และกำลังใจดี ๆ หนุนหลัง โจทย์ใหญ่ของผู้กำหนดนโยบาย คุณครู และผู้ปกครองก็คือ ทำยังไงให้ประโยชน์เหล่านี้ส่งไปถึงเด็กทุกคนในทุกพื้นที่ของสังคมไทยอย่างทั่วถึง

ท่านผู้อ่านที่กำลังกังวลใจเรื่องพฤติกรรมการเรียนของลูกหลาน ลองปรึกษาองค์กรด้านการศึกษาที่ไว้ใจได้ ลองนำกลยุทธ์ช่วยจำที่ว่ามาไปปรับใช้ และจับมือกับคุณครูเพื่อออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ที่ใช่สำหรับเด็กแต่ละคน การลงมือทำอย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้ สามารถสร้างผลลัพธ์ที่คุ้มค่ามหาศาลให้กับนักคิด นักสร้างสรรค์ และผู้นำไทยรุ่นใหม่ในวันข้างหน้าได้แน่นอน

แหล่งข้อมูล: