ในที่สุดปริศนาขนสีส้มแสนสดใสของเจ้าเหมียวที่คาใจกันมานับศตวรรษก็คลี่คลายเสียที! งานวิจัยพันธุกรรมล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Current Biology เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม (แหล่งข้อมูล) เผยว่านักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบ “meow-tation” (การกลายพันธุ์สุดเหมียว) ที่ไม่เหมือนใครในดีเอ็นเอของน้องแมว การค้นพบนี้ไม่เพียงแต่ไขความลับว่าทำไมเจ้าส้มถึงมีสีขนโดดเด่น แต่ยังตอบคำถามคาใจที่ว่าทำไมแมวส้มส่วนใหญ่ถึงเป็นตัวผู้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้นักพันธุศาสตร์และบรรดาทาสแมวสงสัยกันมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 เลยทีเดียว

เสน่ห์ของเจ้าเหมียวขนส้มปุกปุย ที่เรามักจะเห็นนอนเล่นชิลๆ ในวัดไทย หรือขดตัวน่าเอ็นดูตามร้านกาแฟแถวบ้าน ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของสายใยความผูกพันอันยาวนานระหว่างคนไทยกับน้องแมวมาแต่ไหนแต่ไร ในหลายๆ บ้าน แมวไม่เพียงแต่เป็นสัตว์เลี้ยง แต่ยังถือเป็นสัตว์นำโชค ทั้งยังปรากฏตัวในนิทานพื้นบ้านและความทรงจำวัยเด็กของใครหลายคน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ก็มีเรื่องเล่าขานและความเชื่อกันว่าแมวส้มอาจจะนำโชคดีมาให้ หรือมีนิสัยซุกซนขี้เล่นเป็นพิเศษ แต่คำถามที่ว่าทำไมแมวส้มส่วนใหญ่ถึงเป็นตัวผู้ ก็ยังคงเป็นเรื่องลึกลับในทางวิทยาศาสตร์

คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สหรัฐอเมริกา และมหาวิทยาลัยคิวชู ประเทศญี่ปุ่น ได้ทำการศึกษาค้นคว้าแยกกันเพื่อไขความลับเบื้องหลังลักษณะ “ขนสีส้มที่เชื่อมโยงกับเพศ” นี้ จากการวิเคราะห์ดีเอ็นเออย่างละเอียด พวกเขาพบการกลายพันธุ์ที่ทำให้ดีเอ็นเอส่วนที่ควบคุมยีน ARHGAP36 บนโครโมโซม X หายไป พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ ถ้าแมวตัวผู้ (ซึ่งมีโครโมโซม X หนึ่งตัวและ Y หนึ่งตัว) ได้รับโครโมโซม X ที่มีการกลายพันธุ์นี้ มันก็จะมีขนสีส้มสวยงาม ส่วนแมวตัวเมีย (มีโครโมโซม X สองตัว) จะต้องได้รับการกลายพันธุ์นี้บนโครโมโซม X ทั้งสองตัว ถึงจะมีขนสีส้มทั่วทั้งตัว แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น สีส้มอันเป็นเอกลักษณ์ก็จะปรากฏเป็นหย่อมๆ กลายเป็นลวดลายสามสีหรือลายกระดองเต่า ซึ่งแทบทั้งหมดจะพบได้เฉพาะในแมวตัวเมียเท่านั้น กลไกดังกล่าวซึ่งปัจจุบันกระจ่างแจ้งแล้ว มีพื้นฐานมาจากชีววิทยาเบื้องต้นเกี่ยวกับอิทธิพลของโครโมโซมเพศต่อลักษณะทางพันธุกรรม ความรู้เรื่องนี้ไม่เพียงแต่สำคัญกับเหล่าทาสแมวเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญต่อนักพันธุศาสตร์การแพทย์และสัตวแพทย์อีกด้วย (แหล่งข้อมูล)

ทีมวิจัยทั้งสองคณะค้นพบว่า โดยปกติแล้วยีน ARHGAP36 จะถูกควบคุมโดยดีเอ็นเอส่วนที่หายไปนั้น การที่ส่วนนี้อันตรธานไปส่งผลให้ยีนดังกล่าวทำงานหนักเกินเหตุ กระตุ้นการผลิตฟีโอเมลานิน (pheomelanin) ซึ่งเป็นเม็ดสีที่ทำให้ขนมีเฉดสีเหลือง แดง หรือส้ม ด้วยเหตุนี้ “meow-tation” ที่ว่านี้จึงเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เจ้าเหมียวมีขนสีส้ม และเป็นที่มาของเจ้าแมวส้มตัวผู้ที่มักจะขโมยหัวใจเจ้าของทั่วโลก รวมถึงในบ้านเราที่น้องๆ เหล่านี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อน่าเอ็นดูว่า “ส้มแมว” (แหล่งข้อมูล)

ยีน ARHGAP36 ไม่ได้มีบทบาทแค่เรื่องสีขนเท่านั้น แต่ยังทำงานอยู่ในส่วนต่างๆ ทั่วร่างกายของน้องแมว รวมถึงในสมองและต่อมที่ผลิตฮอร์โมน การค้นพบนี้ทำให้เกิดข้อสันนิษฐานว่าการกลายพันธุ์ดังกล่าวอาจส่งผลต่อลักษณะอื่นๆ ด้วย เช่น บุคลิกเฉพาะตัวที่ร่ำลือกันว่าพบได้บ่อยในแมวส้ม อย่างไรก็ตาม ผลการวิเคราะห์การแสดงออกของยีนในสมองแมวโดยทีมวิจัยจากสแตนฟอร์ดกลับไม่พบความแตกต่างที่ชัดเจน ซึ่งชี้ให้เห็นว่าความเชื่อเหมารวมเกี่ยวกับพฤติกรรมของแมวส้ม น่าจะมาจากอคติทางการรับรู้ของสังคม หรือความเป็นจริงที่ว่าแมวส้มส่วนใหญ่มักเป็นตัวผู้ มากกว่าจะเป็นผลโดยตรงจากพันธุกรรม

ต้นตอของการกลายพันธุ์นี้สืบย้อนไปได้ไกลในหน้าประวัติศาสตร์ มีหลักฐานจากภาพวาดเก่าแก่อายุนับร้อยปี รวมถึงภาพจิตรกรรมฝาผนังตามวัดวาอารามทั่วเอเชีย ชี้ให้เห็นว่าการกลายพันธุ์นี้น่าจะปรากฏโฉมในแมวบ้านมาแล้วอย่างน้อยตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 แต่ถึงอย่างนั้น อายุที่แท้จริงของมันก็ยังคงเป็นปริศนา ทีมวิจัยจากญี่ปุ่นแสดงความสนใจที่จะตรวจสอบดีเอ็นเอจากซากแมวโบราณ ซึ่งอาจรวมถึงแมวมัมมี่ที่ชาวอียิปต์โบราณเคารพบูชา เพื่อสืบหาว่าเจ้าเหมียวส้มปรากฏตัวในสังคมมนุษย์เป็นครั้งแรกเมื่อใด การศึกษาดังกล่าวจะช่วยให้เราเข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้นว่าการนำสัตว์มาเลี้ยงดูและวัฒนธรรมของมนุษย์ได้มีอิทธิพลต่อความหลากหลายทางพันธุกรรมของเหล่าสัตว์เลี้ยงคู่ใจอย่างไร (แหล่งข้อมูล)

สำหรับคนรักแมวชาวไทย การเข้าใจถึงพื้นฐานทางพันธุกรรมของเจ้าเหมียวส้มจะช่วยจุดประกายการพูดคุยเกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์อย่างมีความรับผิดชอบและการเพาะพันธุ์อย่างถูกวิธี ในยุคที่ความตระหนักเรื่องสวัสดิภาพสัตว์ในบ้านเรากำลังเพิ่มสูงขึ้น งานวิจัยชิ้นนี้ยิ่งเน้นย้ำถึงความสำคัญของความหลากหลายทางพันธุกรรม และชี้ให้เห็นถึงข้อควรระวังในการเพาะพันธุ์ที่มุ่งเน้นเพียงลักษณะภายนอก นอกจากนี้ ยังเป็นการตอกย้ำสายใยความผูกพันอันแสนพิเศษระหว่างคนกับแมว ซึ่งเป็นภาพที่เราคุ้นเคยกันดีตามวัดวาอารามในไทย ที่มักจะมีเจ้าเหมียวส้มเดินอวดโฉมอย่างสง่างาม

ในอนาคตข้างหน้า คณะนักวิจัยตั้งเป้าที่จะติดตามร่องรอยการเดินทางของการกลายพันธุ์นี้ข้ามกาลเวลาและพรมแดนทางภูมิศาสตร์ โดยอาจมีการทดสอบดีเอ็นเอโบราณและสำรวจความเชื่อมโยงกับลักษณะทางพันธุกรรมอื่นๆ ของน้องแมว ในขณะเดียวกัน สัตวแพทย์และผู้เพาะพันธุ์แมวทั้งในไทยและทั่วโลกก็อาจนำผลการวิจัยนี้ไปปรับใช้ในการพัฒนาสายพันธุ์ เพื่อส่งเสริมทั้งสุขภาพและความแข็งแรงทางพันธุกรรมของเหล่าเหมียว ในมุมมองทางวัฒนธรรมที่กว้างขึ้น การศึกษานี้เป็นเหมือนเครื่องเตือนใจว่า แม้แต่การมีอยู่ของเจ้าเหมียวส้มที่เราเห็นเดินเล่นอยู่ในละแวกบ้านทุกวัน ก็เป็นผลพวงมาจากความพิเศษทางวิวัฒนาการนับพันปีและความผูกพันระหว่างมนุษย์กับสัตว์เลี้ยง

สำหรับทาสแมวชาวไทย มีข้อคิดดีๆ ที่นำไปปรับใช้ได้สองประการ หนึ่งคือ เปิดใจยอมรับความหลากหลายทั้งสีสันและอุปนิสัยของน้องแมวบ้านเรา สองคือ ลองพิจารณาสนับสนุนงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์และความพยายามในการอนุรักษ์เพื่อปกป้องมรดกสายพันธุ์แมวอันเป็นเอกลักษณ์ของไทย หากคุณรับเลี้ยงหรือดูแลเจ้าเหมียวส้มอยู่ ก็ขอให้เข้าใจว่านิสัยขี้เล่นของพวกมันน่าจะมาจากความเป็นหนุ่มน้อยมากกว่าสีขนส้มๆ และเช่นเคย การพาน้องแมวไปตรวจสุขภาพกับสัตวแพทย์เป็นประจำยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะดูแลให้เจ้าเหมียวทุกตัว ไม่ว่าจะสีไหนก็ตาม มีสุขภาพแข็งแรง

หากต้องการอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการค้นพบทางพันธุกรรมครั้งนี้ สามารถอ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ Yahoo News ส่วนใครที่สนใจอยากศึกษาให้ลึกลงไปในโลกพันธุศาสตร์ของน้องแมว หรืออยากรู้ผลกระทบต่อนโยบายการเพาะพันธุ์สัตว์และสวัสดิภาพสัตว์ในประเทศไทย ก็สามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางช่องทางออนไลน์และผ่านเครือข่ายสุขภาพสัตว์ในพื้นที่