งานวิจัยชิ้นล่าสุดเผย สมาร์ทวอทช์เมื่อผนึกกำลังกับแอปพลิเคชันสุขภาพและโค้ชดิจิทัล สามารถเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 เริ่มต้นและรักษากิจวัตรการออกกำลังกายที่จำเป็นได้อย่างสม่ำเสมอ ผลการค้นพบนี้มาจากการศึกษา MOTIVATE-T2D ที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสาร BMJ Open ซึ่งอาจเป็นก้าวสำคัญในการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน โดยเฉพาะกลุ่มที่เพิ่งได้รับการวินิจฉัยและกำลังปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตใหม่ (ข่าวจาก Exeter, ข่าวจาก ICT Health)
ความก้าวหน้านี้นับเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคเบาหวานกว่า 4 ล้านคน โดยส่วนใหญ่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ประกอบกับวิถีชีวิตที่ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวร่างกายและความเสี่ยงด้านอาหารการกิน ยิ่งทำให้จำนวนผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในเขตเมือง (ข้อมูลโรคเบาหวาน WHO ประเทศไทย, รายงานจาก Bangkok Post) สำหรับผู้อ่านชาวไทย งานวิจัยนี้สอดรับกับยุคสมัยที่เครื่องมือสุขภาพดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น เนื่องจากความนิยมของอุปกรณ์อัจฉริยะยังคงเพิ่มสูงขึ้นทั่วประเทศ
การศึกษา MOTIVATE-T2D ซึ่งทำในกลุ่มผู้ใหญ่ที่เพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในแคนาดาและสหราชอาณาจักร มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบว่าเทคโนโลยีสวมใส่ได้จะช่วยเพิ่มการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอได้หรือไม่ เรื่องนี้นับเป็นโจทย์ท้าทายสำคัญ เนื่องจากมีผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 เพียงประมาณหนึ่งในสามเท่านั้นที่ปฏิบัติตามคำแนะนำด้านการออกกำลังกาย ทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย นักวิจัยได้คัดเลือกผู้เข้าร่วมจำนวน 125 คน อายุระหว่าง 40-75 ปี ทุกคนควบคุมโรคเบาหวานด้วยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตหรือใช้ยาเมทฟอร์มินซึ่งเป็นยาที่ใช้กันทั่วไป ผู้เข้าร่วมครึ่งหนึ่งได้รับการดูแลตามมาตรฐาน ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเข้าร่วมโปรแกรมการออกกำลังกายที่บ้านแบบเฉพาะบุคคล ซึ่งเสริมด้วยสมาร์ทวอทช์และแอปพลิเคชันสุขภาพ
ผลลัพธ์ที่ได้ก็น่าทึ่งไม่น้อย หลังจากผ่านไป 12 เดือน ผู้เข้าร่วมที่ใช้สมาร์ทวอทช์มีแนวโน้มที่จะทำได้ตามเป้าหมายการออกกำลังกายที่แนะนำและทำได้อย่างต่อเนื่องมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด อัตราการคงอยู่ในโปรแกรมสูงถึง 82% อย่างน่าประทับใจ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันของผู้เข้าร่วม ผลลัพธ์ด้านสุขภาพก็แสดงให้เห็นประโยชน์ที่สำคัญเช่นกัน โดยผู้ที่อยู่ในโปรแกรมมีการพัฒนาระดับน้ำตาลในเลือด (วัดจากค่า HbA1c) ความดันโลหิตซิสโตลิก (ตัวบน) และระดับคอเลสเตอรอลที่ดีขึ้นอย่างวัดผลได้ ในช่วงหกเดือน ผู้เข้าร่วมได้เพิ่มการออกกำลังกายอย่างตั้งใจจนถึงระดับ 150 นาทีต่อสัปดาห์ตามคำแนะนำสากล โดยได้รับการสนับสนุนจากการฝึกสอนออนไลน์และข้อมูลร่างกายแบบทันทีจากอุปกรณ์สวมใส่ของพวกเขา (สรุปจาก BMJ Open, ข่าวจาก ICT Health)
สิ่งที่ทำให้เกิดผลดีเหล่านี้มีพื้นฐานมาจากความสามารถของสมาร์ทวอทช์ในการให้ข้อมูลชีวภาพย้อนกลับ เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ จำนวนก้าว และระดับความเข้มข้นของการออกกำลังกายแบบทันที นอกจากนี้ยังรวมถึงการสนับสนุนทางสังคมและแรงจูงใจที่ได้รับจากการฝึกสอนผ่านแอปพลิเคชันด้วย นักสรีรวิทยาการออกกำลังกายจากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม หนึ่งในทีมวิจัย กล่าวว่า “การใช้ข้อมูลชีวมาตรจากเทคโนโลยีสวมใส่ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่ดีเยี่ยมในการกระตุ้นให้ผู้ที่เพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 สามารถทำตามโปรแกรมการออกกำลังกายส่วนบุคคลที่บ้านได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งได้รับประโยชน์ต่อสุขภาพที่เกี่ยวข้องทั้งหมด”
รองศาสตราจารย์ด้านโรคเบาหวานจากมหาวิทยาลัยเอ็กซิเตอร์ ซึ่งเป็นหัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวเสริมว่า “งานวิจัยของเราแสดงหลักฐานที่ชัดเจนว่าเทคโนโลยีสวมใส่ได้เป็นทางออกที่ใช้ได้จริงและมีประสิทธิภาพในการเพิ่มระดับการออกกำลังกาย ซึ่งอาจพลิกโฉมผลลัพธ์ทางสุขภาพสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2” ท่านยังเน้นย้ำว่าการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอไม่เพียงแต่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและการจัดการน้ำหนักเท่านั้น แต่ยังช่วยส่งเสริมสุขภาพจิตใจที่ดีและลดภาวะแทรกซ้อนระยะยาวจากโรคเบาหวานอีกด้วย
สิ่งที่ทำให้การศึกษานี้โดดเด่นกว่าการทดลองด้านสุขภาพดิจิทัลอื่นๆ คือการออกแบบที่เน้นให้สอดรับกับสถานการณ์ในชีวิตประจำวันจริงๆ ผู้เข้าร่วมสามารถเข้าถึงผู้ให้คำปรึกษาออนไลน์เพื่อรับการสนับสนุนส่วนบุคคล ตั้งเป้าหมายที่ทำได้จริง และเลือกการออกกำลังกายที่บ้านได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งคาร์ดิโอและการฝึกความแข็งแรง โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ราคาแพงหรือสมัครสมาชิกยิม แพลตฟอร์มการฝึกสอนจะเชื่อมข้อมูลกับสมาร์ทวอทช์ ทำให้สามารถให้ข้อมูลย้อนกลับและกำลังใจที่ปรับให้เหมาะกับแต่ละบุคคลผ่านแอปพลิเคชัน ซึ่งรูปแบบนี้นับว่าสอดคล้องเป็นอย่างดีกับโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพดิจิทัลที่กำลังเติบโตและการใช้สมาร์ทโฟนอย่างแพร่หลายในประเทศไทย (สุขภาพดิจิทัล WHO ประเทศไทย)
ในอดีต กลยุทธ์การจัดการโรคเบาหวานของไทยมักเน้นการดูแลในโรงพยาบาลและการให้คำปรึกษาด้านวิถีชีวิตเป็นครั้งคราว แต่ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังลงทุนอย่างรวดเร็วในด้านการแพทย์ทางไกล การฝึกสอนแบบดิจิทัล และแอปพลิเคชันที่เชื่อมโยงกับโรงพยาบาล ทำให้การดูแลที่บ้านเป็นจริงได้มากขึ้นกว่าเดิม (รายงานสุขภาพคนไทย 2565) รูปแบบของ MOTIVATE-T2D จึงเป็นเสมือนพิมพ์เขียวที่นำไปปรับใช้ได้จริงสำหรับโรงพยาบาลและหน่วยงานสาธารณสุขของไทยที่กำลังมองหาทางออกที่ยั่งยืนและสามารถขยายผลต่อได้
สำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแลชาวไทย ข้อความจากงานวิจัยระดับโลกนี้ชัดเจนว่า การนำเทคโนโลยีสวมใส่ได้มาใช้ร่วมกับการแนะแนวทางการออกกำลังกายจะสามารถช่วยเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ได้ เช่น การไม่มีเวลา การเข้าไม่ถึงยิม หรือการขาดการสนับสนุนส่วนตัว เรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องอย่างยิ่งในพื้นที่ต่างจังหวัด ซึ่งการเดินทางไปยังคลินิกเบาหวานอาจเป็นเรื่องยาก และในครัวเรือนเขตเมือง ซึ่งวิถีชีวิตมีความเป็นดิจิทัลมากขึ้นและมีข้อจำกัดด้านเวลา
อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับเทคโนโลยีอื่นๆ ผู้ใช้บางรายอาจเผชิญกับอุปสรรค เช่น ค่าใช้จ่าย ความรู้ความเข้าใจด้านดิจิทัล และการใช้งานอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยสมาร์ทวอทช์ที่มีราคาเข้าถึงง่ายขึ้น ประกอบกับผู้สูงอายุชาวไทยส่วนใหญ่ก็คุ้นเคยกับโซเชียลมีเดียเป็นอย่างดี ทำให้การสนับสนุนการออกกำลังกายผ่านช่องทางดิจิทัลเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น นักเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและผู้เชี่ยวชาญด้านโรคเบาหวานให้ข้อสังเกตว่า แม้การเริ่มต้นใช้งานอาจต้องมีการลงทุน แต่การลดภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานในระยะยาวจะสามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้อย่างมากทั้งสำหรับตัวบุคคลและระบบสุขภาพโดยรวม
ในอนาคต ทีมนักวิจัยกำลังวางแผนการทดลองแบบสุ่มที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับประสิทธิภาพทางคลินิกและความคุ้มค่าของการสนับสนุนการออกกำลังกายแบบดิจิทัลสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน หากผลการศึกษายังคงเป็นไปในทิศทางที่ดี ผู้กำหนดนโยบาย บริษัทประกัน และโรงพยาบาลในไทยก็อาจลงทุนในโครงการที่ได้รับการสนับสนุนด้านค่าใช้จ่าย โดยใช้ประโยชน์จากสมาร์ทวอทช์ ไม่เพียงแต่สำหรับโรคเบาหวานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการจัดการโรคเรื้อรังอื่นๆ ในวงกว้างด้วย ในขณะที่โครงการรณรงค์ด้านสาธารณสุขดิจิทัลเริ่มเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง และรัฐบาลยังคงผลักดันนโยบาย “ประเทศไทย 4.0” ก็คาดการณ์ได้ว่าวิถีชีวิตและผลลัพธ์ทางสุขภาพของคนไทยจะยิ่งสะท้อนการผสมผสานระหว่างวิทยาศาสตร์การแพทย์ เทคโนโลยีอัจฉริยะ และการดูแลที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคลมากยิ่งขึ้น (ข่าวสุขภาพดิจิทัล Bangkok Post)
สำหรับผู้อ่านชาวไทย โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคเบาหวานหรือมีความเสี่ยง มีขั้นตอนที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ทันทีดังนี้:
- ปรึกษาคลินิกเบาหวานหรือสถานพยาบาลใกล้บ้านของท่าน เกี่ยวกับการนำเครื่องมือสุขภาพดิจิทัลมาใช้ในชีวิตประจำวัน
- หากกำลังพิจารณาสมาร์ทวอทช์ ให้มองหารุ่นที่สามารถติดตามจำนวนก้าวและวัดอัตราการเต้นของหัวใจได้ และใช้ร่วมกับแอปพลิเคชันฝึกสอนด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือ
- ตั้งเป้าหมายการออกกำลังกายประจำสัปดาห์ที่ทำได้จริงสำหรับตนเอง โดยตั้งเป้าออกกำลังกายระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ตามคำแนะนำขององค์กรระดับโลกและแนวทางของไทยสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
- ใช้ข้อมูลย้อนกลับแบบดิจิทัล (เช่น จำนวนก้าว หรือสถิติการออกกำลังกายต่อเนื่อง) เพื่อเป็นแรงจูงใจ และลองแบ่งปันความคืบหน้ากับเพื่อน ครอบครัว หรือชุมชนออนไลน์เพื่อรับการสนับสนุนเพิ่มเติม
ในขณะที่เทคโนโลยีด้านสุขภาพก้าวหน้าไป สิ่งที่เคยดูเหมือนเป็นเรื่องของอนาคตก็กลับกลายเป็นสิ่งที่ครอบครัวชาวไทยทั่วประเทศสามารถเข้าถึงได้แล้วในปัจจุบัน การนำเครื่องมือดิจิทัลเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทวอทช์ แอปพลิเคชัน หรือโปรแกรมฝึกสอน มาปรับใช้อย่างจริงจัง อาจเป็นกุญแจสำคัญในการรับมือกับสถานการณ์โรคเบาหวานที่กำลังระบาดในประเทศไทย ทีละก้าวอย่างมั่นคง