งานวิจัยชิ้นล่าสุดจากมหาวิทยาลัยอุปซอลา สั่นคลอนความเชื่อเดิมๆ ที่ว่ายิ่งฟิตยิ่งอายุยืน โดยชี้ว่าประโยชน์ของการมีร่างกายแข็งแรงต่อการลดความเสี่ยงเสียชีวิตก่อนวัยอันควร อาจไม่ได้มากมายอย่างที่เคยเข้าใจกัน ผลการศึกษาครั้งนี้ไม่เพียงแต่ท้าทายองค์ความรู้ในแวดวงสุขภาพและนโยบายสาธารณสุข แต่ยังส่งผลกระทบสำคัญต่อแนวทางการส่งเสริมการออกกำลังกายในสังคมไทยและผู้มีอำนาจกำหนดนโยบาย (Uppsala University)
ที่ผ่านมา ความเชื่อที่ว่าคนฟิตกว่าจะเสี่ยงตายน้อยกว่า ทั้งจากโรคหัวใจ มะเร็ง หรือสาเหตุอื่นๆ ก็ดูจะมีน้ำหนัก เพราะมีงานวิจัยเชิงสังเกตมากมายสนับสนุน อย่างไรก็ดี งานวิจัยล่าสุดนี้ออกมาเตือนว่า ความเชื่อมโยงที่ว่าอาจจะ ‘พอง’ เกินจริงไปหน่อย เพราะงานวิจัยเก่าๆ อาจมีปัจจัยแฝงที่มองข้ามไป ทำให้ต้องกลับมาทบทวนเรื่องนี้กันใหม่ให้รอบด้าน โดยเฉพาะในขณะที่ประเทศไทยเองก็กำลังผลักดันโครงการส่งเสริมการออกกำลังกายและสุขภาพดีกันอย่างเต็มที่
ในการศึกษาวิจัยขนาดใหญ่ชิ้นนี้ ตอนแรกนักวิจัยก็พบผลลัพธ์ที่สอดคล้องกับงานวิจัยเดิมๆ นั่นคือ กลุ่มวัยรุ่นที่ฟิตที่สุด มีความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดต่ำกว่าถึงร้อยละ 58 ความเสี่ยงจากมะเร็งต่ำกว่าร้อยละ 31 และความเสี่ยงจากทุกสาเหตุรวมกันต่ำกว่าร้อยละ 53 เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ฟิตน้อยที่สุด ผลลัพธ์จากการวิเคราะห์เชิงสังเกตแบบเดิมๆ เหล่านี้ ดูเผินๆ ก็ยิ่งตอกย้ำว่าความฟิตนี่แหละคือเคล็ดลับอายุยืน
แต่พอทีมวิจัยเจาะลึกลงไปอีก โดยใช้เทคนิคพิเศษที่เรียกว่า “การวิเคราะห์โดยเปรียบเทียบกับผลลัพธ์ที่ไม่ควรจะเกี่ยวข้องกัน” (negative control outcome analysis) พวกเขาลองดูว่าความฟิตของวัยรุ่นมันไปเกี่ยวกับการลดความเสี่ยงตายจากอุบัติเหตุแบบสุ่มๆ ที่ไม่น่าจะเกี่ยวกันเลย อย่างอุบัติเหตุรถชน จมน้ำ หรือถูกฆาตกรรม หรือเปล่า ปรากฏว่าน่าแปลกใจมาก ข้อมูลชี้ว่ากลุ่มที่ฟิตสุดๆ ก็มีความเสี่ยงเสียชีวิตจากอุบัติเหตุสุ่มๆ เหล่านี้น้อยกว่าถึงร้อยละ 53 เช่นกัน
ผลลัพธ์ที่ไม่คาดฝันนี้เหมือนเป็นสัญญาณเตือนให้นักวิจัยต้องฉุกคิด เพราะตามหลักเหตุผลแล้ว ความฟิตของร่างกายไม่น่าจะไปคุ้มครองใครจากอุบัติเหตุแบบสุ่ม ที่ไม่ได้เกี่ยวกับพฤติกรรมสุขภาพส่วนตัวเลย นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอุปซอลาอธิบายว่า “มันน่าทึ่งมากที่เราพบว่าความเชื่อมโยงกับการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ มันดันไปสอดคล้องกับความเชื่อมโยงอื่นๆ ทั้งๆ ที่เราพยายามควบคุมปัจจัยทุกอย่างที่พี่น้องมีร่วมกันแล้วนะ เรื่องนี้ยิ่งตอกย้ำเลยว่าสมมติฐานที่ใช้ในการศึกษาวิจัยเชิงสังเกตมันมีผลขนาดไหน เพราะดูเหมือนว่ามันยากมากๆ ที่จะหากลุ่มเปรียบเทียบที่เหมือนกันเป๊ะๆ ได้จริงๆ ผลก็คือ เราอาจจะตีค่าผลกระทบที่เจอไว้สูงเกินไป”
เพื่อจัดการกับปัจจัยรบกวนที่อาจมาจากครอบครัวและสิ่งแวดล้อม งานวิจัยนี้ยังใช้วิธีออกแบบการศึกษาแบบเปรียบเทียบพี่น้อง โดยจับคู่พี่น้องที่มีระดับความฟิตต่างกัน เพื่อควบคุมปัจจัยทางพันธุกรรม สังคม และสิ่งแวดล้อมที่พวกเขามีร่วมกัน แต่ถึงแม้จะใช้วิธีที่รัดกุมขนาดนี้ ประโยชน์ที่ดูเหมือนว่าความฟิตจะมีต่อการลดอัตราการเสียชีวิต (รวมถึงการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ) ก็ยังคงปรากฏให้เห็นอยู่ดี
ข้อมูลเพิ่มเติมจากงานวิจัยอื่นๆ เช่น การศึกษาในคู่แฝดและการวิเคราะห์ทางพันธุกรรม ก็ชี้ไปในทำนองเดียวกันว่า ปัจจัยทางพันธุกรรมอาจมีผลต่อทั้งแนวโน้มที่คนเราจะฟิต และความเสี่ยงต่อโรคบางอย่างด้วย เรื่องนี้เลยทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ตกลงแล้วความฟิตมันเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้คนตายน้อยลงจริงๆ หรือว่ามีปัจจัยอื่นที่มองไม่เห็น อย่างสภาพแวดล้อมในครอบครัวหรือพันธุกรรม ที่มีบทบาทมากกว่าที่เราเคยคิดกันแน่ (Science Daily)
แล้วเรื่องนี้มันสำคัญกับประเทศไทยยังไง? ในเมื่อทั้งภาครัฐ โรงเรียน และองค์กรสุขภาพบ้านเราต่างก็ผลักดันให้คนหันมาออกกำลังกาย เพื่อเป็นเกราะป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ก็ยิ่งสำคัญเลยที่เราต้องตั้งความหวังกับมาตรการเหล่านี้บนความเป็นจริง ประเทศไทยเองก็กำลังเจอปัญหาโรค NCDs ที่เพิ่มขึ้น แถมวิถีชีวิตคนเมืองส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยได้ขยับตัวกันเท่าไหร่ ทำให้ต้องทุ่มงบประมาณไปเยอะมากกับการสร้างที่ออกกำลังกายสาธารณะ โครงการกีฬาในโรงเรียน และแคมเปญระดับชาติ อย่างโครงการ “แอคทีฟ ไทยแลนด์” ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งการสื่อสารส่วนใหญ่มักจะบอกว่า ถ้าฟิตขึ้น อัตราการตายจะลดลงฮวบฮาบแบบเห็นผลชัดเจน
แต่ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยอุปซอลาก็ย้ำว่า “อย่าเพิ่งตีความผลวิจัยของเราไปว่าการออกกำลังกายมันไม่เวิร์ค หรือไม่ควรส่งเสริมกันนะ แต่เพื่อให้เข้าใจผลกระทบของความฟิตต่อเรื่องต่างๆ ได้ลึกซึ้งขึ้น ว่ามันมากน้อยแค่ไหน เราจำเป็นต้องใช้วิธีการที่หลากหลายกว่านี้” มุมมองนี้เป็นเหมือนเครื่องเตือนใจให้ผู้กำหนดนโยบาย นักการศึกษา และคนทำงานด้านสุขภาพในไทย ระมัดระวังการโหมสรรพคุณของความฟิตว่าสามารถลดอัตราการตายจากทุกสาเหตุได้มากเกินจริง แม้ว่าการส่งเสริมการออกกำลังกายจะยังสำคัญต่อสุขภาพจิตและการป้องกันโรคเรื้อรัง แต่ถ้าจะหวังพึ่งมันอย่างเดียวเพื่อลดความเสี่ยงตาย ผลอาจจะน้อยกว่าที่เคยคิดกันไว้
สำหรับคนไทยทั่วไป เรื่องนี้เป็นเหมือนสัญญาณเตือนให้เราต้องมีความรู้เรื่องสุขภาพที่ลึกซึ้งและรู้เท่าทันมากขึ้น จะเห็นว่ากระแสความฟิตและสุขภาพดีกำลังมาแรงในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ๆ ทั้งยิม สตูดิโอโยคะ ชมรมนักวิ่ง และการใช้แก็ดเจ็ตติดตามสุขภาพผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด แม้ว่าการสร้างวัฒนธรรมรักสุขภาพแบบนี้จะมีประโยชน์มากมายเกินกว่าเรื่องลดอัตราการตาย ตั้งแต่สุขภาพจิตดีขึ้น ลดเครียด ไปจนถึงการสร้างสังคมคนรักสุขภาพ แต่งานวิจัยล่าสุดนี้ก็คอยสะกิดใจให้เรามองว่าสุขภาพของแต่ละคนเป็นเรื่องซับซ้อน อย่าไปหวังพึ่งปาฏิหาริย์จากการออกกำลังกายอย่างเดียว
บทเรียนจากข้อมูลใหม่นี้ ไม่ได้หมายความว่าให้เลิกออกกำลังกายไปเลยนะ เพราะอย่างที่เห็นในงานวิจัยอื่นๆ การขยับร่างกายเป็นประจำมันช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นแบบไม่ต้องสงสัย บำรุงหัวใจและหลอดเลือด แถมยังช่วยคุมโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงได้อีกด้วย (BMJ) ความพยายามของภาครัฐในการจัดหาที่ออกกำลังกายที่ปลอดภัย และให้ความรู้เรื่องกีฬาที่เข้าถึงง่ายในโรงเรียน ก็ยังคงมีคุณค่าต่อสังคมในวงกว้างอยู่ดี แต่ถึงอย่างนั้น ผู้กำหนดนโยบายและหน่วยงานสาธารณสุขของไทยก็ควรจะวางแผนมาตรการใหญ่ๆ และการสื่อสารกับประชาชนโดยอิงจากข้อมูลที่ถูกต้องและตีความอย่างรอบคอบ อย่าเคลมคุณประโยชน์ด้านสุขภาพของความฟิตอย่างเดียวแบบครอบจักรวาลเกินไป
งานวิจัยนี้ยังส่งผลต่อแวดวงวิชาการและการถกเถียงในสังคมด้วย นั่นคือ ทั้งสื่อวิชาการและสื่อหลักควรนำเสนอผลวิจัยเกี่ยวกับมาตรการสุขภาพอย่างตรงไปตรงมา ชี้ให้เห็นข้อจำกัดของการศึกษาเชิงสังเกต และความเป็นไปได้ที่จะมีปัจจัยอื่นมาเอี่ยวด้วย ในสังคมที่มองว่าสุขภาพของส่วนรวมเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน ความโปร่งใสแบบนี้สำคัญมากที่จะช่วยรักษาความเชื่อมั่นในสถาบันการแพทย์และวิทยาศาสตร์เอาไว้
เมื่อมองไปข้างหน้า นักวิจัยแนะนำให้ใช้วิธีการที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งการศึกษาเชิงสังเกต การศึกษาแบบควบคุมในกลุ่มพี่น้องและฝาแฝด และการวิเคราะห์ทางพันธุกรรม เพื่อให้เข้าใจผลกระทบที่แท้จริงของความฟิตต่อสุขภาพได้แม่นยำขึ้น ในขณะที่แวดวงวิชาการไทยก็กำลังกระชับความร่วมมือกับงานวิจัยระดับโลก นวัตกรรมด้านระเบียบวิธีวิจัยเหล่านี้ก็จะยิ่งสำคัญต่อการออกแบบการศึกษาและนโยบายสุขภาพในบ้านเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลที่ข้อมูลขนาดใหญ่ (big data) และฐานข้อมูลสุขภาพแห่งชาติกำลังเติบโต
สำหรับคนไทยที่กำลังคิดว่าจะเอาผลวิจัยนี้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันยังไงดี คำแนะนำที่ทำได้จริงก็ชัดเจน คือ ให้ขยับร่างกายสม่ำเสมอต่อไป แต่ตั้งความหวังให้พอดีๆ เน้นไปที่ประโยชน์ที่เห็นผลทันใจและเข้าใจง่าย อย่างลดเครียด นอนหลับดีขึ้น อารมณ์แจ่มใส และป้องกันโรคเรื้อรัง พร้อมกับเข้าใจด้วยว่าพันธุกรรม สถานะทางเศรษฐกิจสังคม และปัจจัยการใช้ชีวิตโดยรวม ก็มีส่วนทำให้อายุยืนยาวทั้งนั้น ส่วนผู้กำหนดนโยบายและนักการศึกษาก็ควรจะสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาว่าการออกกำลังกายมันช่วยอะไรได้บ้าง และอะไรที่มันทำไม่ได้ เพื่อให้ข้อมูลด้านสาธารณสุขตั้งอยู่บนหลักฐานวิทยาศาสตร์ที่ครบถ้วนจริงๆ
แหล่งข้อมูล: