เรื่องน่ารู้ล่าสุดจากวงการประสาทวิทยาศาสตร์ กำลังพลิกความเข้าใจของผู้คนทั่วโลก รวมถึงชาวไทยเราที่ต้องรับมือกับชีวิตประจำวันที่ทั้งวุ่นวายและมีเรื่องให้ต้องคิดมากมาย เกี่ยวกับการตัดสินใจต่างๆ ในแต่ละวัน งานวิจัยชิ้นล่าสุดที่สรุปไว้ในหนังสือ “สิ่งที่เราให้คุณค่า: ประสาทวิทยาศาสตร์ของการเลือกและการเปลี่ยนแปลง” (What We Value: The Neuroscience of Choice and Change) โดยศาสตราจารย์เอมิลี ฟอล์ค นักประสาทวิทยาศาสตร์การสื่อสารชื่อดังจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ช่วยไขข้อข้องใจว่าทำไมหลายคนถึงรู้สึกอึดอัดใจเมื่อมีเป้าหมายหลายอย่างที่ดูขัดแย้งกัน และเราจะปรับจูนการทำงานของสมองอย่างไรให้ตัดสินใจได้ตรงกับคุณค่าและตัวตนที่เปลี่ยนไปของเรา (nextbigideaclub.com)

เบื้องหลังทุกการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเรื่องเล็กน้อยอย่างการจะไปออกกำลังกายดีไหม หรือจะตอบอีเมลงานก่อนดี ล้วนมีกลไกสมองอันซับซ้อนทำงานอยู่ คอยประเมินและให้คุณค่ากับทางเลือกต่างๆ แบบอัตโนมัติ เจ้า “ระบบการให้คุณค่า” ในสมองเนี่ย จะดึงข้อมูลจากประสบการณ์เก่าๆ สภาพแวดล้อมตอนนั้น และการคาดการณ์ถึงผลตอบแทนในอนาคต แม้เรามักจะไม่รู้ตัว แต่กระบวนการนี้แหละที่เป็นตัวกำหนดทั้งนิสัย ความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับตัวเอง และความสุขความพอใจของเรา

สำหรับคนไทยเราแล้ว การตัดสินใจในแต่ละวันก็หนีไม่พ้นเรื่องการจัดสมดุลระหว่างหน้าที่ต่อครอบครัว การงาน การปฏิบัติตามหลักศาสนา และความฝันส่วนตัว ความรู้ทางประสาทวิทยาศาสตร์จากงานวิจัยนี้ชี้ว่า การตัดสินใจเหล่านี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพลังใจล้วนๆ แต่ขึ้นอยู่กับวิธีที่สมองของเราเรียนรู้ (และบ่อยครั้งก็ทำไปตามความเคยชิน) ที่จะให้คุณค่ากับความต้องการต่างๆ ที่ประดังเข้ามา ซึ่งมักจะวนกลับไปที่รูปแบบเดิมๆ ทั้งๆ ที่เราอยากจะเปลี่ยนแทบตาย ศาสตราจารย์ฟอล์คให้ข้อสังเกตว่า “คนเรามักจะเลือกสิ่งที่ตอกย้ำความเป็นตัวตนเดิมของเรา ถึงแม้บางทีจะต้องยอมพลาดโอกาสและประสบการณ์ใหม่ๆ ก็ตาม” ท่านพูดถึง “ปรากฏการณ์ยึดติดกับสิ่งที่เป็นเจ้าของ” (endowment effect) คือการที่เรามักจะยึดติดกับพฤติกรรมและภาพลักษณ์ของตัวเองที่เรามองว่าเป็น “ของเรา” ทั้งๆ ที่มันอาจจะขัดขวางการเติบโตของเราเอง ปรากฏการณ์นี้ยิ่งเห็นได้ชัดในสังคมไทย ที่การรักษาหน้าตา การทำตามบทบาทเดิมๆ และการตอบสนองความคาดหวังของครอบครัว เป็นเรื่องสำคัญในชีวิตประจำวัน

ระบบในสมองที่ประเมินว่าอะไรเกี่ยวข้องกับตัวเรา และระบบที่ประเมินว่าอะไรเกี่ยวข้องกับสังคม ยิ่งทำให้รูปแบบพฤติกรรมเหล่านี้ชัดเจนขึ้นไปอีก ระบบการรับรู้ตัวเองจะคอยดูว่าการตัดสินใจนั้นๆ มันเข้ากับภาพลักษณ์ที่เรามองตัวเองไว้หรือเปล่า ส่วนระบบการรับรู้ทางสังคมก็จะคอยอ้างอิงสิ่งที่คนอื่นทำ หรือสิ่งที่เราคิดว่าคนอื่นคาดหวังจากเรา ซึ่งมีผลอย่างมากต่อความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มและสถานะทางสังคม สำหรับคนไทยส่วนใหญ่ที่ให้ความสำคัญกับความปรองดองในหมู่คณะ กลไกเหล่านี้อาจทำให้เราตัดสินใจโดยเน้นการรักษาสัมพันธภาพที่ดีในกลุ่มหรือความกตัญญูเป็นหลัก ถึงแม้บางครั้งอาจจะต้องยอมสละความต้องการส่วนตัวไปบ้าง

ที่สำคัญไปกว่านั้น งานวิจัยของศาสตราจารย์ฟอล์คยังชี้แนะวิธีที่จะค่อยๆ ปรับตัวเข้ากับระบบเหล่านี้ แทนที่จะไปฝืนหรือต่อต้านมัน หากเราอยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง แค่ปรับมุมมองความคิดนิดหน่อย ก็สามารถเปลี่ยนคุณค่าที่เราให้กับทางเลือกต่างๆ ได้ ทำให้พฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพหรือที่มองไปถึงอนาคต รู้สึกว่าคุ้มค่าที่จะทำในปัจจุบันมากขึ้น นับเป็นแง่มุมทางประสาทวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ และยังสอดคล้องกับหลักธรรมทางพุทธศาสนาเรื่อง “สัมมาสังกัปปะ” (การดำริชอบ) รวมถึงแนวคิดแบบไทยๆ ที่ว่าด้วยการค่อยๆ ปรับปรุงตัวเอง เช่น แทนที่จะมองว่าการออกกำลังกายเป็นเรื่องน่าเบื่อหรือลำบาก เราอาจจะลองเชื่อมโยงมันเข้ากับความสุขที่ได้ทันที (เช่น ได้ชมวิวสวยๆ ระหว่างทาง หรือได้ทำกิจกรรมสนุกๆ กับเพื่อน) แบบนี้สมองก็จะอยากเลือกทำพฤติกรรมใหม่นี้มากขึ้น ในทำนองเดียวกัน การลดทิฐิมานะลงบ้าง แล้วหันมาเปิดรับ “คุณค่าที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง” เช่น การใส่ใจดูแลคนที่เรารักหรือสังคมส่วนรวม ก็เป็นการเปิดทางให้อัตลักษณ์ใหม่ๆ ที่กว้างขึ้นของเราได้เติบโต

ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกทั้งสายประสาทวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาพฤติกรรมต่างเห็นตรงกันว่า การทำความเข้าใจระบบการให้คุณค่าของตัวเองนี่แหละ เป็นเครื่องมือทรงพลังในการสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่าการอาศัยแค่พลังใจหรือแรงบีบคั้นจากภายนอก ศาสตราจารย์ฟอล์คสรุปว่า “การเพิ่มพลังและเปิดทางเลือกให้หลากหลาย จะช่วยเสริมศักยภาพการเติบโตทั้งในระดับบุคคล สังคม และวัฒนธรรม” กลยุทธ์ที่แนะนำก็มี เช่น การหมั่นทบทวนว่าใครบ้างที่มีอิทธิพลต่อชีวิตเราในทางสังคม การเปิดรับกลุ่มอ้างอิงที่หลากหลายขึ้นผ่านสื่อและประสบการณ์ใหม่ๆ และการฝึกทบทวนตัวเองอย่างเปิดใจ ซึ่งเป็นคำแนะนำที่สอดรับกับการปฏิรูปการศึกษาของไทยที่มุ่งเน้นทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ความสามารถในการปรับตัว และการเรียนรู้ตลอดชีวิต (ยูเนสโก กรุงเทพฯ)

ความรู้ความเข้าใจทางประสาทวิทยาศาสตร์เหล่านี้ยิ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในสถานการณ์หลังยุคโควิด-19 ในบ้านเรา ที่หลายคนกำลังพยายามจัดสมดุลชีวิตระหว่างการทำงานทางไกล ภาระหน้าที่ในครอบครัว และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่ถาโถมเข้ามา ความคาดหวังตามแบบวัฒนธรรมที่ว่าต้อง “ทำให้ดีทุกอย่าง” อาจทำให้หลายคนหมดไฟเอาได้ง่ายๆ งานวิจัยของศาสตราจารย์ฟอล์คชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนกว่านั้นมาจากการทำงานร่วมกับสมองของเราเอง คือการปรับเปลี่ยนจุดสนใจ ลองประเมินสิ่งที่สำคัญจริงๆ ใหม่ และลดอคติหรือการตั้งแง่เวลาที่ต้องทบทวนจัดลำดับความสำคัญ แนวทางนี้ยังคล้องจองกับภูมิปัญญาไทยแต่โบราณที่เน้นเรื่องสติและการพัฒนาตนเองอย่างค่อยเป็นค่อยไปและด้วยใจเมตตา

เมื่อมองไปในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญคาดว่า เมื่อประสาทวิทยาศาสตร์ยังคงค้นพบความยืดหยุ่นอันน่าทึ่งของระบบการให้คุณค่าในตัวมนุษย์อย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับบุคคลและผู้กำหนดนโยบายในบ้านเราก็จะมีความพร้อมมากขึ้นในการออกแบบแนวทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา การส่งเสริมสุขภาพ หรือการบริหารจัดการในที่ทำงาน เพื่อกระตุ้นกลไกการตัดสินใจตามธรรมชาติของสมองให้มุ่งไปสู่ความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืน เช่น โรงเรียนอาจจะนำเรื่องการตัดสินใจโดยยึดคุณค่ามาบูรณาการเข้ากับหลักสูตร ส่วนบริษัทต่างๆ ก็อาจจะส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างยอมรับอัตลักษณ์ที่ยืดหยุ่น และสนับสนุนเส้นทางสู่ความสำเร็จที่หลากหลายของพนักงาน

สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่กำลังหัวหมุนกับการจัดสรรเวลาให้ลงตัวทั้งเรื่องงาน ครอบครัว การพัฒนาด้านจิตใจ และสุขภาพส่วนตัว ข้อค้นพบเหล่านี้มีข้อคิดดีๆ ที่เอาไปปรับใช้ได้จริง นั่นคือ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ยั่งยืนไม่ได้มาจากการบังคับตัวเองด้วยวินัยเหล็ก แต่เกิดจากการปรับเปลี่ยนเล็กๆ น้อยๆ ในวิธีที่สมองของเราให้คุณค่ากับสิ่งต่างๆ การทำให้เป้าหมายในอนาคตดูน่าสนใจและคุ้มค่าในปัจจุบัน รวมถึงการขยายขอบเขตความรู้สึกถึงตัวตนและการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม จะช่วยให้เราสร้างนิสัยใหม่ๆ ที่พาเราเข้าใกล้สิ่งที่ตัวเองให้คุณค่าจริงๆ ได้

สรุปง่ายๆ คือ ครั้งต่อไปที่คุณรู้สึกสับสน ตัดสินใจไม่ถูกระหว่างเป้าหมายที่ดูจะขัดกันเอง เช่น จะกลับไปงานรวมญาติที่ต่างจังหวัดดี หรือจะมุ่งมั่นทำงานสร้างความก้าวหน้าในกรุงเทพฯ ต่อไป ขอให้จำไว้ว่าสมองของคุณไม่ได้แค่กำลังชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียของแต่ละทางเลือกตามเหตุผลเท่านั้น แต่มันยังได้รับอิทธิพลอย่างมากจากความเป็นตัวตนของคุณ สภาพแวดล้อมรอบตัว และอิทธิพลจากสังคมด้วย การปรับเปลี่ยนสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกคุ้มค่าอย่างมีสติ การเปิดใจยอมรับความเป็นไปได้ใหม่ๆ ของตัวเอง และการเรียนรู้จากทั้งความรู้ทางประสาทวิทยาศาสตร์และภูมิปัญญาแบบไทยๆ จะช่วยให้คุณค้นพบเส้นทางใหม่ๆ สู่การเติบโตได้

สำหรับใครที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมและคำแนะนำที่นำไปปรับใช้ได้จริง สามารถศึกษาผลงานของศาสตราจารย์ฟอล์คเพิ่มเติมได้ที่ห้องปฏิบัติการประสาทวิทยาศาสตร์การสื่อสาร มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย หรือจะลองดูแหล่งข้อมูลภาษาไทยที่พูดถึงวิทยาศาสตร์ของนิสัยและการตั้งเป้าหมายได้ที่ nextbigideaclub.com