ทฤษฎีใหม่สุดทึ่งทางประสาทวิทยาศาสตร์กำลังพลิกความเข้าใจเดิมๆ ของเราเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสมองเมื่อเราฟังเพลง และอาจจุดประกายหนทางใหม่สำหรับการบำบัด การศึกษา และเทคโนโลยีทั้งในบ้านเราและทั่วโลก แนวคิดล่าสุดนี้มีชื่อว่า ทฤษฎีการสั่นพ้องของระบบประสาท (Neural Resonance Theory หรือ NRT) ชี้ว่าคลื่นสมองของเรา ซึ่งมีจังหวะการทำงานตามธรรมชาติ จะปรับจูนตัวเองเข้ากับจังหวะ ทำนอง และลีลาของดนตรีที่เราฟัง นี่อาจเป็นคำตอบว่าทำไมดนตรีถึงฮิตติดลมบนไปทั่วโลก แถมยังมีพลังเยียวยาอย่างไม่น่าเชื่อ (ScienceAlert)
คนไทยเราที่โตมากับเสียงเพลงหลากหลายแนว ตั้งแต่จังหวะเร้าใจของหมอลำ เพลงลูกทุ่งฟังสบาย ไปจนถึงท่วงทำนองอันซับซ้อนของวงปี่พาทย์ การค้นพบนี้ไม่เพียงไขข้อข้องใจว่าทำไมดนตรีถึงมีอิทธิพลต่ออารมณ์ความรู้สึกของเราอย่างลึกซึ้ง แต่ยังชี้ช่องทางให้เรานำพลังของดนตรีมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งในสถานพยาบาล ห้องเรียน และแอปพลิเคชันดิจิทัล งานวิจัยชิ้นนี้ ซึ่งมีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาจากมหาวิทยาลัยแมคกิลล์ร่วมด้วย อธิบายว่าการฟังเพลงไม่ใช่แค่การรับฟังแบบเฉยๆ แต่ร่างกายและสมองของเราจะเกิดการสั่นสะเทือนเชิงกายภาพ สอดรับไปกับโครงสร้างของบทเพลงนั้นๆ
ทฤษฎีนี้มีที่มาที่ไปจากการเฝ้าสังเกตมานานหลายปีว่าดนตรีทำหน้าที่เป็น ‘ภาษาสากล’ ได้อย่างไร ไม่ว่าใคร ชาติไหน วัยใด ก็มักจะขยับแข้งขยับขา ปรบมือ หรือเคาะเท้าตามจังหวะเพลงโดยอัตโนมัติ ขนาดเด็กทารกในบ้านเรายังโยกตัวดุ๊กดิ๊กตามเสียงเพลงกล่อม ทั้งที่ยังพูดไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าทำไมโครงสร้างดนตรีบางแบบถึงมีอิทธิพลกระตุ้นความสุขและชวนให้ขยับตัวได้อย่างน่าอัศจรรย์ ไม่ว่าผู้ฟังจะเป็นนักดนตรีคลาสสิกที่ฝึกฝนมาอย่างดี หรือแค่คนฟังเพลงทั่วไป ทฤษฎี NRT ชี้ว่าคำตอบอาจอยู่ที่การ ‘จูน’ คลื่นสมองและร่างกายให้เข้ากับดนตรี ซึ่งเป็นปรากฏการณ์การสั่นพ้องในระดับลึก
ผลวิจัยชิ้นสำคัญล่าสุดเผยว่า เซลล์ประสาทในสมองส่วนคอร์เท็กซ์ (Cortex) จะสั่นไหวตามองค์ประกอบดนตรีทั้งช้าและเร็ว ในย่านความถี่ต่ำ เซลล์ประสาทจะจับจังหวะหรือบีตของเพลง ลองนึกภาพคนเต้นในเทศกาลสงกรานต์ที่ขยับตัวเป็นกลุ่มตามจังหวะกลองที่สม่ำเสมอ ส่วนในย่านความถี่สูง กิจกรรมไฟฟ้าของสมองและร่างกายจะเชื่อมโยงกับระดับเสียงและความกลมกลืนของดนตรี แม้แต่ก้านสมองและเส้นประสาทการได้ยินก็มีเอี่ยวด้วย โดยจะสั่นรับกับพลังงานของดนตรีในระดับต่างๆ ที่น่าสนใจคือ ปรากฏการณ์สั่นพ้องนี้เกิดขึ้นโดยไม่เกี่ยวกับว่าคนคนนั้นจะเคยเรียนดนตรีมาหรือไม่ ซึ่งตอกย้ำว่าการตอบสนองต่อดนตรีเป็นเรื่องสากลของมนุษย์ ไม่ใช่แค่สิ่งที่เรียนรู้จากวัฒนธรรมเท่านั้น
ถึงกระนั้น ทฤษฎี NRT ก็ยอมรับว่าวัฒนธรรมและการเรียนรู้มีส่วนสำคัญในการหล่อหลอมรสนิยมและความคาดหวังทางดนตรีของเรา แม้ว่าจังหวะพื้นฐานจะเข้าใจได้ในทุกสังคม แต่จังหวะที่ซับซ้อน (อย่างในดนตรีไทยเดิมหรือเพลงพื้นบ้านอีสาน) ต้องอาศัยการซึมซับทางวัฒนธรรมและการเรียนรู้จากประสบการณ์ กระบวนการ “ปรับจูน” (attunement) ที่ว่านี้ ทำให้สมองค่อยๆ ปรับจังหวะของตัวเองให้เข้ากับโครงสร้างดนตรีที่คุ้นเคยในชีวิตประจำวัน สำหรับบ้านเรา นี่อาจอธิบายได้ว่าทำไมเพลงรำวงหรือเพลงเชียร์ในสนามบอลถึงปลุกเร้าอารมณ์และสร้างความรู้สึกร่วมทางจังหวะได้อย่างทรงพลัง
ทีมวิจัยยังเจาะลึกไปถึงเรื่อง “กรูฟ” (groove) หรือความรู้สึกอยากโยกย้ายส่ายสะโพกตามเสียงเพลง ทฤษฎี NRT ชี้ว่า ดนตรีที่ผสมผสานความคาดเดาได้และความเซอร์ไพรส์อย่างลงตัว จะกระตุ้นให้สมองของเรา ‘เติมเต็มส่วนที่ขาดหายไป’ ทำให้เกิดความสนุกจนอยากจะเต้นหรือเคาะจังหวะตาม ถ้าคาดเดาไม่ได้เลยก็จะฟังดูสับสนวุ่นวาย แต่ถ้าเดาทางได้หมดก็จะกลายเป็นน่าเบื่อ เพลงฮิตส่วนใหญ่ รวมถึงเพลงดังของไทยในยุคนี้ มักจะอยู่ตรงกลางระหว่างสองขั้วนี้พอดี
หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญของทีมวิจัยระบุว่า “ทฤษฎีนี้ชี้ว่าดนตรีไม่ได้ทรงพลังแค่เพราะเราได้ยินเสียงมัน แต่เป็นเพราะสมองและร่างกายของเราหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งกับมันต่างหาก นี่มีความหมายอย่างยิ่งต่อการบำบัด การศึกษา และเทคโนโลยี” บทวิเคราะห์เชิงลึกยังชี้ว่ากระแสนิยมทางดนตรีในแต่ละวัฒนธรรมอาจก่อตัวขึ้นตามธรรมชาติจากคุณสมบัติการสั่นพ้องของสมอง และถูกตอกย้ำด้วยการเรียนรู้ทางสังคมตลอดชีวิต
สำหรับประเทศไทย ผลลัพธ์ที่ตามมานั้นน่าสนใจไม่น้อย ในแง่สุขภาพ มีงานวิจัยยืนยันแล้วว่าดนตรีบำบัดช่วยฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ลดความวิตกกังวล และเสริมสร้างสุขภาพจิตที่ดี (PubMed) การเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าสมองของคนไทยตอบสนองต่อองค์ประกอบดนตรีต่างๆ อย่างไร จะช่วยให้เราออกแบบการบำบัดที่ได้ผลดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะการนำดนตรีท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์มาปรับใช้ ด้านการศึกษา การให้เด็กๆ ได้ฟังเพลงหลากหลายแนว อาจช่วยเสริมทักษะภาษา ความจำ และพัฒนาการทางอารมณ์ โดยทั้งหมดนี้มีรากฐานมาจากกลไกของสมองที่พร้อมจะ ‘จูน’ เข้ากับเสียงที่มีแบบแผน
แง่มุมที่ดนตรีเป็นหัวใจสำคัญของพิธีกรรมและงานเฉลิมฉลองในสังคมไทยมาแต่โบราณ ก็สามารถอธิบายได้ด้วยมุมมองทางวิทยาศาสตร์นี้เช่นกัน การใช้จังหวะในพิธีสวดมนต์ทางพุทธศาสนา หรือในการแสดงโขนรามเกียรติ์ ไม่ได้หยั่งรากจากวัฒนธรรมเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากพลังของดนตรีที่สามารถเชื่อมโยงผู้คนในกลุ่มให้เป็นหนึ่งเดียว ผ่านการปรับจังหวะร่างกายและจิตใจให้สอดคล้องกัน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เราเริ่มเข้าใจกลไกในระดับประสาทวิทยามากขึ้นเรื่อยๆ (วิกิพีเดีย: ดนตรีและสมอง)
มองไปในอนาคต ทฤษฎีนี้อาจเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้กับนวัตกรรมเทคโนโลยีดนตรีดิจิทัล เกม และโลกเสมือนจริง (VR) โดยความเข้าใจเรื่องการสั่นพ้องนี้จะช่วยให้เราสร้างสรรค์ประสบการณ์เสียงที่สมจริงชวนดื่มด่ำ และมีคุณสมบัติในการบำบัดที่ดียิ่งขึ้น สำหรับประเทศไทย ซึ่งมีดนตรีและการเต้นรำเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจิตใจ การค้นพบนี้ยิ่งตอกย้ำว่าการส่งเสริมให้ผู้คนได้สัมผัสกับดนตรี ทั้งแบบดั้งเดิมและร่วมสมัย ไม่เพียงช่วยสืบสานมรดกทางวัฒนธรรม แต่ยังช่วยบำรุงสุขภาพจิตและเสริมสร้างพัฒนาการทางปัญญาของคนทุกเพศทุกวัย
สำหรับผู้อ่านชาวไทย งานวิจัยนี้มีข้อคิดดีๆ ที่นำไปปรับใช้ได้หลายอย่าง สำหรับครอบครัวและนักการศึกษา การให้เด็กๆ ได้ฟังเพลงหลากหลายแนวเป็นประจำ โดยเฉพาะเพลงที่มีรากฐานจากวัฒนธรรมท้องถิ่น จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางระบบประสาทและอารมณ์ของพวกเขา สำหรับผู้กำหนดนโยบายและบุคลากรทางการแพทย์ การร่วมมือกับศิลปินท้องถิ่นเพื่อนำดนตรีมาใช้ในสถานพยาบาล อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบำบัดฟื้นฟูผู้ป่วย ส่วนคนฟังเพลงทั่วไป การลุกขึ้นมาเต้น ร้องเพลง หรือเล่นดนตรีตามไปด้วย ก็ให้ประโยชน์กับทั้งอารมณ์และสุขภาพสมองอย่างเห็นได้ชัด
แม้ว่าวิทยาศาสตร์จะก้าวหน้าไปไม่หยุดยั้ง ความงดงามและหลากหลายของดนตรีไทยก็ยังคงเป็นทั้งมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่า และเป็นประโยชน์ต่อระบบประสาทของเรา สิ่งนี้เป็นเครื่องยืนยันว่า ดังที่ทฤษฎีใหม่นี้ชี้ให้เห็น เราไม่ได้เป็นแค่ผู้ฟังดนตรี แต่ในความหมายที่ลึกซึ้งที่สุด เราคือส่วนหนึ่งของดนตรีนั้นเอง
แหล่งข้อมูล: ScienceAlert, วิกิพีเดีย: ดนตรีและสมอง, PubMed