หนังสือเล่มใหม่ที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่าง “The Family Dynamic” ผลงานของ ซูซาน โดมินัส กำลังเข้ามาท้าทายความเชื่อเดิมๆ เกี่ยวกับการปั้นลูกให้เก่งและประสบความสำเร็จ หนังสือเล่มนี้นำเสนอแง่มุมที่น่าสนใจยิ่งสำหรับพ่อแม่ชาวไทย ที่กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งเรื่องเรียนและความคาดหวังทางสังคมที่หนักอึ้งขึ้นทุกวัน ผู้เขียนอ้างอิงข้อมูลจากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลอย่างเจาะลึกและงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์หลากหลายชิ้น เพื่อมาเขย่าความเข้าใจเดิมๆ เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกให้ประสบความสำเร็จ โดยชี้ว่าเบื้องหลังความสำเร็จของเด็กๆ นั้น บ่อยครั้งต้องแลกมาด้วยต้นทุนทางใจที่หลายคนอาจนึกไม่ถึง และเรื่องที่พ่อแม่หลายคนกังวลกันนักหนา แท้จริงแล้วอาจไม่ได้สำคัญอย่างที่คิดก็ได้
ท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันทางการศึกษาในบ้านเราที่ดุเดือดขึ้นทุกขณะ สะท้อนจากการผุดขึ้นราวกับดอกเห็ดของสถาบันกวดวิชา และค่านิยมที่มุ่งเน้นความสำเร็จในกลุ่มครอบครัวคนเมือง สิ่งที่ผู้เขียนค้นพบจึงสะท้อนภาพที่ชวนขบคิดไม่น้อย งานเขียนชิ้นนี้ได้ติดตามชีวิตของพี่น้องหกคู่ที่ไม่ธรรมดา ซึ่งแต่ละคู่เติบโตมาในครอบครัวที่พ่อแม่มีความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างแรงกล้า พวกเขาเหล่านี้เติบโตไปเป็นทั้งผู้พิพากษา แพทย์ ผู้นำด้านสิทธิพลเมือง ผู้ประกอบการ นักกีฬาโอลิมปิก และศิลปินเลื่องชื่อ สิ่งที่พ่อแม่ของพวกเขามีร่วมกันคือ ความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะวางแผนและผลักดันลูกๆ สู่ความสำเร็จ โดยมองว่าเป็นภาระหน้าที่ของตน
บริบทสังคมไทยเองก็มีภาพที่ไม่ต่างกันนัก พ่อแม่ชาวไทย โดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นกลางขึ้นไป ต่างก็รู้สึกถึงแรงกดดันที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในการทุ่มเททรัพยากร ไม่เพียงแต่กับการศึกษาในระบบ แต่ยังรวมถึงกิจกรรมเสริมทักษะสารพัด ตั้งแต่โรงเรียนสอนภาษา เรียนดนตรี ไปจนถึงค่ายสอนเขียนโปรแกรม ด้วยความหวังที่จะปูทางอนาคตที่สดใสให้ลูก ค่านิยมสังคมบ้านเรามักผูกโยงหน้าตาของวงศ์ตระกูลและความดีความชอบของพ่อแม่เข้ากับความสำเร็จทางการศึกษาและหน้าที่การงานของลูกๆ ทว่างานวิจัยของผู้เขียนชี้ให้เห็นว่าแนวทางนี้อาจเป็นดั่งดาบสองคม
ประเด็นสำคัญที่ผู้เขียนค้นพบ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยทางสังคมวิทยาทั่วโลก ชี้ว่าพ่อแม่ที่มีความมุ่งมั่นสูงมักแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก กลุ่มแรกคือ “ผู้พิชิตอุปสรรค” (Overcomers) พ่อแม่กลุ่มนี้เป็นต้นแบบให้ลูกเห็นว่าข้อจำกัดต่างๆ สามารถก้าวข้ามได้ด้วยความพยายามของตนเอง (เช่น การเอาชนะความยากจน การถูกเลือกปฏิบัติ หรือความยากลำบากในอดีต) ส่วนอีกกลุ่มคือ “ผู้ที่ความฝันไม่เป็นจริง” (Dream-Blocked) พ่อแม่กลุ่มนี้เคยมีความฝันของตัวเองแต่ไปไม่ถึง จึงพยายามอย่างสุดกำลัง (บางครั้งถึงขั้นเข้มงวด) เพื่อปูทางให้ลูกไปถึงฝันโดยไร้อุปสรรค แม้พ่อแม่ทั้งสองกลุ่มจะสร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมและตั้งความหวังไว้สูงเหมือนกัน แต่ดูเหมือนว่ากลุ่ม “ผู้พิชิตอุปสรรค” จะสร้างแรงบันดาลใจผ่านการเป็นแบบอย่างที่ดี ในขณะที่แนวทางของกลุ่ม “ผู้ที่ความฝันไม่เป็นจริง” อาจนำไปสู่ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และบาดแผลทางใจ จากการผลักดันสู่ความสำเร็จอย่างไม่ลดละ
ผลลัพธ์ที่ตามมานั้นมีความซับซ้อน ในบางครอบครัว ลูกๆ ก็เติบโตขึ้นมาประสบความสำเร็จตามที่พ่อแม่วาดหวัง ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ นักเขียน หรือนักกีฬาโอลิมปิก แต่ผู้เขียนชี้ให้เห็นถึง ‘ราคา’ ทางอารมณ์ที่ต้องจ่าย เช่น ความวิตกกังวลรุนแรง ภาวะซึมเศร้า โรคย้ำคิดย้ำทำ และความรู้สึกไม่มั่นคงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งมักพบในกลุ่มลูกๆ ของพ่อแม่ประเภท “ผู้ที่ความฝันไม่เป็นจริง” ผู้เขียนพบว่าความมุ่งมั่นของพ่อแม่อาจกลายเป็น “ปลอกคอทางอารมณ์” ที่บีบรัดให้ลูกต้องไขว่คว้าความสำเร็จเพียงเพราะกลัวความล้มเหลว และที่สำคัญ ไม่ใช่เด็กเก่งทุกคนที่จะเติบโตทางอารมณ์ได้อย่างสมบูรณ์พร้อม ดังเช่นที่เห็นได้ในโรงเรียนมัธยมบางแห่งของไทย ที่การแข่งขันเพื่อให้ได้คะแนนสูงสุดมักทำให้นักเรียนเหนื่อยล้าและรู้สึกแปลกแยกจากเป้าหมายชีวิตที่กว้างไกลกว่า และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม (washingtonpost.com)
ผู้เขียนชี้ว่า เบื้องหลังทั้งหมดนี้มีคำถามใหญ่ที่ซ่อนอยู่และปรากฏซ้ำๆ ในงานวิจัย นั่นคือ พ่อแม่ “ปั้น” ให้ลูกประสบความสำเร็จได้จริงหรือ หรือเป็นเพียงการส่งต่อพรสวรรค์และข้อได้เปรียบทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม? ทั้งพันธุศาสตร์สมัยใหม่และสังคมศาสตร์ต่างชี้ว่าปัจจัยทั้งสองมีส่วนเกี่ยวข้องกัน แต่ความเชื่อมโยงเชิงสาเหตุนั้นยังคงไม่ชัดเจน ดาลตัน คอนลีย์ นักสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาฝาแฝด ให้ทัศนะกับผู้เขียนอย่างตรงไปตรงมาว่า “บางครั้ง ถ้าคุณดึงคันโยกสล็อตแมชชีนมากพอ มันก็อาจจะแจ็คพอตออกเชอร์รี่ทั้งหมดได้เหมือนกัน” หรือพูดง่ายๆ ก็คือ “โชค” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพันธุกรรม สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม ลำดับการเกิด จังหวะเวลา และความบังเอิญล้วนๆ กลับมีบทบาทมากกว่าที่ตำราเลี้ยงลูกส่วนใหญ่ยอมรับ
ความจริงข้อนี้อาจทำให้ผู้อ่านชาวไทยจำนวนไม่น้อย ที่คุ้นเคยกับวัฒนธรรม “พ่อแม่เสียสละทุกอย่างเพื่อลูก” และมองว่าการส่งลูกเรียนพิเศษหลังเลิกเรียนจนหัวหมุน หรือการจัดตารางชีวิตที่เข้มงวด คือสิ่งจำเป็นเพื่อแลกกับความสำเร็จในอนาคต ต้องหันมาฉุกคิด งานวิจัยนี้สอดรับกับงานวิจัยด้านการศึกษาระดับนานาชาติหลายทศวรรษ ที่ชี้ว่าแม้การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองจะเป็นสิ่งที่มีคุณค่า แต่ประโยชน์ที่ได้เพิ่มจากการเข้าไปควบคุมหรือกดดันอย่างสุดโต่งนั้นอาจลดน้อยถอยลง หรือกระทั่งส่งผลเสีย โดยเฉพาะเมื่อเด็กก้าวเข้าสู่วัยรุ่น (ตัวอย่างจาก PubMed) ยิ่งไปกว่านั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเด็กในไทยเองก็ได้ออกมาส่งเสียงเตือนถึงสถิติความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และการทำร้ายตัวเองในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเชื่อมโยงกับความเครียดจากการเรียนและกิจกรรมนอกหลักสูตรที่อัดแน่น สะท้อนภาพเดียวกับที่พบในหนังสือเล่มนี้ (Bangkok Post, Thai PBS)
ขณะเดียวกัน นัยยะที่กว้างกว่าของหนังสือเล่มนี้ ก็เป็นเหมือนเครื่องเตือนใจเบาๆ ให้ระวังคำโฆษณาถึง “สูตรสำเร็จ” ในการเลี้ยงลูกให้เป็น “ผู้ชนะ” แม้ว่าคุณลักษณะบางอย่างที่นำไปสู่ความสำเร็จ เช่น ความเข้มแข็งทางใจ (resilience) ความใฝ่รู้ และการแข่งขันกันอย่างสร้างสรรค์ระหว่างพี่น้อง จะเป็นสิ่งที่สามารถปลูกฝังได้ แต่ก็ยังมีปัจจัยอีกมากมายที่กลยุทธ์ของครอบครัวเพียงอย่างเดียวไม่สามารถอธิบายได้ทั้งหมด ปัจจัยทางสังคม อารมณ์ และพันธุกรรมนั้นซับซ้อนเกินกว่าที่คู่มือเลี้ยงลูกทั่วไปจะบอกเราได้ ดังที่ผู้เขียนสรุปไว้อย่างคมคายว่า “ทางเลือกในการเลี้ยงดูที่พ่อแม่ผู้เปี่ยมด้วยความห่วงใยหลายคนกังวลกันนักหนานั้น แท้จริงแล้วอาจมีผลต่อชีวิตของลูกน้อยกว่าที่เราถูกทำให้เชื่อมาโดยตลอด”
ในสังคมไทย ที่ซึ่งความผูกพันในครอบครัวและระบบอาวุโสยังคงหล่อหลอมวิถีการเลี้ยงดูบุตร แต่ขณะเดียวกันก็เผชิญกับความวิตกกังวลในยุคใหม่ที่เพิ่มสูงขึ้น ข้อค้นพบเหล่านี้จึงจุดประกายให้เกิดการตั้งคำถามว่า “ความสำเร็จ” ของเด็ก แท้จริงแล้วหมายความว่าอย่างไร การตอบสนองเชิงนโยบาย เช่น โครงการล่าสุดของกระทรวงศึกษาธิการที่มุ่งส่งเสริมสุขภาวะของนักเรียนควบคู่ไปกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป จากระบบที่เน้นการท่องจำและแรงกดดัน ไปสู่วิถีที่รอบด้านมากขึ้น แต่การเปลี่ยนแปลงในระดับสังคมยังคงเป็นเส้นทางที่อีกยาวไกล เมื่อพ่อแม่ชาวไทยจำนวนมากยังคงยอมรับว่าจำเป็นต้องพึ่งพา “การศึกษาในเงา” และสถาบันกวดวิชา เพราะกลัวว่าลูกจะเสียโอกาส
เมื่อมองไปข้างหน้า งานวิจัยใน “The Family Dynamic” ได้มอบแนวทางที่น่าสนใจสำหรับพ่อแม่ นักการศึกษา และผู้กำหนดนโยบายในประเทศไทย นั่นคือ การลดการมุ่งเน้นที่การ “ปั้น” ความสำเร็จในทุกมิติลง แล้วหันมาให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสุขภาพจิต พัฒนาการที่สมดุล และความอยากรู้อยากเห็นตามธรรมชาติของเด็กให้มากขึ้น ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพี่น้อง แต่ก็ต้องระมัดระวังผลกระทบที่อาจไม่ได้ตั้งใจจากความคาดหวังที่สูงเกินไปจนขาดการควบคุม เหนือสิ่งอื่นใด ควรตระหนักว่า “โชค” ไม่ว่าจะเป็นอภิสิทธิ์ทางสังคม จังหวะเวลา หรือแม้แต่ความบังเอิญ ก็เป็นพลังสำคัญที่ส่งผลต่อชีวิตอย่างปฏิเสธไม่ได้ คนไทยรุ่น Gen Z และ Alpha อาจได้รับประโยชน์อย่างยิ่งจากการเติบโตในครอบครัวที่การสนับสนุนและความคาดหวังสูงนั้นสมดุลด้วยความอบอุ่น ความเข้าใจ และการยอมรับว่าไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราจะควบคุมได้
ดังที่งานของผู้เขียนชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ไม่มี “สูตรสำเร็จ” ใดๆ ในการเลี้ยงลูก และพ่อแม่ก็ไม่จำเป็นต้องแบกรับภาระที่หนักอึ้งเกินไป สำหรับครอบครัวไทยที่กำลังมองหาแนวทางที่สมดุลมากขึ้น บทเรียนที่นำไปปรับใช้ได้นั้นเรียบง่าย นั่นคือ การสนับสนุน ชี้แนะ และมอบความรักให้ลูก แต่จงอย่าเอาสุขภาพกายใจที่ดีของพวกเขา หรือความสุขของครอบครัว ไปสังเวยเพื่อไล่ตามความสมบูรณ์แบบที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
แหล่งข้อมูล: