บทความจากหนังสือพิมพ์ Times of India ฉบับวันที่ 15 พฤษภาคม 2025 ในหัวข้อ “10 วลีที่จะช่วยให้เด็กยืนหยัดเพื่อตัวเองเมื่อถูกบูลลี่” กำลังสร้างกระแสความสนใจและเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในแวดวงการศึกษาและผู้ปกครองทั่วเอเชีย รวมถึงในประเทศไทย บทความชิ้นนี้ได้นำเสนอชุดคำพูดที่ผ่านการค้นคว้าวิจัยและพิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผลจริง ซึ่งเด็กๆ สามารถนำไปใช้เพื่อปกป้องตนเองอย่างหนักแน่นเมื่อต้องเผชิญหน้ากับการถูกกลั่นแกล้ง ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่หยั่งรากลึกในโรงเรียนและสังคมไทย ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าการนำวลีที่กระชับและสุภาพเหล่านี้มาปรับใช้ อาจเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่เยาวชนไทย และมีแนวโน้มจะช่วยให้บรรยากาศในโรงเรียนดีขึ้น รวมถึงสุขภาวะของนักเรียนนับพันทั่วประเทศ

การบูลลี่ หรือการกลั่นแกล้งยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังในสถานศึกษาของไทย ไม่ต่างจากอีกหลายประเทศทั่วโลก ผลสำรวจจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับสาธารณสุขและการศึกษาของไทยพบว่า นักเรียนมัธยมในไทยกว่าร้อยละ 30 เคยถูกกลั่นแกล้งไม่รูปแบบใดก็รูปแบบหนึ่ง ทั้งทางวาจา ทางร่างกาย หรือการกีดกันทางสังคม ผลกระทบทางใจที่ตามมาอาจรุนแรง และส่งผลระยะยาวต่อสุขภาพจิต ผลการเรียน และความภาคภูมิใจในตัวเอง จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข และ กระทรวงศึกษาธิการ งานวิจัยชิ้นล่าสุดนี้จึงเสนอแนวทางการใช้คำพูดที่เด็กๆ นำไปใช้ได้จริง เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ลดความรุนแรงของสถานการณ์ และแจ้งเรื่องที่ถูกรังแก เป็นการส่งเสริมให้เกิดการช่วยเหลือแต่เนิ่นๆ และให้เด็กปกป้องตัวเองได้

ตัวอย่างวลีเด็ดจากงานวิจัย เช่น: “หยุดนะ เราไม่ชอบ” เป็นการบอกอย่างชัดเจนและหนักแน่นเพื่อขีดเส้นแบ่ง; “ไม่จริงเลยนะ แล้วเธอไม่มีสิทธิ์มาทำกับเราแบบนี้” เป็นการยืนยันคุณค่าในตัวเอง; และ “เราจะเดินหนี เพราะเราไม่ชอบที่เธอทำกับเรา” เป็นการแสดงความเข้มแข็งทางอารมณ์และควบคุมสถานการณ์ วลีอื่นๆ อย่าง “ถ้ามีคนพูดแบบนี้กับเธอบ้าง เธอจะรู้สึกยังไง” เป็นการกระตุ้นให้ผู้กระทำคิดถึงใจเขาใจเรา ในขณะที่ “ถ้าเธอยังทำแบบนี้อีก เราจะไปบอกผู้ใหญ่ที่เราไว้ใจ” เป็นการส่งสัญญาณว่าเด็กพร้อมที่จะขอความช่วยเหลือแล้ว แต่ละประโยคออกแบบมาให้เด็กวัยต่างๆ ใช้ได้ง่าย เน้นการสื่อสารตรงๆ ให้เกียรติตัวเอง และไม่ใช้ความรุนแรง (Times of India)

นักจิตวิทยาเด็กระดับนานาชาติเน้นย้ำถึงความสำคัญของกลยุทธ์ดังกล่าว ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าการสอนให้เด็กสื่อสารอย่างหนักแน่นช่วยลดโอกาสที่จะตกเป็นเหยื่อซ้ำ และยังช่วยปลูกฝังทักษะชีวิตที่จำเป็น ดังที่นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยนานาชาติแห่งหนึ่งในสิงคโปร์ให้ทัศนะว่า “การตอบโต้อย่างหนักแน่นแต่เรียบง่ายไม่เพียงช่วยหยุดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ในทันที แต่ยังกระตุ้นให้เด็กตระหนักถึงสิทธิของตนเองที่จะได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพและปลอดภัย” (APA) ผู้บริหารด้านการศึกษาท่านหนึ่งในไทยยังเสริมอีกว่า ในบริบทวัฒนธรรมไทย ซึ่งให้ความสำคัญกับเรื่องความเกรงใจและการรักษาน้ำใจ การมีชุดคำพูดที่ชัดเจนแต่ยังคงความสุภาพจึงยิ่งจำเป็นมากขึ้นไปอีก ตามความเห็นของนักให้คำปรึกษาประจำโรงเรียนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ระบุว่า “การเสริมพลังให้นักเรียนด้วยวลีเหล่านี้เป็นการช่วยให้พวกเขามีสิทธิมีเสียงในการจัดการสถานการณ์ด้วยตนเอง ขณะเดียวกันก็ยังคงให้เกียรติค่านิยมไทยในเรื่องความสุภาพและการหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง”

ที่ผ่านมา การรณรงค์ต่อต้านการบูลลี่ในประเทศไทยมักเน้นไปที่การส่งเสริมให้คนรอบข้างเข้าช่วยเหลือ (bystander intervention) การฝึกอบรมครู และการให้คำปรึกษาแบบเพื่อนช่วยเพื่อน อย่างไรก็ตาม การนำเนื้อหาเกี่ยวกับการสื่อสารเพื่อป้องกันตนเอง โดยเฉพาะวลีที่ง่ายต่อการจดจำ ไปปรับใช้ในหลักสูตรการเรียนการสอนยังคงมีอยู่อย่างจำกัด งานวิจัยชิ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนแนวทางไปสู่การเสริมพลังให้นักเรียนแต่ละคนมีส่วนร่วมในการปกป้องตนเองอย่างจริงจัง แทนที่จะรอพึ่งพาแต่ผู้ใหญ่หรือผู้มีอำนาจเพียงฝ่ายเดียว นักขับเคลื่อนด้านการศึกษาในไทยกำลังเรียกร้องให้กระทรวงศึกษาธิการนำเครื่องมือที่ใช้ได้ผลจริงเหล่านี้ไปผนวกเข้ากับคาบเรียนโฮมรูม การให้คำปรึกษา หรือแม้กระทั่งนโยบายต่อต้านการบูลลี่ระดับชาติ ฝ่ายบริหารของโรงเรียนเองก็น่าจะจัดอบรมให้ความรู้เรื่องการใช้คำพูดแสดงความหนักแน่นเหล่านี้อย่างชัดเจน ควบคู่ไปกับการปลูกฝังเรื่องความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น การให้เกียรติ และการขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ที่ไว้ใจ ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดรับกับ “แนวทางการจัดการทั้งระบบโรงเรียน” (Whole School Approach) ที่สำนักงานยูเนสโก กรุงเทพฯ แนะนำ (UNESCO Bangkok)

ปัญหาการบูลลี่ในประเทศไทยไม่ใช่เรื่องเพิ่งเกิด ในนิทานพื้นบ้านและวรรณกรรมไทยหลายเรื่องก็มักมีประเด็นเรื่องการกีดกัน การล้อเลียน และการใช้ความอดทนอดกลั้น ตัวอย่างเช่น ในนิทานอมตะหลายเรื่อง ตัวเอกมักใช้ไหวพริบปฏิภาณและความหนักแน่นอย่างนุ่มนวลเพื่อเอาชนะอุปสรรค ซึ่งก็คล้ายกับแนวคิดของชุดคำพูดที่กำลังพูดถึงกันอยู่นี้ อย่างไรก็ตาม การที่เยาวชนไทยเข้าถึงโลกดิจิทัลมากขึ้นได้นำไปสู่การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ (cyberbullying) โดยมีวัยรุ่นไทยเกือบถึงร้อยละ 20 ในปัจจุบันที่รายงานว่าเคยมีประสบการณ์เชิงลบทางออนไลน์ จากผลสำรวจของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ผู้เชี่ยวชาญเสนอว่าเทคนิคการสื่อสารอย่างหนักแน่นเหล่านี้สามารถปรับใช้กับการปฏิสัมพันธ์ทางออนไลน์ได้เช่นกัน เพื่อช่วยให้เด็กๆ ตอบโต้ข้อความที่ไม่สุภาพและการคุกคามทางโซเชียลมีเดียได้อย่างเหมาะสม

ในระยะยาว การนำเรื่องการป้องกันตัวเองด้วยคำพูดไปปรับใช้ให้เข้ากับวัฒนธรรมในโรงเรียนไทย อาจก่อให้เกิดประโยชน์หลายด้าน ทั้งอัตราการบูลลี่ที่ลดลง สุขภาพจิตที่ดีขึ้นของนักเรียน และสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่เคารพซึ่งกันและกันมากขึ้น กลุ่มผู้ขับเคลื่อนบางส่วนกำลังผลักดันให้มีการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ทั่วประเทศและจัดทำสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลเพื่อเผยแพร่ข้อมูลนี้ในวงกว้าง นักวิจัยยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง ซึ่งสามารถฝึกฝนการใช้วลีเหล่านี้กับบุตรหลานที่บ้าน เพื่อให้พวกเขารู้สึกมั่นใจที่จะนำไปใช้ที่โรงเรียนหรือในโลกออนไลน์ เรื่องนี้ยิ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงนโยบายปฏิรูปการศึกษาของชาติล่าสุดที่ให้ความสำคัญกับความภาคภูมิใจในตนเองและสุขภาวะทางจิตของนักเรียน (Bangkok Post)

ในทางปฏิบัติ ครูและอาจารย์ที่ปรึกษาทั่วประเทศไทยควรใช้สถานการณ์จำลอง การอภิปรายกลุ่ม และกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน เพื่อเสริมสร้างการใช้วลีดังกล่าว ผู้นำชุมชนและบุคลากรด้านสุขภาพอาจมีบทบาทในการจัดหากลไกการรายงานเหตุการณ์การบูลลี่ที่ปลอดภัยและเป็นความลับ สำหรับผู้ปกครอง นั่นหมายถึงการเปิดอกพูดคุยเรื่องการบูลลี่กับลูก รับฟังโดยไม่ตัดสิน และฝึกซ้อมการตอบโต้ที่หนักแน่นเหล่านี้ร่วมกัน ดังที่นักจิตวิทยาการศึกษาท่านหนึ่งในกรุงเทพฯ อธิบายว่า “คำพูดสั้นๆ ที่ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ ทั้งในสนามเด็กเล่นและในโลกออนไลน์”

โดยสรุป งานวิจัยใหม่นี้เน้นย้ำว่าการใช้คำพูดที่เหมาะสมและใช้ได้จริงช่วยเสริมพลังให้เด็กๆ ปกป้องศักดิ์ศรีและสุขภาวะของตนเองได้ ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทั้งครอบครัวและโรงเรียนในบ้านเรา สิ่งที่ทำได้ทันทีคือ ขอแนะนำให้ผู้ปกครองและครูชาวไทยทำความคุ้นเคยกับวลีง่ายๆ 10 ประโยคนี้ พร้อมทั้งสอนให้เด็กๆ รู้จัก นำไปปรับใช้ให้เข้ากับบริบทและภาษาของตนเอง และส่งเสริมการสื่อสารอย่างเปิดเผยเมื่อเกิดการบูลลี่ขึ้น การสร้างบรรยากาศที่เอื้อให้เด็กรู้ว่าควรพูดอะไรและจะหันหน้าไปพึ่งใครได้บ้าง จะสร้างความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญต่อความปลอดภัยและความภาคภูมิใจในตนเองของพวกเขาได้อย่างแน่นอน

แหล่งข้อมูล: Times of India, กระทรวงสาธารณสุข, กระทรวงศึกษาธิการ, UNESCO Bangkok, APA, ETDA, Bangkok Post