บทความชิ้นล่าสุดจากนิตยสาร The Atlantic กำลังจุดประกายประเด็นร้อนที่นักสังคมวิทยา นักการศึกษา ตลอดจนครอบครัวทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นก็คือ ปัญหา ‘ผู้ปกครองหลักโดยปริยาย’ (default parent) ซึ่งสะท้อนอคติในสังคมที่ยังมองว่า ‘แม่’ คือผู้รับผิดชอบหลักในการดูแลลูกไปโดยปริยาย โดยไม่ได้คำนึงถึงการจัดสรรหน้าที่ในบ้านหรือความต้องการที่แท้จริงของแต่ละครอบครัว ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เป็นเรื่องเลื่อนลอย แต่มีที่มาจากงานวิจัยชิ้นใหม่ๆ และเรื่องราวชีวิตจริงที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่าจะในบ้าน โรงเรียน คลินิกหมอ หรือแม้กระทั่งบนเครื่องบิน ซึ่งล้วนส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อสมดุลชีวิตการทำงาน ความเท่าเทียมทางเพศ และสุขภาวะโดยรวมของครอบครัว

สำหรับคนไทยจำนวนไม่น้อย แนวคิดเรื่อง ‘ผู้ปกครองหลักโดยปริยาย’ อาจเป็นเรื่องที่คุ้นหูคุ้นตากันดี ตั้งแต่แบบฟอร์มโรงเรียนที่มักใส่ชื่อแม่เป็นผู้ติดต่อฉุกเฉินโดยอัตโนมัติ ไปจนถึงคุณหมอที่มักโทรหาแม่ตามความเคยชิน แม้ว่าพ่อจะเป็นคนดูแลลูกเป็นหลักก็ตาม รูปแบบเหล่านี้สะท้อนบรรทัดฐานทางเพศที่ฝังรากลึกมานาน ทั้งในระดับสากลและในบ้านเราเอง แม้ว่าจำนวนครอบครัวที่พ่อแม่ต่างก็ทำงานหาเลี้ยงชีพจะมีมากขึ้น และบทบาทของพ่อในการดูแลลูกก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน แต่ก็ยังไม่สามารถลบล้างความคาดหวังเดิมๆ ที่ว่าแม่ยังคงต้องเป็น ‘ผู้รับผิดชอบหลัก’ ในชีวิตประจำวันของลูกอยู่ดี สิ่งนี้นำไปสู่ภาระทางใจที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความติดขัดในหน้าที่การงานของฝ่ายแม่ ขณะเดียวกันก็มักจะมองข้ามบทบาทและความสามารถของพ่อที่เข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่

บทความใน The Atlantic แม้จะเล่าถึงสถานการณ์ในสหรัฐอเมริกา แต่ก็เป็นภาพสะท้อนที่พบเห็นได้ในอีกหลายประเทศทั่วโลก เช่น กรณีที่คุณพ่อท่านหนึ่งพาลูกไปคลินิกฉุกเฉินตามลำพังแล้วเจอสายตาแปลกๆ หรือโรงเรียนที่ยังคงต้องการคำยืนยันจากแม่ ทั้งๆ ที่แจ้งข้อมูลติดต่อของพ่อไว้อย่างชัดเจนแล้วก็ตาม ที่น่าสนใจคือ ทีมวิจัยซึ่งนำโดยนักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน ได้ทำการทดลองภาคสนามโดยส่งอีเมลถึงครูใหญ่กว่า 80,000 คน สวมบทบาทเป็นผู้ปกครอง ผลปรากฏว่าแม้ฝ่ายพ่อจะระบุว่าตนเองสะดวกที่สุด แต่ครูใหญ่ก็ยังเลือกที่จะโทรกลับหาแม่มากกว่าถึง 40% และที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือ ครูใหญ่ยังคงโทรหาแม่ถึง 12% แม้ว่าผู้ที่ส่งอีเมลไปจะเป็นฝ่ายพ่อโดยตรงก็ตาม นักวิจัยยังพบด้วยว่าอคติเหล่านี้จะยิ่งรุนแรงในชุมชนที่ยังยึดติดกับค่านิยมเรื่องบทบาททางเพศแบบเดิมๆ ผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าสมมติฐานเหล่านี้ฝังรากลึกเพียงใด แม้ว่าครอบครัวจะแจ้งความประสงค์ชัดเจนว่าต้องการให้ติดต่อพ่อเป็นคนแรกก็ตาม

นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียให้ความเห็นว่า พฤติกรรมเช่นนี้ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว “เรามีภาพจำฝังหัวว่าแม่คือผู้ดูแล” พร้อมตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า บรรดาผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ไม่ได้ “ผ่านกระบวนการคิดไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน” แต่ทำไปตามสมมติฐานที่อยู่ในใจ (theatlantic.com) กุมารแพทย์ในเมืองแอตแลนตาเสริมว่า ระบบซอฟต์แวร์ที่ตกรุ่นในคลินิกและโรงเรียนก็เป็นอีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญเช่นกัน บางครั้งระบบเหล่านี้บันทึกข้อมูลผู้ติดต่อหลักได้เพียงคนเดียว หรือไม่ยืดหยุ่นพอที่จะอัปเดตข้อมูลเมื่อบทบาทของผู้ปกครองเปลี่ยนไป ตัวอย่างเช่น หากตอนแรกลูกยังเป็นทารก แม่เป็นคนให้ข้อมูล แต่ต่อมาแม่กลับไปทำงาน แล้วพ่อเป็นฝ่ายลามาดูแลลูก ระบบหลังบ้านแบบดิจิทัลส่วนใหญ่มักจะไม่สามารถรับรู้หรือปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์นี้ได้

ผลกระทบที่ตามมานั้นชัดเจนยิ่งนัก จากผลสำรวจและการสัมภาษณ์ที่ทำกันอย่างต่อเนื่อง พบว่าเมื่อโรงเรียนหรือคลินิกติดต่อตรงไปยังแม่ ซึ่งถูกมองเป็น ‘ผู้ปกครองหลักโดยปริยาย’ จนรบกวนเวลาทำงาน การแค่โอนสายให้คู่ชีวิตก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเสมอไป งานวิจัยที่อ้างอิงใน The Atlantic ชี้ว่า ฝ่ายแม่มีแนวโน้มที่จะรู้สึกว่าการขอความช่วยเหลือจากคู่ชีวิตในเรื่องการดูแลลูกนั้น “เป็นการรบกวนชีวิตประจำวัน และสุดท้ายพวกเธอก็ยังต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นอยู่ดี แม้จะขอให้ช่วยแล้วก็ตาม” มากกว่าถึง 30% การถูกรบกวนอยู่เรื่อยๆ เช่นนี้ ส่งผลให้แม่บางคนต้องลดความมุ่งมั่นในอาชีพการงาน มองหางานที่ไม่หนักหนาจนเกินไป หรือถึงขั้นลาออกจากงาน ซึ่งเป็นแนวโน้มที่พบได้ทั้งในประเทศตะวันตก และมีข้อมูลจากงานวิจัยในไทยเมื่อไม่นานมานี้เช่นกัน (Bangkok Post, UN Women Thailand)

สำหรับคุณพ่อที่พร้อมจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น การถูกมองข้ามในฐานะผู้ดูแลหลักก็นำมาซึ่งความอึดอัดใจและความติดขัดในแบบของตนเองเช่นกัน หากคลินิกโทรหาแม่ แทนที่จะโทรหาพ่อซึ่งเป็นคนจัดการเรื่องยาสำหรับอาการป่วยเรื้อรังของลูก ข้อมูลสำคัญก็อาจตกหล่นหรือสื่อสารคลาดเคลื่อนได้ สถานรับเลี้ยงเด็กที่โทรหาแม่โดยอัตโนมัติ แทนที่จะโทรหาพ่อที่ทำงานจากที่บ้าน ก็เท่ากับเป็นการเพิ่มขั้นตอนโดยไม่จำเป็นในการตัดสินใจเรื่องด่วน อุปสรรคเหล่านี้ไม่เพียงสร้างความขุ่นข้องใจให้พ่อแม่ แต่ยังอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาวะของเด็กและความมั่นคงของครอบครัวโดยรวมได้อีกด้วย

สังคมไทย ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างค่านิยมครอบครัวแบบดั้งเดิมกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างรวดเร็ว ก็กำลังเผชิญกับความตึงเครียดและความเปลี่ยนแปลงในลักษณะคล้ายคลึงกัน คุณพ่อชาวไทยจำนวนไม่น้อยหันมามีส่วนร่วมในการดูแลลูกมากขึ้น และครอบครัวที่พ่อแม่ต่างก็ทำงานหารายได้ก็กลายเป็นเรื่องปกติในสังคมเมือง เช่น กรุงเทพฯ และเชียงใหม่ (UN Women Thailand) อย่างไรก็ดี สถิติจากหน่วยงานภาครัฐและผลสำรวจหลายชิ้นยังคงชี้ว่า แม่ยังคงเป็นผู้ติดต่อหลักโดยปริยาย และต้องแบกรับภาระที่มองไม่เห็นในการประสานงานเรื่องการเรียนและสุขภาพของลูก (NSO Thailand) จึงไม่ใช่เรื่องแปลกในโรงเรียนไทยที่ครูจะติดต่อแม่เป็นคนแรก แม้ว่าพ่อจะเป็นคนไปรับส่งลูกที่โรงเรียนเป็นประจำก็ตาม โรงเรียนเอกชนและโรงเรียนนานาชาติบางแห่งพยายามปรับปรุงแนวทางการติดต่อแล้ว แต่ธรรมเนียมปฏิบัติเดิมๆ ก็ยังคงหลงเหลืออยู่ในสถาบันหลายแห่งทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีมิติทางวัฒนธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง ในธรรมเนียมไทยนั้น ผู้เป็นแม่มักเปรียบดั่ง ‘หัวใจ’ ของครอบครัว และการยกย่องให้เกียรติแม่ในฐานะผู้ดูแลหลักถือเป็นทั้งจุดแข็งและพร้อมกันนั้นก็เป็นความท้าทายในสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ในขณะที่ผู้หญิงไทยยังคงมีบทบาทสำคัญในตลาดแรงงาน และคุณพ่อชาวไทยจำนวนไม่น้อยก็เลือกที่จะลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรหรือทำงานในรูปแบบที่ยืดหยุ่นมากขึ้น ความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงเชิงสถาบันจึงกลายเป็นเรื่องที่ต้องเร่งจัดการ คำพูดติดปากอย่าง “เดี๋ยวแม่ก็รู้เอง” หรือ “ถามแม่สิ แม่รู้ดีที่สุด” มักจะได้ยินซ้ำๆ ในครอบครัวไทยนับไม่ถ้วน สะท้อนเรื่องราวจากบทความของ The Atlantic ในสหรัฐฯ ได้เป็นอย่างดี และยังสอดรับกับบริบทของบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นในหมู่บ้านต่างจังหวัดหรือคอนโดมิเนียมใจกลางกรุงเทพฯ

เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญได้เสนอแนะแนวทางปฏิบัติหลายประการสำหรับทั้งสถาบันต่างๆ และตัวครอบครัวเอง ประการแรก โรงเรียนและคลินิกควรทบทวนและปรับปรุงขั้นตอนการติดต่อ โดยคำนึงถึงบทบาทการดูแลลูกของทั้งพ่อและแม่ รวมถึงการปรับปรุงซอฟต์แวร์ให้ทันสมัยหากจำเป็น และมีช่องทางที่ชัดเจนให้ครอบครัวสามารถระบุผู้ติดต่อที่ต้องการได้ ภาคธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐของไทยควรส่งเสริมการลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรสำหรับพ่ออย่างยืดหยุ่น ในขณะที่กระทรวงศึกษาธิการก็สามารถให้คำแนะนำเพื่อให้การสื่อสารของโรงเรียนสอดคล้องกับโครงสร้างครอบครัวยุคใหม่ได้ การรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ โดยใช้เรื่องราวที่เข้าใจง่ายผ่านสื่อไทยและโซเชียลมีเดีย สามารถช่วยปรับเปลี่ยนภาพจำเดิมๆ และเสริมพลังให้ครอบครัวกล้าที่จะเรียกร้องการปฏิบัติที่เท่าเทียมยิ่งขึ้น คำแนะนำที่นำไปปรับใช้ได้จริง เช่น การหมั่นตรวจสอบให้แน่ใจว่าข้อมูลติดต่อของทั้งพ่อและแม่กับโรงเรียนและสถานพยาบาลเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ การเปิดใจพูดคุยกันถึงบทบาทการดูแลลูกภายในครอบครัว และการเป็นแบบอย่างที่ดีด้านความเท่าเทียมทางเพศให้ลูกเห็น

ท้ายที่สุดแล้ว ในขณะที่ครอบครัวทั้งในประเทศไทยและทั่วโลกต่างกำลังมองหาความสมดุลที่มากขึ้น ทั้งแม่และพ่อต่างก็ต้องการให้สถาบันและชุมชนรอบข้างตระหนักถึงบทบาทที่เปลี่ยนไปของพวกเขาเช่นกัน การแก้ไขปัญหา ‘ผู้ปกครองหลักโดยปริยาย’ จึงไม่ใช่แค่การปรับปรุงแบบฟอร์มหรือซอฟต์แวร์เท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงการท้าทายความเชื่อและสมมติฐานเดิมๆ ที่หยั่งรากลึกมานาน เพื่อสร้างสังคมที่เคารพและตอบโจทย์ความต้องการของทุกครอบครัวได้อย่างแท้จริง