งานวิจัยชิ้นใหม่ๆ กำลังพลิกมุมมองเดิมๆ ที่มองว่าภาษาอังกฤษเป็นดั่ง “ภาษาเพชฌฆาต” คอยทำลายล้างความหลากหลายทางภาษาของโลก ผลการศึกษาล่าสุด ตามที่ ลอรา สปินนีย์ (Laura Spinney) ได้นำเสนอไว้ในบทความชิ้นใหม่ของเธอบนเว็บไซต์ Big Think ชี้ว่า แม้ภาษาอังกฤษจะยังคงมีอิทธิพลสูงอย่างไม่อาจปฏิเสธ แต่การแผ่ขยายและผลกระทบต่อภาษาอื่นนั้นซับซ้อนกว่าที่คิดกันไว้มาก แทนที่จะมองว่าเป็นแค่การทำลายล้างหรือการครอบงำ นักวิจัยปัจจุบันมองว่าภาษาอังกฤษนั้นมีทั้งการผสมผสานกลมกลืนและแตกหน่อต่อยอด พูดง่ายๆ คือ ขณะเดียวกันก็เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดภาษาลูกผสมใหม่ๆ ขึ้น ทั้งยังมีบทบาทเฉพาะตัวที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอในสังคมพหุภาษาทั่วโลก ความเข้าใจใหม่นี้สำคัญอย่างยิ่งต่อผู้อ่านชาวไทย นักการศึกษา และผู้กำหนดนโยบาย ที่กำลังพิจารณาบทบาทของภาษาอังกฤษในภูมิภาคที่เปิดรับความเป็นสากลอย่างรวดเร็ว
ภาษาอังกฤษเริ่มมีบทบาทโดดเด่นขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงทศวรรษ 1980 โดยกลายเป็นผู้ที่ได้รับอานิสงส์หลักจากกระแสโลกาภิวัตน์ และตอกย้ำสถานะความเป็นภาษากลางระดับโลกอย่างแท้จริงเป็นภาษาแรก (Big Think) นักวิจารณ์บางรายถึงกับขนานนามว่าเป็น “ภาษาเพชฌฆาต” ด้วยความกังวลว่าภาษาเล็กภาษาน้อยกำลังจะถูกกลืนหายไป อย่างไรก็ตาม นักภาษาศาสตร์ผู้ทรงคุณวุฒิจากมหาวิทยาลัยชิคาโก อย่าง ซาลิโคโค มูฟเวเน (Salikoko Mufwene) แย้งว่าคำเรียกนี้สร้างความเข้าใจผิด เขาระบุว่า “ภาษาอังกฤษขยายตัวในฐานะภาษากลางเป็นหลัก โดยเข้าไปแทนที่ภาษากลางอื่นๆ เช่น ภาษาสวาฮีลีในแอฟริกา หรือภาษามลายูในเอเชีย… แต่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อภาษาแม่ที่ผู้คนใช้ในชีวิตประจำวันในท้องถิ่นเหล่านั้น” นั่นหมายความว่า นอกทวีปยุโรปที่การใช้ภาษาเดียวเป็นบรรทัดฐานมานาน การใช้สองภาษาหรือหลายภาษายังคงเป็นเรื่องปกติ นักภาษาศาสตร์ผู้นี้ชี้ว่า วาทกรรม “ภาษาเพชฌฆาต” นั้นมาจากมุมมองแบบยุโรปเป็นศูนย์กลาง ไม่ได้สะท้อนความหลากหลายของการใช้ภาษาในภูมิภาคอื่น
อนาคตของภาษาอังกฤษนั้นไม่ได้แน่นอนตายตัวอย่างที่หลายคนคิด นิโคลัส อีแวนส์ (Nicholas Evans) นักภาษาศาสตร์ชาวออสเตรเลีย ตั้งข้อสังเกตว่าภาษาอังกฤษกำลัง “แตกแขนงออกไปเป็นภาษาต่างๆ จนวันหนึ่งอาจจะไม่สามารถรับรู้ได้ว่าเป็นภาษาเดียวกันอีกต่อไป” แม้ภาษาละตินจะแตกแขนงออกเป็นกลุ่มภาษาโรมานซ์หลังการล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน แต่ภาษาอังกฤษอาจรอดพ้นชะตากรรมนั้นได้ด้วยอิทธิพลของสื่อมวลชน โทรทัศน์ อินเทอร์เน็ต และโซเชียลมีเดีย ซึ่งทำให้ผู้ใช้ภาษาทั่วโลกได้สัมผัสกับภาษาอังกฤษรูปแบบการเขียนที่เป็นมาตรฐาน สิ่งนี้ช่วยต้านทานแรงผลักดันที่มักทำให้ภาษาถิ่นเปลี่ยนแปลงไป นักภาษาศาสตร์ชาวออสเตรเลียอธิบายว่า “ภาษาอังกฤษอาจเข้าสู่สภาวะทวิภาษณ์ (diglossia)” ซึ่งหมายถึงภาวะที่รูปแบบการเขียนมาตรฐานแตกต่างจากภาษาพูดที่หลากหลาย แต่ทุกรูปแบบยังคงผูกพันกันเป็นภาษาเดียว
มุมมองที่ลึกซึ้งนี้มีความสำคัญต่อการถกเถียงประเด็นภาษาใกล้สูญ จากจำนวนภาษาพูดเกือบ 7,000 ภาษาทั่วโลก เกือบครึ่งหนึ่งจัดอยู่ในภาวะใกล้สูญ บางงานวิจัยคาดการณ์ว่าราว 1,500 ภาษาอาจสาบสูญไปภายในสิ้นศตวรรษนี้ (Ethnologue) จึงเกิดคำถามเร่งด่วนเกี่ยวกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูภาษา สปินนีย์ชี้ว่าความพยายามฟื้นฟูภาษา เช่น ในเวลส์และไอร์แลนด์ ให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันไป ตัวอย่างเช่น แม้ได้รับการสนับสนุนจากภาคประชาชนอย่างแข็งขันและมีการสอนภาษามานานหลายสิบปี แต่ในปี 2565 มีชาวเวลส์เพียงราวร้อยละ 20 ที่ระบุว่าใช้ภาษาเวลส์ ถึงกระนั้น ภาษาเวลส์ก็ยังถือเป็นภาษาในกลุ่มเคลติกที่ยังคงแข็งแกร่งที่สุด ส่วนความพยายามฟื้นฟูภาษาไอริช ซึ่งปัจจุบันมีผู้พูดเป็นส่วนน้อย กลับสะท้อนอิทธิพลของภาษาอังกฤษอย่างมาก จนผู้เชี่ยวชาญบางคนมองว่าเป็นภาษาลูกผสมรูปแบบใหม่
แม้สถิติจะดูน่าหวั่นใจ แต่นักภาษาศาสตร์บางคนเตือนว่ายังไม่ควรถอดใจ ในอดีต หลายภาษาสามารถอยู่รอดได้แม้มีผู้พูดเพียง 1,000 คน ดร. กิลอัด ซูคเคอร์มันน์ (Ghil’ad Zuckermann) นักภาษาศาสตร์ชาวอิสราเอล ให้ทัศนะว่าการฟื้นฟูภาษาไม่ควรวัดผลจากจำนวนผู้พูดเพียงอย่างเดียว แต่ควรดูว่าคนรุ่นใหม่ใช้ภาษานั้นเป็นเครื่องมือสร้างสรรค์ชีวิตทางวัฒนธรรมที่เปี่ยมสีสันหรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้น การฟื้นฟูที่สำเร็จทุกครั้งย่อมนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางภาษา ซูคเคอร์มันน์ยืนยันว่า “แทนที่ภาษาฮีบรูจะได้รับการฟื้นฟู กลับกลายเป็นภาษาลูกผสมฮีบรู-ยุโรปใหม่ที่ถือกำเนิดขึ้น เขาเรียกมันว่า ภาษาอิสราเอล” สิ่งนี้สะท้อนแนวโน้มทั่วโลก ที่ภาษาซึ่งได้รับการฟื้นฟูและภาษาใกล้สูญมีการปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อความต้องการและแรงกดดันในยุคปัจจุบัน
แล้วเหตุใดภาษาต่างๆ จึงถูกละเลยตั้งแต่แรก? ภาษาไม่อาจแยกขาดจากความเป็นจริงทางสังคมและเศรษฐกิจที่ผู้พูดต้องประสบ ดังที่สปินนีย์ตั้งข้อสังเกตว่า “ภาษาเป็นเครื่องมือ มันจะมีชีวิตอยู่ตราบเท่าที่ยังมีประโยชน์ ตราบเท่าที่มันช่วยเปิดประตูโอกาสให้ผู้พูด และช่วยให้พวกเขายกระดับชีวิตของตนเองได้” ดังนั้น กลยุทธ์การฟื้นฟูภาษาใดๆ จึงไม่เพียงแต่ต้องแก้ปัญหาเรื่องการเรียนการสอนเท่านั้น แต่ยังต้องครอบคลุมถึงความเหลื่อมล้ำทางสังคมและแรงจูงใจในภาพรวมด้วย (Big Think) ปัจจุบัน ขบวนการด้านภาษาที่ประสบความสำเร็จมุ่งเน้นทำความเข้าใจถึงรากเหง้าของปัญหาก่อน นั่นคือ เหตุใดชุมชนต่างๆ จึงอาจหันไปใช้ภาษาที่มีอิทธิพลมากกว่า เช่น ภาษาอังกฤษ ก่อนที่จะเสนอแนวทางแก้ไข
สถิติต่างๆ ก็อาจไม่ได้สะท้อนภาพที่ชัดเจนเสมอไป การวัดการตายของภาษานั้นซับซ้อน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของภาษาเกิดขึ้นตลอดเวลาและมักไม่ได้รับการบันทึกไว้ นิยามของภาษา “ใหม่” นั้นเป็นเรื่องอัตวิสัยพอๆ กับเกณฑ์ในการนับการตายของภาษา การเปลี่ยนแปลงทางภาษาที่เกิดขึ้นจริงมักจะไม่เป็นที่สังเกตเห็นของนักวิชาการจนกว่าเวลาจะผ่านไประยะหนึ่ง
สำหรับประเทศไทย ซึ่งมองว่าทักษะภาษาอังกฤษจำเป็นอย่างยิ่งต่อการแข่งขันในเวทีโลก แต่ขณะเดียวกันก็กังวลว่าอาจเป็นภัยต่อเอกลักษณ์วัฒนธรรมไทย งานวิจัยนี้จึงน่าสนใจในหลายมิติ การแพร่หลายของภาษาอังกฤษในไทยไม่ได้ลบล้างภาษาท้องถิ่น แต่กลับอยู่ร่วมกันเสียเป็นส่วนใหญ่ ในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะภาคอีสานและภาคเหนือ การใช้สองภาษาคือภาษาไทยและภาษาถิ่น (เช่น ภาษาอีสาน คำเมือง ภาษาล้านนา หรือแม้แต่ภาษาเขมรบางถิ่น) ยังคงเข้มแข็ง (กระทรวงศึกษาธิการ) ปัจจุบัน บุคลากรทางการศึกษาและนักขับเคลื่อนด้านภาษากำลังผลักดันแนวทางการใช้สามภาษา โดยมุ่งส่งเสริมความสามารถทั้งในภาษาถิ่น ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ เพื่อรักษามรดกทางวัฒนธรรมพร้อมเปิดประตูสู่โอกาสในอนาคต
ในอดีต สังคมไทยภาคภูมิใจในความสามารถในการปรับตัว สถาบันหลักทางภาษาของประเทศ (ซึ่งในปัจจุบันคือสำนักงานราชบัณฑิตยสภา) และหน่วยงานทางวิชาการอื่นๆ ได้ส่งเสริมทั้งภาษาไทยมาตรฐานและภาษาถิ่นมาอย่างต่อเนื่อง ในช่วงการปฏิรูปประเทศครั้งสำคัญๆ ในอดีตเพื่อมุ่งสู่ความทันสมัย และอีกครั้งในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ภาษาอังกฤษถูกนำมาใช้อย่างมีแบบแผนเพื่อพัฒนาการทูตและการเติบโตทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพื่อแทนที่ภาษาแม่ แต่เป็นเครื่องมือคู่ขนาน (สำนักงานราชบัณฑิตยสภา) การสร้างสมดุลเช่นนี้ช่วยอธิบายว่าเหตุใดสำหรับคนไทยส่วนใหญ่ ภาษาอังกฤษจึงมักทำหน้าที่เสริมสร้างอัตลักษณ์ท้องถิ่น มากกว่าที่จะบั่นทอน
เมื่อมองไปข้างหน้า แนวโน้มทั่วโลกดูจะชัดเจนขึ้น กล่าวคือ โอกาสที่เราจะเห็นการสูญสิ้นของภาษาท้องถิ่นมีน้อยลง แต่มีแนวโน้มมากขึ้นที่จะเห็นรูปแบบใหม่ๆ ของการผสมผสานทางภาษาและการอยู่ร่วมกัน ผลการศึกษาล่าสุดพบว่า คนรุ่นใหม่ชาวไทยในเมืองใช้ภาษาอังกฤษไม่เพียงเพื่อการทำงานเท่านั้น แต่ยังใช้สลับกับภาษาไทยในวงสังคม เพื่อแสดงออกถึงการศึกษาและความเป็นสากล ขณะที่ยังคงรักษาความเป็นไทยของตนไว้ (บางกอกโพสต์) แอปพลิเคชันสอนภาษา ยูทูบ และกลุ่มแฟนคลับเคป๊อป ยิ่งเป็นตัวเร่งแนวโน้มเหล่านี้ โดยภาษาอังกฤษถูกนำมาผสมผสานกับภาษาไทยทั้งในโลกดิจิทัลและในห้องเรียน
สำหรับผู้มีอำนาจกำหนดนโยบายของไทย งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นความจำเป็นในการปรับนโยบายการศึกษาด้านภาษา แทนที่จะมองภาษาอังกฤษเป็นภัยคุกคาม เป้าหมายควรเป็นการใช้ประโยชน์จากพลังของภาษาอังกฤษในฐานะสะพานเชื่อม พร้อมๆ กับเพิ่มการสนับสนุนภาษาท้องถิ่นและเนื้อหาทางวัฒนธรรมอย่างจริงจัง แนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ การสร้างสรรค์หลักสูตรที่เน้นความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรม การส่งเสริมสื่อภาษาท้องถิ่น และการลงทุนฝึกอบรมครูเพื่อรองรับการใช้หลายภาษา (ยูเนสโก กรุงเทพฯ) สำหรับผู้ปกครอง ผู้นำชุมชน และองค์กรทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้อง ข้อคิดที่นำไปปรับใช้ได้ชัดเจนคือ การปลูกฝังความใฝ่รู้และความภาคภูมิใจในภาษาถิ่นของตนเองตั้งแต่ในบ้าน พร้อมกับยอมรับความยืดหยุ่นและประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ภาษาอังกฤษสามารถมอบให้
โดยสรุปแล้ว ภาษาอังกฤษไม่ใช่ทั้งผู้ร้ายหรือพระเอกในเรื่องราวของโลกที่มองได้อย่างผิวเผิน การเติบโตและแพร่หลายของภาษาอังกฤษสะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งกว่านั้น ทั้งในมิติเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสังคมการเมือง ซึ่งล้วนส่งผลทั้งในแง่คุกคามและสร้างแรงบันดาลใจต่อความหลากหลายทางภาษาของโลก แทนที่จะคร่ำครวญถึงการมุ่งไปสู่ความเป็นหนึ่งเดียวทางภาษา คนไทยสามารถร่วมยินดีและมีส่วนร่วมในยุคใหม่แห่งความยืดหยุ่นทางพหุภาษา ซึ่งนับเป็นหน้าใหม่ที่เปี่ยมความหวังในวิวัฒนาการของภาษา