งานวิจัยล่าสุดชี้ว่า การเปลี่ยนบรรยากาศการทำงานบ่อยๆ หรือการโยกย้ายไปทำงานในหลากหลายสถานที่ สามารถกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างมาก ไม่เพียงแค่นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคนในแวดวงสร้างสรรค์อื่นๆ ที่สามารถจุดประกายผลงานชิ้นเอกได้เร็วกว่าเดิมหลายปีเมื่อเทียบกับการปักหลักทำงานอยู่ที่เดียว ผลการศึกษาที่วิเคราะห์จากชีวิตของนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลนี้ กำลังจุดประเด็นให้สังคมไทย โดยเฉพาะในหมู่นักวิจัย ศิลปิน และนักสร้างสรรค์ ตั้งคำถามว่าเราจะใช้ประโยชน์จากการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมการทำงานเพื่อสร้างความได้เปรียบได้อย่างไร การค้นพบครั้งนี้อาจส่งผลสะเทือนต่อแวดวงการศึกษา อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และงานวิจัยของไทย ในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังมุ่งมั่นสร้างชื่อเสียงระดับโลกทั้งในด้านวิทยาศาสตร์และศิลปะ

งานวิจัยชิ้นนี้ ตีพิมพ์ในวารสาร International Economic Review โดยทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตต มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก อาบูดาบี และสำนักงานวิเคราะห์เศรษฐกิจแห่งสหรัฐอเมริกา ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลยาวนานหลายทศวรรษของผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมี การแพทย์ และฟิสิกส์ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1901 ถึง 2003 (Neuroscience News) พวกเขาพบว่า นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลที่ย้ายสถานที่ทำงานบ่อยครั้ง หรือทำงานในหลายสถาบัน สามารถเริ่มต้นงานวิจัยที่นำไปสู่รางวัลได้เร็วกว่ากลุ่มที่ทำงานอยู่ในสถาบันเดียวถึง 2.6 ปี ทีมวิจัยชี้ว่า การได้สัมผัสกับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ เพื่อนร่วมงานกลุ่มใหม่ และแนวคิดที่แตกต่าง ช่วยให้เกิดการหลอมรวมมุมมองที่ไม่ซ้ำใคร ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนความก้าวหน้าทางความคิดสร้างสรรค์

งานวิจัยนี้ยิ่งน่าสนใจสำหรับบริบทของประเทศไทย ซึ่งตั้งเป้าบ่มเพาะบุคลากรผู้สร้างสรรค์ระดับโลกในหลากหลายแขนง มหาวิทยาลัยชั้นนำ หน่วยงานรัฐ และภาคเอกชนต่างทุ่มเทงบประมาณเพื่อพัฒนาศักยภาพคนในชาติและดึงดูดผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง สำหรับนักวิจัย ศิลปิน และคนทำงานรุ่นใหม่ของไทยจำนวนมาก การตระหนักถึงคุณค่าของการ ‘โยกย้ายทางปัญญา’ อาจนำไปสู่การปรับเปลี่ยนแผนการทำงาน กลยุทธ์การหาทุนสนับสนุน รวมถึงนโยบายเกี่ยวกับการลาเพื่อทำวิจัย หรือการสร้างความร่วมมือระหว่างสถาบัน

ผลการศึกษาชี้ว่า การโยกย้ายช่วยเร่งกระบวนการสร้างสรรค์ของนักวิทยาศาสตร์ผ่านการส่งเสริม “นวัตกรรมแบบผสมผสาน” (recombinant innovation) ซึ่งเป็นกระบวนการที่การเปิดรับแนวคิดหลากหลายและแปลกใหม่ ทำให้คนเรามีแนวโน้มที่จะผสมผสานองค์ความรู้ในรูปแบบใหม่ๆ ได้ดียิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น การย้ายที่ทำงานใหม่ทุกๆ สองปี สัมพันธ์กับการลดระยะเวลาในการริเริ่มงานวิจัยระดับรางวัลโนเบลลงได้ถึงราวสองปี การลาเพื่อทำวิจัย การเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ และความร่วมมือกับศูนย์วิจัยระดับโลกอย่างเซิร์น (CERN) ก็ให้ผลลัพธ์ในทำนองเดียวกัน แม้ในกรณีที่นักวิทยาศาสตร์ต้องแบ่งเวลาระหว่างมหาวิทยาลัยต้นสังกัดกับห้องปฏิบัติการชั้นนำในต่างแดน

ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตต หนึ่งในผู้ร่วมวิจัย อธิบายในรายงานว่า “พวกเขาได้ยินแนวคิดที่น่าสนใจจากที่หนึ่ง และแนวคิดที่แตกต่างออกไปจากอีกที่หนึ่ง แล้วพวกเขาก็นำสิ่งเหล่านี้มาผสมผสานกันในรูปแบบใหม่ๆ ที่สำคัญคือ หากพวกเขาปักหลักอยู่เพียงที่เดียว กระบวนการนี้อาจใช้เวลานานกว่ามาก หรืออาจไม่เกิดขึ้นเลยด้วยซ้ำ” ศาสตราจารย์ท่านเดิมเสริมว่า “คุณมีแนวโน้มที่จะคิดค้นไอเดียใหม่ๆ ที่ยอดเยี่ยมได้มากขึ้น หากคุณเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ พบปะผู้คนใหม่ๆ สั่งสมประสบการณ์ใหม่ๆ และได้สัมผัสกับวิธีคิดที่หลากหลาย” (Neuroscience News)

การวิเคราะห์เชิงเศรษฐมิติชี้ว่า สำหรับนักวิทยาศาสตร์ที่อาจต้องใช้เวลานานถึงสิบปีในการเริ่มต้นงานวิจัยจนคว้ารางวัล การย้ายที่ทำงานบ่อยครั้งช่วยลดระยะเวลานั้นลงได้เกือบหนึ่งในสี่ แม้แต่การย้ายที่ไม่บ่อยเท่า เช่น ทุกๆ ห้าปี ก็ยังช่วยร่นระยะเวลาในการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นสำคัญลงได้ 0.7 ปี ผลการวิจัยนี้สอดคล้องกันในทุกสาขาของรางวัลโนเบลและในทุกช่วงเวลา ซึ่งบ่งชี้อย่างชัดเจนถึงประโยชน์ของการโยกย้ายต่อความคิดสร้างสรรค์ ชุดข้อมูลที่สมบูรณ์ของงานวิจัยนี้เปิดโอกาสให้นักวิจัยสามารถติดตามการเดินทาง เส้นทางอาชีพ และหมุดหมายสำคัญในงานวิจัยของผู้ได้รับรางวัลได้อย่างละเอียด ซึ่งถือเป็นหลักฐานที่หนักแน่นถึงความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างการเปลี่ยนสถานที่ทำงานกับการเร่งสร้างนวัตกรรม

ประเด็นสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้กำหนดนโยบาย นักการศึกษา และผู้นำสถาบันในไทยคือ ผลการวิจัยเหล่านี้ชี้ว่า การรวมกลุ่มคนเก่งไว้ในสถาบันชั้นนำเพียงแห่งเดียวในประเทศ อาจไม่เพียงพอสำหรับการสร้างสรรค์นวัตกรรมระดับโลก การได้สัมผัสกับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ทั้งทางกายภาพและทางปัญญาดูเหมือนจะเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ ทีมผู้เขียนงานวิจัยได้เปรียบเทียบผลการค้นพบของพวกเขากับทฤษฎีที่เชื่อกันอย่างแพร่หลายว่าด้วยประโยชน์ของศูนย์รวมงานวิจัย หรือกลุ่มก้อนความรู้ (research clusters) เช่น ซิลิคอนแวลลีย์ หรือเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ แม้ว่าศูนย์กลางเหล่านี้จะสามารถจุดประกาย “การไหลล้นของความคิดสร้างสรรค์” (creative spillovers) ในหมู่เพื่อนร่วมงานในพื้นที่ได้ แต่ประโยชน์ดังกล่าวจะค่อยๆ ลดน้อยลงเมื่อเวลาผ่านไป เพราะมุมมองที่ใช้ร่วมกันจะเริ่มหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน “พอเวลาผ่านไปสักพัก คุณก็ได้คุยกับทุกคนหมดแล้ว และคุณก็เริ่มมีความเข้าใจร่วมกันว่าอะไรๆ มันเป็นยังไง” นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตตกล่าว “คุณก็จะมีโอกาสน้อยลงที่จะคิดค้นอะไรใหม่ๆ ที่ยิ่งใหญ่ได้ เว้นแต่คุณจะได้ออกไปเจอชุดความคิดใหม่ๆ ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน”

ในบริบทของไทย แม้ว่ามหาวิทยาลัยชั้นนำอย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จะพยายามสร้างกลุ่มวิจัยให้ทัดเทียมระดับโลก แต่ก็ยังคงมีวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับความผูกพันต่อสถาบันและการทำงานในที่เดียวเป็นระยะเวลานาน สำหรับนักวิจัยไทยจำนวนไม่น้อย การย้ายห้องปฏิบัติการ เปลี่ยนจังหวัด หรือไปใช้ชีวิตทำงานส่วนใหญ่ในต่างแดน อาจเป็นเรื่องท้าทายทั้งในแง่สังคมและระเบียบราชการ ในแวดวงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ก็เช่นกัน ศิลปินและนักออกแบบรุ่นใหม่ของไทยมักพูดถึงความจำเป็นในการออกไปหาประสบการณ์ในต่างประเทศ แต่ก็ต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญทั้งด้านการเงินและการจัดการ

ในอดีต นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ และผู้สร้างสรรค์ผลงานทางวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงของไทยหลายท่าน ต่างยกให้ประสบการณ์ในต่างแดน ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่ไปศึกษาต่อ เป็นอาจารย์รับเชิญ หรือเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยน เป็นปัจจัยสำคัญที่หล่อหลอมโลกทัศน์และเสริมสร้างผลงานสร้างสรรค์ของตน อย่างไรก็ตาม ในสังคมไทยกระแสหลัก ความมั่นคงในระยะยาวและการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคยยังคงเป็นค่านิยมที่ได้รับความนิยม ซึ่งบางครั้งอาจต้องแลกมาด้วยการชะลอความก้าวหน้าส่วนตัวหรือในอาชีพการงาน

ที่สำคัญ งานวิจัยชิ้นนี้ยังตอกย้ำว่า ข้อได้เปรียบจากการโยกย้ายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่นักวิทยาศาสตร์ระดับรางวัลโนเบลเท่านั้น ทีมผู้เขียนงานวิจัยให้ความเห็นว่า “ผมคิดว่าหลักการเดียวกันนี้น่าจะใช้ได้กับจิตรกรและศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ รวมถึงใครก็ตามในสายงานสร้างสรรค์ อัจฉริยภาพของพวกเขามาจากการคิดค้นแนวคิดใหม่ๆ และถ่ายทอดมันออกมาในรูปแบบใหม่ๆ ซึ่งการย้ายที่ทำงานและการพบปะผู้คนที่มีความคิดแตกต่างออกไปย่อมเป็นประโยชน์” นี่ชี้ให้เห็นว่า การเปิดโลกทัศน์ทางปัญญาและวัฒนธรรมของตนเอง สามารถสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าให้แก่ผู้ประกอบการ ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพ นักการศึกษา และบุคลากรในระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยได้เช่นกัน

เมื่อพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทย ก็มีแนวทางที่น่าสนใจหลายประการ การส่งเสริมการลาเพื่อทำวิจัย โครงการแลกเปลี่ยนระหว่างมหาวิทยาลัยที่มีระบบชัดเจน และความร่วมมือในภาคอุตสาหกรรมกับบริษัทต่างชาติ อาจช่วยเร่งการสร้างนวัตกรรมในสาขาสะเต็ม (STEM) และสาขาอื่นๆ ได้ สำหรับศิลปิน นักออกแบบ และคนทำงานสร้างสรรค์ชาวไทย การจัดสรรทุนสนับสนุนและทุนวิจัยเพิ่มเติมที่เน้นการทำงานในสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย อาจเป็นกุญแจสำคัญในการปลดปล่อยศักยภาพเชิงสร้างสรรค์ใหม่ๆ ผู้นำองค์กรในภาคส่วนนวัตกรรมของไทยอาจนำข้อค้นพบนี้ไปปรับใช้ โดยส่งเสริมนโยบายภายในองค์กรและเส้นทางอาชีพที่ให้คุณค่ากับประสบการณ์ที่หลากหลายทั้งในและต่างประเทศ

ถึงกระนั้น การส่งเสริมการโยกย้ายในระบบของไทยก็ยังคงเผชิญกับความท้าทาย นักวิจัยชี้ให้เห็นถึงอุปสรรคด้านระเบียบราชการที่ซับซ้อนสำหรับบุคลากรภาครัฐในการไปทำงานในสถาบันอื่นหรือในต่างประเทศ ข้อผูกพันตามสัญญาที่ไม่ยืดหยุ่น และบางครั้งก็มีแรงต้านทางวัฒนธรรมต่อแนวคิดที่ว่าความก้าวหน้าทางความคิดสร้างสรรค์จำเป็นต้อง “รบกวน” ระบบการทำงานที่มั่นคงอยู่เดิม ผู้กำหนดนโยบายและผู้นำสถาบันอาจต้องทบทวนอุปสรรคเหล่านี้ เพื่อให้แน่ใจว่าบุคลากรหัวกะทิของไทยสามารถเข้าถึงพลังสร้างสรรค์ที่เพิ่มพูนขึ้นจากการได้สัมผัสประสบการณ์และสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ได้อย่างเต็มศักยภาพ

มองไปในอนาคต ทีมผู้เขียนงานวิจัยตั้งข้อสังเกตว่า งานวิจัยชิ้นต่อไปควรศึกษาบทบาทของประสบการณ์ระยะสั้น เช่น การลาเพื่อทำวิจัย การเข้าร่วมประชุม หรือแม้แต่ความร่วมมือทางไกล ว่ามีผลต่อความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมอย่างไร ในยุคที่การเชื่อมต่อทางดิจิทัลแพร่หลายมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการระบาดใหญ่ของโควิด-19 คนทำงานชาวไทยจำนวนมากอาจได้รับประโยชน์จากการสัมผัสแนวคิดใหม่ๆ โดยไม่จำเป็นต้องย้ายถิ่นฐานถาวร อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้พบว่า ประโยชน์ด้านความคิดสร้างสรรค์ที่เด่นชัดที่สุดยังคงเชื่อมโยงกับการเคลื่อนย้ายทางกายภาพและการได้เข้าไปสัมผัสประสบการณ์จริงในสภาพแวดล้อมใหม่ๆ โดยตรง

ข้อคิดที่นำไปปรับใช้ได้สำหรับผู้อ่านชาวไทยผู้มีความมุ่งมั่นนั้นชัดเจน: จงมองหาโอกาสในการทำงาน ศึกษา หรือร่วมมือในสถานที่ใหม่ๆ ทุกครั้งที่ทำได้ สิ่งนี้ใช้ได้กับทั้งนักศึกษาที่กำลังพิจารณาโครงการแลกเปลี่ยน นักวิจัยที่กำลังผลักดันความร่วมมือระหว่างสถาบัน หรือนักสร้างสรรค์ที่ต้องการค้นหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ไม่ว่าจะในต่างแดนหรือในภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศ บริษัทและองค์กรในไทยก็ควรพิจารณาสร้างแรงจูงใจให้เกิดการทำงานข้ามสถานที่และลดอุปสรรคต่อการโยกย้ายในเส้นทางอาชีพเช่นกัน

สำหรับทั้งคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นเส้นทางอาชีพและผู้กำหนดนโยบาย บทเรียนจากผู้ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในแวดวงวิทยาศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า แนวคิดที่ยอดเยี่ยมมักไม่ได้เติบโตในสภาพแวดล้อมที่จำกัด การเริ่มต้นใหม่ ความแปลกใหม่ และความหลากหลาย ซึ่งมักพบได้เมื่อออกห่างจากสภาพแวดล้อมเดิมๆ จะช่วยจุดประกายจินตนาการและเปิดประตูสู่ความสำเร็จที่ก้าวล้ำ ดังคำกล่าวของนักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตตที่ว่า “การก้าวออกไปสู่สภาพแวดล้อมที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง บริบทใหม่ๆ อาจช่วยให้คนที่มีหัวคิดสร้างสรรค์สามารถคิดในมุมมองใหม่ๆ ได้”

สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานวิจัยได้ที่ Neuroscience News และ International Economic Review สำหรับงานวิจัยต้นฉบับ