ผลการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้นเริ่มออกมาเตือนถึงผลกระทบทางจิตใจที่เกิดจากการถูกจับตามองอยู่ตลอดเวลา ชี้ว่าการถูกจับตามองอยู่ตลอด ไม่ว่าจะในโลกจริงหรือโลกออนไลน์ อาจกำลังกัดกร่อนสมาธิและความสามารถในการจดจำของเราอย่างช้าๆ งานวิจัยล่าสุดเผยให้เห็นว่า ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่ความรู้สึกอึดอัดไม่สบายใจ แต่ยังลามไปถึงการทำงานของสมองในระดับจิตใต้สำนึก และอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของเราในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน การเรียน หรือแม้แต่ความสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้าง (NewsNationNow, The Hill, LiveScience)

ในโลกยุคปัจจุบันที่กล้องวงจรปิดมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง มีการติดตามร่องรอยทางดิจิทัล โบรกเกอร์ข้อมูลผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด แถมแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ก็กระตุ้นหรือกดดันให้เราเปิดเผยชีวิตส่วนตัว ความรู้สึกเหมือนถูกจับจ้องอยู่ตลอดเวลาจึงกลายเป็นเรื่องที่ยากจะหลีกหนี ยิ่งสำหรับคนไทยที่คุ้นชินกับกล้องวงจรปิดเกลื่อนเมืองในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ๆ ร่องรอยดิจิทัลก็เพิ่มจำนวนขึ้นทุกวี่ทุกวัน ไหนจะการทำงานจากที่บ้านหรือเรียนออนไลน์ที่กลายเป็นเรื่องปกติ ผลวิจัยเหล่านี้จึงเป็นเรื่องใกล้ตัวอย่างยิ่ง แนวคิดนี้ไม่ต่างอะไรกับ “แพนออปติคอน” คุกที่ออกแบบโดยนักปรัชญา เจเรมี เบนแธม ซึ่งโครงสร้างของมันทำให้นักโทษรู้สึกเหมือนถูกจับตามองตลอดเวลาจนต้องควบคุมพฤติกรรมตัวเองฉันใด “แพนออปติคอนยุคใหม่” ที่เกิดจากการสอดแนมทั้งในโลกจริงและโลกดิจิทัลก็สร้างแรงกดดันทางใจคล้ายๆ กันฉันนั้น

หนึ่งในงานวิจัยล่าสุดที่เพิ่งมีรายงานข่าวออกมา พบว่ากระบวนการรับรู้ในระดับจิตใต้สำนึกของเราจะเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนเมื่อเรารู้ตัวว่ากำลังถูกจับตามอง ในการทดลองหนึ่ง ผู้เข้าร่วมที่ได้รับโจทย์ให้จดจำใบหน้าคน พบว่าสามารถทำได้เร็วขึ้นเมื่อรู้ตัวว่ามีคนมองอยู่ แต่ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นนี้ก็มีราคาที่ต้องจ่าย นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่าสมองจะตื่นตัวเข้าสู่ภาวะ “สู้หรือหนี” (fight-or-flight) อยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นกลไกการตอบสนองทางวิวัฒนาการที่ออกแบบมาเพื่อรับมือกับภัยคุกคามระยะสั้น แต่จะกลายเป็นโทษหากเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนาน (LiveScience) ความเครียดที่เกิดขึ้นนี้เองที่ไปดึงเอา “พลังสมอง” ส่วนที่จำเป็นสำหรับสมาธิและความจำมาใช้

ที่ผ่านมา การถูกจับตามองมักถูกมองในแง่ดีว่าเป็นเครื่องมือที่ช่วยส่งเสริมพฤติกรรมที่เหมาะสม ก็จริงอยู่ที่ผลการศึกษาทางจิตวิทยาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 (ช่วงปลายปี ค.ศ. 1800) ชี้ว่าการถูกจับตามองช่วยให้คนแสดงพฤติกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมมากขึ้น และปฏิบัติตามบรรทัดฐานของสังคมได้ดีขึ้น เช่น ทิ้งขยะน้อยลงในที่ห้ามทิ้ง หรือโกงน้อยลง แต่ทว่า เมื่องานวิจัยที่ลงลึกและซับซ้อนยิ่งขึ้นเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ ด้านมืดของการถูกจับตามองอย่างต่อเนื่องก็เริ่มเป็นที่สนใจมากขึ้น งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่อ้างอิงใน Scientific American พบว่า ผู้เข้าร่วมการทดลองประสบปัญหาในการทำงานที่ต้องใช้ความจำเฉพาะหน้า (working memory) เมื่อเห็นภาพคนกำลังจ้องมองมาที่พวกเขา เทียบกับกลุ่มที่เห็นภาพคนมองไปทางอื่น แม้แต่สัญลักษณ์นามธรรมที่สื่อเป็นนัยว่ากำลังถูกจับตามอง เช่น รูปทรงเรขาคณิตที่ชี้มาทางผู้ถูกสังเกต ก็สามารถดึงทรัพยากรสมองไปใช้ได้ไม่ต่างจากการถูกจ้องมองจริงๆ

ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในระดับจิตสำนึกเท่านั้น สมองของเราจะจัดลำดับความสำคัญให้กับการประมวลผลสัญญาณทางสังคม เช่น การถูกจ้องมองตรงๆ โดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปรับตัวตามวิวัฒนาการเพื่อตรวจจับภัยคุกคาม หรือคาดเดาเจตนาของคนอื่น ในการทดลองพบว่า ผู้ที่ถูกจับตามองจะประมวลผลใบหน้าและสัญญาณทางสังคมได้เร็วกว่าปกติก็จริง แต่ความเร็วที่เพิ่มขึ้นนี้ อาจต้องแลกมาด้วยความยืดหยุ่นทางความคิดโดยรวมที่ลดลง รวมถึงประสิทธิภาพในการทำงานที่ซับซ้อนหรือต้องใช้เวลานานก็ลดลงไปด้วย (LiveScience) ความเครียดที่สะสมจากความรู้สึกว่าถูกจับตามองอยู่เรื่อยๆ แม้จะไม่ใช่การจับตามองแบบโจ่งแจ้ง ก็อาจส่งผลเสียต่อความจำ ทำให้สมาธิสั้นลง และอาจเพิ่มความวิตกกังวล ซึ่งผลกระทบเหล่านี้สามารถหมักหมมเป็นเวลาหลายปีได้

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตชี้ว่า สำหรับผู้ที่มีภาวะทางจิตเวช เช่น โรคจิตเภท หรือโรควิตกกังวลเกี่ยวกับการเข้าสังคม ผลกระทบอาจยิ่งเลวร้ายลงไปอีก คนกลุ่มนี้มักจะอ่อนไหวต่อการถูกจับตามองเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การที่สังคมสมัยใหม่เต็มไปด้วยการสอดส่องจึงยิ่งเป็นการซ้ำเติมความทุกข์ทรมานของพวกเขา (The Hill) ประเด็นนี้น่ากังวลเป็นอย่างยิ่งในบริบทของประเทศไทย ซึ่งความเข้าใจและการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตยังอยู่ในระยะเริ่มต้น แถมการตีตราจากสังคมก็อาจทำให้หลายคนไม่กล้าที่จะขอความช่วยเหลือ

ในขณะเดียวกัน การนำเครื่องมือสอดส่องมาใช้ในที่ทำงานและสถานศึกษา โดยอ้างเหตุผลว่าเพื่อเพิ่มผลิตภาพหรือป้องกันการทุจริต ก็อาจกลายเป็นเรื่องย้อนแย้งที่ไปบั่นทอนการทำงานของสมองเสียเอง นักวิจัยเตือนว่า เทคโนโลยีติดตามตัวพนักงานแบบดิจิทัลในออฟฟิศ หรือระบบคุมสอบออนไลน์ อาจส่งผลกระทบแบบไม่พึงประสงค์ต่อสมาธิและประสิทธิภาพ ทั้งๆ ที่เทคโนโลยีเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมสิ่งเหล่านั้นแท้ๆ ความเครียดที่เกิดจากการถูกจับตามองอาจทำลายความคิดสร้างสรรค์ ลดทอนความสามารถในการจดจำ และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหมดไฟในการทำงาน (Scientific American)

สำหรับภาคธุรกิจ นักเรียนนักศึกษา ตลอดจนผู้กำหนดนโยบายในประเทศไทย แนวโน้มทั่วโลกที่มุ่งสู่การสอดส่องที่เข้มข้นขึ้นนี้ ย่อมตามมาด้วยคำถามสำคัญในเชิงวัฒนธรรม ค่านิยมแบบกลุ่มนิยมในสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับหน้าตาชื่อเสียง ประกอบกับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างรวดเร็ว อาจยิ่งทำให้แรงกดดันจากการถูกจับตามองตลอดเวลาทวีความรุนแรงขึ้น ตัวอย่างเช่น ในแวดวงการศึกษา เครื่องมือคุมสอบทางไกลที่บังคับให้นักเรียนเปิดกล้องตลอดเวลา อาจเป็นการสร้างความเสียเปรียบโดยไม่ได้ตั้งใจให้กับผู้ที่อ่อนไหวต่อสายตาของสังคม ซึ่งเป็นข้อกังวลที่พบในงานวิจัยทั่วโลก และเชื่อมโยงโดยตรงกับช่วงที่ประเทศไทยปรับตัวสู่การเรียนออนไลน์ในยุคโควิดระบาด

บริบททางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน ในทางพุทธศาสนา “สัมมาสติ” (right mindfulness) ถือเป็นหัวใจหลัก คือการตระหนักรู้ในปัจจุบันขณะ โดยปราศจากความกังวลหรือการหมกมุ่นครุ่นคิดถึงตัวเองมากจนเกินไป แต่การถูกจับตามองจากภายนอกอยู่ตลอด กลับไปกระตุ้นให้เกิด “ความตื่นตัวที่มากเกินพอดี” (hyper-awareness) ในรูปแบบที่อาจเป็นภัย บดบังภาวะจิตใจที่สงบนิ่งและมีสมาธิ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้ที่ลึกซึ้งและการทบทวนตนเอง ประสบการณ์เช่นนี้ไม่ต่างกับการใช้ชีวิตประจำวันโดยมีครูบาอาจารย์หรือหัวหน้างานคอยจ้องมองข้ามไหล่อยู่ตลอดเวลา ซึ่งทุกวันนี้มันได้กลายรูปเป็นแบบดิจิทัล และเป็นสิ่งที่คนไทยจำนวนมากยากจะหลีกพ้น

เมื่อมองไปในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญเสนอว่าสังคมจำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างประโยชน์ที่ได้จากการสอดส่อง เช่น ความปลอดภัยและความโปร่งใสตรวจสอบได้ กับผลกระทบต่อกระบวนการคิดและสติปัญญาที่อาจซ่อนเร้นอยู่ มีข้อเสนอแนะที่เป็นรูปธรรม เช่น ในที่ทำงานควรจำกัดการติดตามที่ไม่จำเป็น ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ของงานมากกว่าการจับตาดูทุกขั้นตอน และจัดให้มีพื้นที่ส่วนตัวเพื่อให้พนักงานสามารถทำงานที่ต้องใช้สมาธิสูงได้ สำหรับสถานศึกษาในไทย อาจต้องพิจารณาสมดุลระหว่างความปลอดภัยกับสุขภาวะที่ดีของนักเรียน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เด็กนักเรียนมีความเครียดสูง เช่น ช่วงสอบเข้ามหาวิทยาลัย การพูดคุยในวงกว้างและการพัฒนานโยบายต่างๆ ควรนำผลกระทบด้านสุขภาพจิตมาพิจารณาร่วมกับประเด็นด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพด้วย ซึ่งเป็นสมดุลที่สำคัญอย่างยิ่งในขณะที่ประเทศไทยกำลังมุ่งหน้าสู่การเป็น “ชาติอัจฉริยะ” (Smart Nation) และสังคมที่ใส่ใจดูแลกัน

สำหรับคนทั่วไปในสังคมไทย การตระหนักรู้ว่าการถูกจับตามองส่งผลต่อสภาพจิตใจของตัวเองอย่างไร ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ นักเรียน นักศึกษา และพนักงาน สามารถเรียกร้องความเป็นส่วนตัวในที่ทำงานและที่เรียน หาเวลาพักจากการประชุมผ่านวิดีโอคอลบ้าง และจำกัดการเสพสื่อสังคมออนไลน์ที่ไม่จำเป็น นายจ้างและนักการศึกษาเองก็จะได้รับประโยชน์ หากเข้าใจว่าความรู้สึกว่าถูกจับตามองตลอดเวลาในระยะยาวนั้น อาจส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานหรือการเรียนรู้ลดลง ไม่ใช่ดีขึ้นอย่างที่คิด

ในขณะที่โลกแห่งการสอดส่องยังคงขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ ทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย การตระหนักรู้และหาทางลดผลกระทบต่อสมองและจิตใจที่เกิดขึ้น จึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวด เพื่อปกป้องสุขภาวะทางใจ และสร้างสรรค์สังคมที่เปี่ยมด้วยนวัตกรรม มีสมาธิ และความเข้มแข็งทางจิตใจอย่างแท้จริง (LiveScience, Scientific American, NewsNationNow)