งานวิจัยชิ้นใหญ่หลายชิ้นจากสหรัฐฯ กำลังตีแผ่สัญญาณเตือนว่าเด็กผู้ชายและชายหนุ่มกำลังเผชิญปัญหาหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ ไม่เพียงแค่เรื่องเรียน แต่ยังรวมถึงสุขภาพจิตและการก้าวข้ามพ้นวัยไปเป็นผู้ใหญ่ด้วย ขณะที่เด็กผู้หญิงและหญิงสาวกำลังก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วทั้งเรื่องผลการเรียนและความพร้อมทางสังคม เด็กผู้ชายจำนวนไม่น้อยกลับรู้สึกเคว้งคว้าง ไม่เป็นที่ยอมรับ และไร้ทิศทาง ความท้าทายเหล่านี้ ซึ่งมีข้อมูลเชิงลึกตีพิมพ์ใน The New York Times ชี้ให้เห็นถึงช่องว่างทางเพศที่น่าวิตก และส่งผลกระทบเป็นวงกว้างไกลเกินขอบเขตสหรัฐฯ รวมถึงประเทศไทย ที่เริ่มเห็นเค้าลางแนวโน้มคล้ายกันในช่วงไม่กี่ปีมานี้ (nytimes.com)
งานวิจัยล่าสุดจากอเมริกายิ่งตอกย้ำปรากฏการณ์ที่น่ากังวลไปทั่วโลก นั่นคือ ช่องว่างทางการศึกษาระหว่างเพศไม่เพียงแต่แคบลง แต่ในหลายๆ กรณีกลับพลิกผันไปอีกทาง โดยปัจจุบันผู้หญิงทำผลงานได้ดีกว่าผู้ชายในหลายๆ ดัชนีชี้วัด ทั้งด้านวิชาการและความเป็นอยู่ (wikipedia.org) สำหรับผู้ปกครองและนักการศึกษาไทย เรื่องนี้จึงสำคัญอย่างยิ่งยวด การดูแลให้เด็กผู้ชายและชายหนุ่มไม่ถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง ไม่ว่าจะในห้องเรียน มหาวิทยาลัย หรือในตลาดแรงงานของไทย ในขณะที่ประเทศกำลังมุ่งมั่นพัฒนาทุนมนุษย์คุณภาพสูงและการพัฒนาอย่างทั่วถึง การทำความเข้าใจและรับมือกับแนวโน้มทางเพศเหล่านี้จึงเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้
ข้อมูลจากสหรัฐฯ ชี้ว่าเด็กผู้ชายส่วนใหญ่ก้าวเข้าสู่ชั้นอนุบาลโดยมีความพร้อมทั้งด้านการเรียนและพฤติกรรมตามหลังเด็กผู้หญิงอยู่แล้ว ช่องว่างนี้ยังคงอยู่และมักจะถ่างกว้างขึ้นตลอดช่วงวัยเรียน โดยเด็กผู้หญิงมีทักษะการอ่านที่ดีกว่าเด็กผู้ชายอย่างต่อเนื่อง และมีผลการเรียนเฉลี่ยสูงกว่า ผลวิเคราะห์จากสถาบัน Brookings Institution พบว่า เมื่อจบชั้นมัธยมปลาย มีเด็กผู้ชายเพียงร้อยละ ๘๓ ที่เรียนจบตามเกณฑ์ เทียบกับเด็กผู้หญิงที่ทำได้ถึงร้อยละ ๘๙ (nytimes.com) แม้โดยทั่วไปเด็กผู้ชายมักทำคะแนนคณิตศาสตร์ได้ค่อนข้างดีหรือดีกว่า แต่ภาพรวมของระบบการศึกษาในปัจจุบันกลับถูกมองว่าเอื้อต่อความสำเร็จของผู้หญิงมากกว่า ดังที่ประธานสถาบัน American Institute for Boys and Men กล่าวไว้ว่า “ระบบการศึกษายังไม่ได้ออกแบบมาเพื่อเด็กผู้ชายอย่างที่ควรจะเป็น”
นอกเหนือจากผลการเรียนและอัตราการเรียนจบ ความแตกต่างด้านสุขภาพจิตก็เป็นอีกประเด็นที่น่ากังวล เด็กผู้ชายอเมริกันอายุ ๓ ถึง ๑๗ ปี ราวร้อยละ ๒๘ มีปัญหาทางสุขภาพจิต อารมณ์ พฤติกรรม หรือพัฒนาการที่เข้าข่ายต้องได้รับการวินิจฉัย ซึ่งสูงกว่าเด็กผู้หญิงซึ่งอยู่ที่ร้อยละ ๒๓ ที่น่าตกใจคือ อัตราการฆ่าตัวตายในชายหนุ่มอายุ ๑๕ ถึง ๒๔ ปี เพิ่มขึ้นสองเท่าตัวระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๑๑ ถึง พ.ศ. ๒๕๖๖ และในปีที่ผ่านมา สูงกว่าอัตราในหญิงสาวถึงสี่เท่า ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าแนวโน้มเหล่านี้น่าจะส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความคาดหวังของสังคมที่ว่าลูกผู้ชายต้องเข้มแข็งอดทน ทำให้หลายคนเลือกที่จะเก็บกดความทุกข์ไว้กับตัว หรือแสดงออกในทางที่ไม่เหมาะสม แทนที่จะร้องขอความช่วยเหลือ ศาสตราจารย์ผู้ก่อตั้งศูนย์ส่งเสริมสุขภาวะชายชั้นนำแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ ให้ทัศนะว่า “ข้อมูลชี้ชัดว่าสุขภาพของผู้ชายโดยรวมไม่สู้ดีนัก เป็นเรื่องยากที่จะหาผู้ชายในวัยเดียวกันหรืออ่อนกว่า ที่จะไม่รู้จักใครสักคนที่จากไปด้วยการฆ่าตัวตาย”
ความท้าทายประการที่สามที่เด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ คือการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ปัจจุบัน ชายอเมริกันอายุ ๒๕ ถึง ๓๔ ปี ถึงร้อยละ ๑๙ ยังคงอาศัยอยู่กับพ่อแม่ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ ๑๔ ในปี พ.ศ. ๒๕๒๖ ชายหนุ่มมีแนวโน้มสร้างความสัมพันธ์แบบคู่รักน้อยลง และสัดส่วนการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากอุตสาหกรรมที่เคยเป็นฐานที่มั่นของแรงงานชาย เช่น งานที่ต้องใช้กำลัง ถูกแทนที่ด้วยอาชีพสายบริการซึ่งผู้หญิงมักมีความได้เปรียบมากกว่า ในทางกลับกัน สัดส่วนการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานของผู้หญิงกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
แล้วเรื่องนี้สำคัญกับประเทศไทยอย่างไร? งานวิจัยจากสถาบันอุดมศึกษาไทย ผู้กำหนดนโยบาย และองค์กรอย่างยูเนสโก ประเทศไทย ต่างสะท้อนแนวโน้มทางเพศหลายประการที่คล้ายคลึงกับสิ่งที่พบในโลกตะวันตก เป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่เด็กผู้หญิงไทยทำผลการเรียนได้ดีกว่าเด็กผู้ชายในการศึกษาขั้นพื้นฐาน ข้อมูลระดับประเทศชี้ว่าสัดส่วนของเด็กผู้หญิงไม่เพียงแต่เรียนจบชั้นมัธยมปลายมากกว่า แต่ยังเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาและมหาวิทยาลัยสูงกว่าเด็กผู้ชายอีกด้วย ในบางภูมิภาค โดยเฉพาะในกลุ่มชาติพันธุ์และประชากรในพื้นที่ห่างไกล อัตราการออกจากโรงเรียนกลางคันของเด็กผู้ชายสูงเป็นพิเศษ (unesco.org) แม้ว่าสังคมไทยจะมีวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ให้ความสำคัญกับบทบาทผู้นำของผู้ชาย แต่เส้นทางชีวิตทั้งด้านการศึกษาและสังคมของชายหนุ่มไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นความจริงที่ส่งผลกระทบสำคัญต่อความเจริญรุ่งเรืองและความเป็นอยู่ที่ดีของประเทศในระยะยาว
ผู้เชี่ยวชาญในไทยชี้ให้เห็นถึงสาเหตุหลายประการที่เกี่ยวโยงกัน ซึ่งเป็นต้นตอของปัญหาด้านการศึกษาของเด็กผู้ชาย โรงเรียนในประเทศไทยก็ไม่ต่างจากในสหรัฐฯ ที่มักมีโครงสร้างซึ่งให้ความสำคัญกับความมีวินัยในตนเอง ทักษะการสื่อสาร และการทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งเป็นด้านที่เด็กผู้หญิงโดยเฉลี่ยแล้วมีพัฒนาการที่เร็วกว่า เด็กผู้ชายซึ่งมักจะพัฒนาทักษะเหล่านี้ช้ากว่า จึงอาจถูกมองว่าเป็น “เด็กมีปัญหา” ได้ง่าย ผลการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการของไทยเองก็พบว่าเด็กผู้ชายมีแนวโน้มขาดเรียนบ่อยกว่า มีปัญหาด้านพฤติกรรม และทำคะแนนสอบระดับชาติได้ต่ำกว่า โดยเฉพาะวิชาภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มที่พบในระดับสากล (hepi.ac.uk PDF) นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเรื่องการขาดแบบอย่างที่เป็นผู้ชายในระดับปฐมวัยและประถมศึกษา เนื่องจากครูในระดับนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง
สถานการณ์ด้านสุขภาพจิตก็แสดงแนวโน้มที่น่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ชี้ว่า เด็กผู้ชายไทยมีแนวโน้มที่จะรายงานว่าตนเองมีความเครียดและภาวะซึมเศร้าน้อยกว่าเด็กผู้หญิง ความคาดหวังทางเพศที่เข้มงวด เช่น การต้องแสดงออกถึงความเข้มแข็งหรือการไม่แสดงอารมณ์ ทำให้ชายหนุ่มจำนวนมากไม่กล้าที่จะขอความช่วยเหลือ อัตราการติดเกมและพฤติกรรมเสี่ยงทางออนไลน์ที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อเด็กผู้ชายมากกว่ากลุ่มอื่นอย่างชัดเจน ได้กระตุ้นให้ผู้กำหนดนโยบายเสนอมาตรการช่วยเหลือที่ตรงจุดมากขึ้นในโรงเรียน (ifstudies.org)
นอกจากนี้ ปัจจัยทางวัฒนธรรมก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน ในวัฒนธรรมไทย กรอบความคิดเรื่อง “ความเป็นชาย” มักเน้นย้ำความอดทนและความเข้มแข็ง ซึ่งบางครั้งทำให้เด็กผู้ชายไม่กล้าแสดงออกถึงความเปราะบางหรือความทุกข์ใจ ปัจจัยนี้อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พวกเขาล่าช้าหรือลังเลที่จะขอความช่วยเหลือทั้งด้านการเรียนหรือด้านจิตใจ ในภาคเหนือของไทย ความผูกพันดั้งเดิมกับภาคเกษตรกรรมอาจเป็นแรงจูงใจให้เด็กผู้ชายบางส่วนออกจากโรงเรียนก่อนกำหนด ขณะที่เด็กผู้ชายในเมืองบางคนอาจไม่สนใจการเรียน เพราะรู้สึกว่าสภาพแวดล้อมในโรงเรียนไม่ตอบโจทย์หรือเข้ากับตัวตนของพวกเขา
ในระดับโลก ปรากฏการณ์ช่องว่างทางเพศด้านการศึกษาที่พลิกกลับนี้ได้จุดประกายให้เกิดการถกเถียงในวงกว้าง มีข้อเสนอให้ปรับโรงเรียนให้ “เป็นมิตรกับเด็กผู้ชาย” มากขึ้น เช่น เน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ยืดหยุ่นเรื่องระเบียบวินัย และเพิ่มจำนวนครูผู้ชาย ขณะที่อีกฝ่ายเตือนว่าไม่ควรเบี่ยงเบนทรัพยากรไปจากเด็กผู้หญิง ซึ่งยังคงเผชิญอุปสรรคจากอคติทางเพศในหลายพื้นที่ทั่วโลก ในประเทศไทย ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากกระทรวงศึกษาธิการ สถาบันอุดมศึกษา และองค์กรพัฒนาเอกชนในพื้นที่ ต่างเรียกร้องให้มีการปฏิรูปที่คำนึงถึงมิติทางเพศมากขึ้น เช่น จัดโครงการพี่เลี้ยงสำหรับเด็กผู้ชายโดยเฉพาะ ขยายบริการแนะแนว เพิ่มการฝึกอบรมครูผู้ชาย และพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตสำหรับชายหนุ่ม
หากมองไปข้างหน้า หากไม่มีการดำเนินการที่ชัดเจน ช่องว่างทางเพศนี้อาจส่งผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญต่อประเทศไทย ชายหนุ่มที่ตามหลังด้านการศึกษามีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญปัญหาการว่างงาน การใช้สารเสพติด การเข้าไปพัวพันกับอาชญากรรม และปัญหาสุขภาพเรื้อรังในระยะยาว ขณะที่ประเทศกำลังมุ่งสร้างเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ช่องว่างทางทักษะที่กว้างขึ้นนี้อาจบั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันและความสมานฉันท์ในสังคม
สำหรับผู้ปกครอง นักการศึกษา และผู้กำหนดนโยบายไทย บทเรียนที่ได้รับนั้นชัดเจน นั่นคือต้องยอมรับความท้าทายที่เด็กผู้ชายและชายหนุ่มกำลังเผชิญ และเร่งดำเนินการแก้ไขตั้งแต่เนิ่นๆ แนวทางแก้ไขอาจรวมถึงการส่งเสริมทักษะการอ่านเขียนและทักษะทางอารมณ์ของเด็กผู้ชายตั้งแต่ชั้นอนุบาล การใช้มาตรการช่วยเหลือเบื้องต้นสำหรับนักเรียนกลุ่มเสี่ยง การขยายทางเลือกการเรียนรู้ที่ไม่ใช่สายวิชาการ และที่สำคัญคือ การลดอคติเกี่ยวกับการขอความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตสำหรับเด็กผู้ชายและชายหนุ่ม ในขณะที่ประเทศไทยกำลังพัฒนาระบบการศึกษาให้ก้าวทันโลก การนำมุมมองทางเพศมาปรับใช้อย่างจริงจัง ซึ่งหมายถึงการตระหนักถึงทั้งความก้าวหน้าของเด็กผู้หญิงและความท้าทายของเด็กผู้ชาย จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างอนาคตที่เท่าเทียมและเข้มแข็งยิ่งขึ้นสำหรับทุกคน
สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวโน้มเหล่านี้ สามารถอ่านบทวิเคราะห์ต้นฉบับจาก The New York Times (nytimes.com) ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับช่องว่างทางการศึกษาระหว่างเพศจาก wikipedia.org และงานวิจัยที่เจาะลึกในสหราชอาณาจักรจาก Higher Education Policy Institute (hepi.ac.uk PDF) แหล่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับนักการศึกษาไทยสามารถค้นคว้าเพิ่มเติมได้จากยูเนสโกและกระทรวงศึกษาธิการ ด้วยความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ประเทศไทยจะสามารถสร้างความมั่นใจได้ว่านักเรียนทุกคน ไม่ว่าเพศใด จะไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง