ผลวิจัยชิ้นโบแดงระดับโลกชี้ชัดว่า การป่วยด้วยโรคเรื้อรังหลายอย่างพร้อมกัน เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน โรคปอด หรือปัญหาเกี่ยวกับตับ เพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าสูงกว่าเท่าตัว ผลการศึกษานี้ตอกย้ำความจำเป็นเร่งด่วนที่ระบบสาธารณสุขไทยต้องหันมาบูรณาการการดูแลสุขภาพกายและใจอย่างจริงจัง งานวิจัยชิ้นนี้ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications Medicine และวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพของผู้ใหญ่กว่า 142,000 คน เผยให้เห็นความเชื่อมโยงน่าห่วงระหว่างการป่วยหลายโรคบางกลุ่มกับการวินิจฉัยภาวะซึมเศร้าในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อป่วยด้วยโรคหัวใจและเบาหวานควบคู่กัน (Neuroscience News)
สำหรับประเทศไทย ที่สถานการณ์โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อย่างเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด กำลังน่าเป็นห่วงและเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ผลวิจัยนี้จึงเปรียบเสมือนสัญญาณเตือนภัยที่ผู้กำหนดนโยบายสาธารณสุขและบุคลากรทางการแพทย์ต้องรีบตื่นตัว งานวิจัยโดยทีมผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเอดินบะระ ซึ่งใช้ข้อมูลจาก UK Biobank ซึ่งเป็นคลังข้อมูลสุขภาพขนาดใหญ่ พบว่าผู้ที่ป่วยหลายโรคเรื้อรังราว 1 ใน 12 คน จะมีอาการซึมเศร้าภายใน 10 ปี เทียบกับเพียง 1 ใน 25 คนในกลุ่มที่ไม่มีโรคประจำตัวระยะยาว ศาสตราจารย์ด้านเวชปฏิบัติทั่วไป จากศูนย์วิจัยการดูแลขั้นสูง มหาวิทยาลัยเอดินบะระ ให้ความเห็นว่า “ปกติแล้วระบบสุขภาพมักจะดูแลสุขภาพกายและสุขภาพจิตแยกส่วนกันอย่างชัดเจน แต่ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าเราต้องคาดการณ์และรับมือกับภาวะซึมเศร้าในกลุ่มผู้ป่วยโรคทางกายให้ดีกว่าเดิม” ความเห็นดังกล่าวสอดรับกับประเด็นที่กำลังถกเถียงกันในแวดวงสาธารณสุขไทย เรื่องการพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคซับซ้อนและเรื้อรังให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญมากสำหรับประเทศไทย? ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2565 ชี้ว่า ปัจจุบันคนไทยกว่า 8 ล้านคนป่วยเป็นโรคเบาหวาน ส่วนโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือดก็เป็นกันมาก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงวัย พอโรคเรื้อรังระบาดหนัก ปัญหาสุขภาพจิตก็เงาตามตัว โรคซึมเศร้าเป็นสาเหตุสำคัญอันดับต้นๆ ที่บั่นทอนประสิทธิภาพการทำงานและคุณภาพชีวิตคนไทยทั่วประเทศ แต่กลับน่าเสียดายที่ยังตรวจพบและวินิจฉัยได้น้อยกว่าความเป็นจริงมาก ปัญหานี้ยิ่งถูกซ้ำเติมจากอคติในสังคมและการเข้าถึงบริการสุขภาพจิตที่ยังจำกัดในหลายพื้นที่
งานวิจัยล่าสุดนี้ตอกย้ำว่า ภาวะป่วยหลายโรคพร้อมกัน (multimorbidity) หรือการมีโรคเรื้อรังตั้งแต่สองโรคขึ้นไป ยิ่งเป็นการซ้ำเติมความเสี่ยงและผลกระทบต่อสุขภาพจิตของผู้ป่วย ผลวิเคราะห์จากงานวิจัยได้ระบุกลุ่มโรคที่มีความเสี่ยงสูงไว้หลายกลุ่ม กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือดร่วมกับโรคระบบเผาผลาญ เช่น การป่วยเป็นเบาหวานพร้อมโรคหัวใจ ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ชัดเจนที่สุด นอกจากนี้ ผู้ใหญ่ที่มีปัญหาข้อต่อหรือกระดูก และผู้ป่วยโรคปอด ลำไส้ หรือตับเรื้อรัง ก็มีแนวโน้มสูงที่จะถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้ามากกว่าคนทั่วไป ผลวิจัยยังพบด้วยว่าผู้หญิงที่มีภาวะข้ออักเสบหรือปัญหาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อและกระดูกอื่นๆ มีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ ประเด็นนี้ยิ่งเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการคัดกรองและให้ความช่วยเหลือที่ต้องคำนึงถึงความแตกต่างทางเพศ
ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ยิ่งทวีความสำคัญเมื่อมองในบริบทสังคมสูงวัยของไทย ที่ผู้สูงอายุมักเผชิญกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) หลายโรคพร้อมกัน ผู้บริหารท่านหนึ่งจากกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เน้นย้ำว่า “ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากภาวะป่วยหลายโรคและปัญหาสุขภาพจิต โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงวัย การบูรณาการการคัดกรองโรคซึมเศร้าและการให้ความช่วยเหลือเข้ากับการจัดการโรคเรื้อรัง จะสามารถพลิกโฉมระบบการดูแลและยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างมาก” ทว่าแนวทางการรักษาพยาบาลของไทยในปัจจุบันยังคงเน้นการรักษาแบบแยกส่วนทีละโรค ทำให้พลาดโอกาสในการประเมินความเสี่ยงแบบองค์รวมที่จำเป็น
หากมองย้อนไปในอดีต จะพบว่าการเจ็บป่วยทางจิตและโรคเรื้อรังถูกมองแยกจากกันมานาน ทั้งในการแพทย์แผนไทยและในทัศนคติเชิงวัฒนธรรม ความเชื่อดั้งเดิมในหลายชุมชนมองว่าอาการป่วยทางกายและทางใจเป็นคนละเรื่องกัน ซึ่งบางครั้งก็นำไปสู่ความลังเลที่จะขอความช่วยเหลือเมื่อมีความทุกข์ทางใจอันเนื่องมาจากโรคเรื้อรัง กระนั้น หลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา ซึ่งมักถูกอ้างอิงในวาทกรรมด้านสาธารณสุขไทย ก็ยอมรับความเชื่อมโยงระหว่างกายและจิตใจ การตระหนักรู้ในจุดนี้อาจเป็นจุดแข็งทางวัฒนธรรมที่สามารถนำมาต่อยอดเพื่อส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพและการรณรงค์ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเชิงบูรณาการได้
ระเบียบวิธีวิจัยที่ใช้ในการศึกษานี้ช่วยเสริมความน่าเชื่อถือของข้อค้นพบ ทีมวิจัยได้ใช้วิธีวิเคราะห์ทางสถิติขั้นสูง ทั้งการวิเคราะห์แบบจัดกลุ่ม (clustering) และการวิเคราะห์การรอดชีพ (survival analysis) เพื่อตรวจสอบอุบัติการณ์ของภาวะซึมเศร้าในกลุ่มผู้ใหญ่ 142,000 คน ที่มีอายุระหว่าง 37-73 ปี ซึ่งป่วยด้วยโรคเรื้อรังอย่างน้อยหนึ่งโรค แต่ยังไม่มีประวัติภาวะซึมเศร้ามาก่อนเริ่มการศึกษา สิ่งที่น่าสนใจคือ ทีมวิจัยพบว่ากลุ่มผู้ที่มีส่วนผสมของโรคทางกายที่ซับซ้อนที่สุด โดยไม่มีโรคใดโรคหนึ่งเป็นโรคหลัก กลับมีความเสี่ยงสูงสุดที่จะเกิดภาวะซึมเศร้า ผลลัพธ์นี้ชี้ให้เห็นว่า ไม่ใช่เพียงแค่ชนิดของโรคเท่านั้น แต่ความซับซ้อนและจำนวนโรคที่เป็นอยู่ต่างหากที่เป็นปัจจัยสำคัญ
แม้ปัจจัยทางชีวภาพ เช่น การอักเสบเรื้อรัง การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน หรือผลข้างเคียงจากยา อาจเป็นส่วนหนึ่งที่เพิ่มความเสี่ยง แต่ปัจจัยทางสังคมและโครงสร้างระบบก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน ผู้ป่วยที่ต้องต่อสู้กับหลายโรครุมเร้า อาจเผชิญกับความโดดเดี่ยวทางสังคม การสูญเสียอิสระในการใช้ชีวิต หรือแม้กระทั่งการตกงาน ซึ่งแต่ละปัจจัยล้วนซ้ำเติมให้อาการซึมเศร้ารุนแรงขึ้นได้ ในสังคมไทย แม้ครอบครัวมักเป็นแหล่งพักพิงและกำลังใจสำคัญ แต่กระแสความเป็นเมือง การย้ายถิ่นฐาน และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ก็กำลังทำให้เครือข่ายความปลอดภัยทางสังคมนี้อ่อนแอลง ส่งผลให้ผู้คนเปราะบางต่อวิกฤตสุขภาพจิตมากขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญในแวดวงวิจัยต่างกระตุ้นให้ผู้กำหนดนโยบายเร่งปฏิรูประบบการดูแลสุขภาพ ผู้อำนวยการฝ่ายวิทยาศาสตร์ด้านนวัตกรรม จากสถาบันวิจัยสุขภาพและการดูแลแห่งชาติ (NIHR) ของสหราชอาณาจักร กล่าวว่า “งานวิจัยของ NIHR ในประเด็นนี้ กำลังช่วยให้เราเข้าใจภาพรวมของสิ่งที่ผู้ป่วยต้องเผชิญ แทนที่จะมองแค่ปัญหาสุขภาพโรคใดโรคหนึ่งเท่านั้น” การนำระบบดูแลแบบบูรณาการอย่างแท้จริงมาปรับใช้ โดยให้แพทย์คัดกรองภาวะซึมเศร้าในคลินิกโรคเรื้อรัง และจัดให้มีการสนับสนุนทางใจในระบบดูแลผู้ป่วย NCDs นั้น ยังคงเป็นเรื่องที่เห็นได้ไม่บ่อยนัก อย่างไรก็ดี โครงการนำร่องในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่เริ่มเห็นผลลัพธ์ในเชิงบวก ตัวอย่างเช่น โรงพยาบาลบางแห่งได้เริ่มคัดกรองสุขภาพจิตเป็นประจำในคลินิกเบาหวานและความดันโลหิตสูง ส่วนองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) บางแห่งก็ริเริ่มโครงการอบรม “เสริมพลังใจและความรู้” ให้กับผู้ดูแลในครอบครัว
ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากภาวะซึมเศร้าที่ถูกมองข้ามในผู้ป่วยโรคเรื้อรังนั้นใหญ่หลวงนัก รายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ประเมินว่า ภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจทั่วโลกถึงปีละ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จากผลิตภาพที่หายไป สำหรับประเทศไทย นั่นหมายถึงความสูญเสียมูลค่าหลายพันล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่กำลังแรงงานสูงวัยขึ้นและภาวะป่วยหลายโรคเป็นเรื่องปกติมากขึ้น ภาวะซึมเศร้าที่ไม่ได้รับการดูแลในผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ยังนำไปสู่การควบคุมโรคเดิมที่แย่ลง ต้องนอนโรงพยาบาลนานขึ้น และมีอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนสูงขึ้น ตั้งแต่หัวใจวายไปจนถึงไตวาย
แนวโน้มในอนาคตชี้ว่าปัญหานี้อาจยิ่งรุนแรงขึ้นหากไม่มีการแก้ไขอย่างจริงจัง มีการคาดการณ์ว่าประเทศไทยจะกลายเป็น “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (super-aged society) โดยจะมีประชากรอายุเกิน 65 ปีมากกว่า 20% ภายในปี 2573 (ข้อมูลจาก UN ESCAP) ซึ่งแน่นอนว่าจะตามมาด้วยอุบัติการณ์ของภาวะป่วยหลายโรคและโรคซึมเศร้าที่เพิ่มสูงขึ้นตามผลวิจัย ระบบการแพทย์ทางไกล (telemedicine) และสุขภาพดิจิทัล (e-health) ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงโควิด-19 ระบาด อาจเป็นหนึ่งในทางออกที่น่าสนใจ โดยสามารถนำบริการตรวจสุขภาพจิตควบคู่กับการดูแลโรคเรื้อรังไปสู่พื้นที่ห่างไกลได้ อย่างไรก็ตาม ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้มีรายได้น้อย
เมื่อมีหลักฐานชัดเจนเช่นนี้แล้ว ผู้ป่วย ครอบครัว และผู้ให้บริการสุขภาพในไทยควรทำอย่างไร? ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ผู้ที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรังตั้งแต่สองโรคขึ้นไป ควรหมั่นสังเกตอาการที่อาจบ่งชี้ภาวะซึมเศร้า เช่น เศร้าซึมต่อเนื่อง นอนไม่หลับ เบื่อหน่ายไม่อยากทำกิจกรรม หรือไม่มีสมาธิ คนในครอบครัวมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเปิดอกพูดคุยเรื่องสุขภาพใจกันอย่างตรงไปตรงมา สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ งานวิจัยชี้แนะให้คัดกรองอาการซึมเศร้าเป็นประจำในผู้ป่วยทุกคนที่ป่วยหลายโรคเรื้อรัง โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหัวใจและเบาหวาน และในกลุ่มผู้หญิงสูงวัยที่มีอาการปวดข้อหรือกระดูก
หน่วยงานสาธารณสุขมีบทบาทสำคัญยิ่งในการผลักดันให้เกิดการบูรณาการบริการสุขภาพจิตเข้ากับการดูแลสุขภาพระดับปฐมภูมิและคลินิกโรคเรื้อรัง รวมถึงการฝึกอบรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ให้สามารถคัดกรองและชี้เป้ากลุ่มเสี่ยงได้ การรณรงค์สุขภาพที่เน้นชุมชนเป็นศูนย์กลาง โดยนำหลักธรรมคำสอนทางพุทธศาสนาที่คนไทยคุ้นเคย เช่น การลดละอันตราย และความเมตตาต่อตนเอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์สุขศึกษาไทยอยู่แล้ว มาปรับใช้ อาจช่วยลดอคติต่อโรคซึมเศร้า และกระตุ้นให้คนทุกวัยกล้าขอความช่วยเหลือเร็วขึ้น
ระบบสุขภาพไทยกำลังยืนอยู่บนทางแพร่งสำคัญ งานวิจัยชิ้นนี้ฉายภาพให้เห็นขนาดของความท้าทาย แต่ขณะเดียวกันก็ชี้ช่องทางไปสู่การดูแลที่ดีขึ้น ชุมชนที่เข้มแข็ง และอนาคตที่คนไทยมีสุขภาพดีถ้วนหน้า ด้วยการผสานช่องว่างระหว่างสุขภาพกายและสุขภาพใจ ประเทศไทยจะสามารถรับมือกับหนึ่งในวิกฤตสาธารณสุขที่กำลังลุกลามอย่างรวดเร็ว ด้วยความเข้าอกเข้าใจ บนพื้นฐานของหลักวิทยาศาสตร์ และความเข้าใจในมิติวัฒนธรรม
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและเครื่องมือคัดกรองภาวะซึมเศร้าเป็นภาษาไทย สามารถศึกษาได้จากแหล่งข้อมูลของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข