แนวคิดที่มองว่าพ่อเป็นแค่ “คนช่วยเลี้ยงลูก” หรือ “พี่เลี้ยง” ให้ลูกตัวเอง กำลังถูกท้าทายและตั้งคำถามมากขึ้นในสังคมปัจจุบัน งานวิจัยชิ้นใหม่ๆ ต่างชี้ให้เห็นถึงผลกระทบแง่ลบจากบทบาทการเลี้ยงดูบุตรที่ยึดติดกับเพศสภาพ ซึ่งส่งผลเสียทั้งต่อผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลและตัวเด็กเอง บทความล่าสุดจากผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาคลินิกท่านหนึ่งเน้นย้ำว่า การนิยามบทบาทของพ่อว่าเป็นเพียง “การช่วยเลี้ยงลูก” ไม่ได้เป็นแค่การพลั้งปากพูดโดยไม่ตั้งใจ แต่สะท้อนถึงความไม่เท่าเทียมที่ฝังรากลึกในเรื่องความรับผิดชอบด้านอารมณ์และภาระงานในบ้าน ประเด็นนี้ส่งผลกระทบในวงกว้าง และถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสังคมไทย ที่ซึ่งบรรทัดฐานทางเพศที่กำลังเปลี่ยนแปลง กำลังเผชิญหน้ากับความคาดหวังทางวัฒนธรรมดั้งเดิม
หลายทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งสื่อทั่วโลกและบทสนทนาในสังคม ต่างก็มักนำเสนอภาพแม่ในฐานะผู้ดูแลหลักโดยปริยาย ขณะที่การมีส่วนร่วมของพ่อมักถูกมองว่าเป็นเรื่องพิเศษที่น่ายกย่อง อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ที่ชี้ว่าการกำหนดบทบาทเช่นนี้ไม่เพียงแต่ไม่เป็นธรรม แต่ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของครอบครัวโดยรวมอีกด้วย งานวิจัยที่ผู้เชี่ยวชาญท่านเดิมอ้างถึง ชี้ว่า แม้แต่ในครอบครัวที่พ่อแม่ทำงานนอกบ้านทั้งคู่ ฝ่ายแม่ก็ยังคงแบกรับภาระการดูแลลูกและงานบ้านมากกว่าอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น งานวิจัยที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางชิ้นหนึ่ง (ตีพิมพ์ ค.ศ. 2012) พบว่าผู้หญิง ไม่ว่าจะมีงานทำหรือไม่ก็ตาม ยังคงใช้เวลาไปกับงานบ้านมากกว่าผู้ชายอย่างมีนัยสำคัญ แม้ในกรณีที่ทั้งคู่ทำงานเต็มเวลาก็ตาม (แหล่งข้อมูล)
ความไม่สมดุลนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องความยากลำบากในการจัดสรรเวลาหรือความรู้สึกส่วนตัว แต่มีรากฐานมาจากความคาดหวังของสังคมต่อการเป็นพ่อแม่ที่ “ดี” ซึ่งความคาดหวังเหล่านี้ถูกตอกย้ำผ่านการใช้ภาษาและพฤติกรรมอย่างแนบเนียน การเรียกการมีส่วนร่วมของพ่อว่า “ช่วยเลี้ยงลูก” ยิ่งเป็นการตอกย้ำแนวคิดที่ว่าบทบาทของแม่เป็นสิ่งจำเป็นที่ถูกมองข้ามคุณค่า ขณะที่การช่วยเหลือใดๆ จากพ่อกลับถูกมองว่าเป็นเพียง “โบนัสพิเศษ” สังคมไทยซึ่งมีความผูกพันในครอบครัวที่ซับซ้อนและมีบรรทัดฐานทางวัฒนธรรมที่เน้นความเคารพ ก็ไม่ได้แตกต่างจากปรากฏการณ์นี้เช่นกัน
ผลการศึกษาล่าสุดชิ้นหนึ่งที่เปรียบเทียบการขัดเกลาทางอารมณ์ในครอบครัวไทยและอเมริกันโดยเฉพาะ ช่วยฉายภาพให้เห็นชัดเจนว่าพลวัตเหล่านี้ปรากฏในชีวิตประจำวันอย่างไร งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 2023 โดยคณะนักวิจัยจากสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา (PMC10404248) เปิดเผยว่า แม้พ่อแม่ชาวไทยโดยทั่วไปมักให้ความสำคัญกับการควบคุมอารมณ์และความปรองดอง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่เชื่อมโยงกับค่านิยมสำคัญอย่าง “ใจเย็น” และ “ความเกรงใจ” แต่กลับพบรูปแบบบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับบทบาททางเพศซึ่งคล้ายคลึงกับสังคมตะวันตกอย่างน่าสนใจ กล่าวคือ ทั้งสองวัฒนธรรมมีแนวโน้มที่ฝ่ายแม่จะมีส่วนร่วมในการพูดคุยเรื่องอารมณ์มากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับลูกสาว ซึ่งเป็นการตอกย้ำความคาดหวังว่าผู้หญิงคือผู้ที่รับผิดชอบหลักด้านอารมณ์และความสัมพันธ์ภายในครอบครัว
สิ่งที่อาจมองเห็นได้ไม่ชัดเจนนัก แต่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน คือผลกระทบที่ความไม่สมดุลนี้มีต่อผู้หญิง การต้องรับบทบาทผู้ดูแลหลักโดยปริยายนำไปสู่สภาวะที่เรียกว่า “ภาวะความเครียดอัดอั้นของแม่” (maternal rage) ซึ่งหมายถึงความรู้สึกอัดอั้นตันใจที่ก่อตัวขึ้นจากการทำงานที่ไม่ได้รับการยอมรับ ความคาดหวังที่ไม่สมหวัง และแรงกดดันที่ต้องแสดงออกถึงความเสียสละและความอดทนอยู่เสมอ งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่ง (ตีพิมพ์ ค.ศ. 2013) ยังชี้ให้เห็นอีกว่า แม่ที่ต้องแบกรับความรับผิดชอบเหล่านี้ตามลำพัง มีความเสี่ยงสูงที่จะรู้สึกโดดเดี่ยวและเผชิญกับภาวะซึมเศร้า ซึ่งผลกระทบเหล่านี้สามารถส่งต่อไปยังสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัว และส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางอารมณ์ของเด็กได้ (แหล่งข้อมูล)
ผลกระทบนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในบริบทครอบครัวเดี่ยวเท่านั้น แต่ยังพบเห็นได้ทั้งในระดับสากลและในประเทศไทย งานศึกษาชิ้นหนึ่งในปี ค.ศ. 2024 ที่ศึกษาเกี่ยวกับมิติทางเพศภาวะ แรงงานทางอารมณ์ และการปรับตัวรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 ในธุรกิจครอบครัวของไทย พบว่าแรงงานทางอารมณ์ของผู้หญิงถือเป็นหัวใจสำคัญของความเข้มแข็งและความอยู่รอดของทั้งธุรกิจและครัวเรือน จากการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการในประเทศไทยจำนวน 51 ราย งานวิจัยนี้เน้นย้ำว่างานดูแลเอาใจใส่ ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นภาระหน้าที่ “ของผู้หญิง” นั้น สามารถแปรเปลี่ยนเป็นจุดแข็งสำคัญในช่วงวิกฤตได้ แต่ก็ต่อเมื่อได้รับการยอมรับและมีการแบ่งเบาภาระโดยสมาชิกทุกคนในครอบครัว (Emerald Insight)
อย่างไรก็ตาม การเป็นหุ้นส่วนอย่างแท้จริงในการเลี้ยงดูบุตรและแบ่งเบาภาระงานบ้านยังคงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากในความเป็นจริง ปัจจัยทางวัฒนธรรม ความเคยชินที่ฝังรากลึก และโครงสร้างในที่ทำงาน ล้วนเป็นอุปสรรคที่ทำให้ผู้ชายไม่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลลูกได้อย่างเต็มศักยภาพ ในบริบทของประเทศไทย มรดกทางค่านิยมแบบกลุ่มนิยม การให้ความสำคัญกับการแสดงความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นอย่างเปิดเผย และการแสดงออกทางอารมณ์อย่างพอเหมาะพอควร มักดำเนินควบคู่ไปกับบทบาทตามลำดับชั้นภายในครอบครัว ซึ่งฝ่ายแม่มักถูกคาดหวังให้เป็นผู้จัดการทั้งเรื่องกิจวัตรประจำวันและความต้องการทางอารมณ์ของทุกคนในครอบครัว ในทางกลับกัน ฝ่ายพ่ออาจต้องเผชิญกับแรงกดดันทางสังคมอย่างเงียบๆ ที่ผลักดันให้มุ่งเน้นไปที่บทบาทผู้หาเลี้ยงครอบครัวหรือผู้นำ มากกว่าบทบาทผู้เลี้ยงดูหรือผู้สนับสนุนทางอารมณ์
ดังนั้น ความท้าทายจึงไม่ได้อยู่เพียงแค่เรื่องทัศนคติส่วนบุคคล แต่หยั่งรากลึกลงไปในโครงสร้างของสังคมไทย แม้จะมีนโยบายสาธารณะที่สนับสนุนการลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรหรือส่งเสริมการทำงานที่ยืดหยุ่นอยู่บ้าง แต่นโยบายเหล่านี้มักไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมบทบาทของพ่อโดยเฉพาะ แม้ว่าผู้ชายบางคนอาจแสดงความต้องการที่จะมีส่วนร่วมมากขึ้น แต่พวกเขาอาจขาดความมั่นใจ รู้สึกว่าตนเองไม่มีความสามารถเพียงพอ หรือขาดแรงสนับสนุน ซึ่งอาจนำไปสู่สิ่งที่นักจิตวิทยาบางท่านเรียกว่า “การแสร้งทำเป็นไม่เก่ง” (strategic incompetence) กล่าวคือ การที่ฝ่ายพ่อมักจะปล่อยให้ฝ่ายแม่เป็นผู้จัดการ โดยอ้างว่าตนเองไม่รู้หรือไม่สามารถทำได้ ขณะเดียวกัน ฝ่ายแม่ซึ่งรู้สึกว่าไม่ได้รับการสนับสนุน ก็มักจะเข้ามาจัดการให้เรื่องต่างๆ ลุล่วงไปได้ด้วยดี ซึ่งเท่ากับเป็นการส่งเสริมวงจรนี้ให้ดำเนินต่อไป
แล้วครอบครัวและสังคมไทยจะสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อแก้ไขปัญหานี้? ขั้นตอนแรกคือการปรับเปลี่ยนการใช้ภาษาและทัศนคติที่เกี่ยวข้องกับบทบาทการเป็นพ่อแม่ ผู้นำชุมชน สถาบันการศึกษา และสื่อมวลชน ควรท้าทายแนวคิดที่มองว่าพ่อเป็นเพียง “ผู้ช่วย” เมื่อพวกเขามีส่วนร่วมในการดูแลลูกของตนเองอย่างจริงจัง แนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ การเปิดอกพูดคุยกันในครอบครัวเกี่ยวกับการแบ่งเบาภาระงาน การสนับสนุนอย่างชัดเจนจากนายจ้างให้พ่อสามารถลาเพื่อดูแลบุตรได้ และการรณรงค์ให้ความรู้แก่สาธารณชนโดยภาครัฐหรือองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) เพื่อเน้นย้ำถึงคุณค่าของพ่อที่มีส่วนร่วมทางอารมณ์
นอกจากนี้ ยังมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตระหนักและให้ความสำคัญกับภาระทางอารมณ์ที่ฝ่ายแม่ต้องแบกรับ ทั้งเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของตัวแม่เองและของครอบครัวโดยรวม ค่านิยมทางวัฒนธรรมไทยดั้งเดิม เช่น “ความเป็นพี่เป็นน้อง” (phi nong) ซึ่งหมายถึงการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน สามารถนำมาปรับใช้เพื่อส่งเสริมการแบ่งเบาภาระงานบ้านอย่างเท่าเทียมกันมากขึ้นได้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัวไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับโครงสร้างตามลำดับชั้นแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวของสมาชิกในครอบครัวด้วย
เมื่อมองไปข้างหน้า อนาคตของการเลี้ยงดูบุตรในประเทศไทยอาจเป็นการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างขนบธรรมเนียมดั้งเดิมและการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลง หากบรรทัดฐานทางสังคมและครอบครัวสามารถพัฒนาไปสู่การเป็นหุ้นส่วนที่สมดุลมากขึ้น เด็กๆ ก็จะได้รับประโยชน์จากรากฐานทางอารมณ์ที่มั่นคงยิ่งขึ้น และคู่ชีวิตก็จะมีความเคารพซึ่งกันและกันและความพึงพอใจในความสัมพันธ์ที่เพิ่มมากขึ้น ผู้กำหนดนโยบายสามารถมีส่วนช่วยได้โดยการขยายสิทธิการลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรสำหรับทั้งพ่อและแม่ จัดให้มีโครงการให้คำปรึกษาครอบครัว และสร้างแรงจูงใจให้สถานประกอบการสนับสนุนการมีส่วนร่วมในกิจกรรมครอบครัวสำหรับพนักงานทุกเพศ
สำหรับผู้อ่านชาวไทย คำแนะนำที่ชัดเจนและนำไปปฏิบัติได้คือ: ลองทบทวนและท้าทายค่านิยมเดิมๆ ทั้งในบ้านและในชุมชน เปิดใจพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับความคาดหวังต่างๆ และอย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือเมื่อรู้สึกว่าภาระหนักเกินไป ฝ่ายชายควรก้าวเข้ามาแสดงบทบาทพ่ออย่างเต็มภาคภูมิ ไม่ใช่ในฐานะ “คนช่วยเลี้ยงลูก” แต่ในฐานะผู้ดูแลที่สำคัญและมีความรับผิดชอบ ซึ่งการมีส่วนร่วมของพวกเขานั้นไม่ใช่แค่เป็นสิ่งที่พึงประสงค์ แต่เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ครั้งต่อไปที่คุณได้ยินใครพูดว่าพ่อกำลัง “ช่วยเลี้ยงลูก” หรือ “เป็นพี่เลี้ยงเด็ก” ให้ช่วยปรับความเข้าใจนั้นอย่างนุ่มนวลแต่หนักแน่น เพราะการเลี้ยงดูบุตรที่แท้จริงคือการร่วมมือร่วมใจกันเสมอ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
- คุณพ่อทั้งหลาย นี่ไม่ใช่การ ‘ช่วยเลี้ยง’ ถ้าเป็นลูกของตัวเอง (Dads, It’s Not Babysitting If It’s Your Own Kid)
- แม่ชาวไทยและอเมริกันขัดเกลาพัฒนาการทางอารมณ์ของเด็กวัยก่อนเรียนแตกต่างกันอย่างไร (Thai and American mothers socialize preschoolers’ emotional development differently) (PMC10404248)
- เพศภาวะ แรงงานอารมณ์ และธุรกิจครอบครัวในไทยช่วงการระบาดใหญ่ของโควิด-19 (Gender, affective labor and the family-run business in Thailand during the COVID-19 pandemic)